ที่ปรึกษาธุรกิจ แนะไทยปรับตัว "เชิงโครงสร้าง" รับมือ "กระแสดิจิทัล"
ดีลอยท์ ประเทศไทย ระบุกระแสดิจิทัล เป็นความท้าทายที่ทั้งภาครัฐและเอกชนของไทยต้องเผชิญ พร้อมแนะนำ 4 แนวทางหลักในการเร่งปรับตัวเพื่อสร้างทางรอดในยุคดิจิทัล เชื่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจะไม่รุนแรงเท่าวิกฤติซับไพรม์
“กระแสดิจิทัล อิโคโนมี หรือไทยแลนด์ 4.0 ที่ได้ยินกันบ่อยๆ แน่นอนเป็นเรื่องที่ดี และเป็นสัญญาณเชิงบวกว่าประเทศไทยจะเริ่มขับเคลื่อนอีกครั้ง ในอัตราเร่งที่น่าพอใจ โดยจีดีพีปีนี้ น่าจะอยู่ที่ 3.3%” สุภศักดิ์ กฤษณามระ กรรมการผู้จัดการ ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าว
ทั้งนี้ ดีลอยท์ ประเทศไทย ได้ให้ข้อมูลเศรษฐกิจ และวิเคราะห์ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ผ่านมุมมองของบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจ และแบ่งปันแนวคิดด้านการปรับตัวขององค์กรภาครัฐและเอกชน ภายใต้หัวข้อ ‘ปรับอย่างไรเมื่อโลกหมุนไว้กว่าที่คิด (Reengineering for the future)’ ซึ่งกล่าวโดยสรุปได้ว่า ปัจจัยท้าทายหลักต่อเศรษฐกิจไทยและภาครัฐ รวมถึงเอกชน ก็คือดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม การที่ดิจิทัลเข้ามาสร้างผลกระทบในเชิงโครงการสร้างเศรษฐกิจและการทำธุรกิจนั้น ณ ปัจจุบัน ยังไม่สามารถนิยามได้ว่าเป็นวิกฤตทางเศรษฐกิจ เพราะในบางมิติ ดิจิทัลก็ทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ อาทิ แอพพลิเคชั่นด้านฟินเทค พร๊อพเทค อี-คอมเมิร์ซ รวมถึงพร้อมเพย์ ที่กำลังเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจในขณะนี้
หากประเมินในเรื่องการของการปรับตัวแล้ว ดีลอยท์ เชื่อว่ามี 4 แนวทางหลักในรับมือกับกระแสดิจิทัลที่กำลังมาแรง ประการแรกคือ People หรือการปรับตัวด้านกำลังคน โดยเมื่อเทียบกับปี 2551 (ปีที่เริ่มเกิดวิกฤตซับไพร์ม) การปรับตัวในช่วงนั้นทำโดยการลดจำนวนคน ควบคุมจำนวนคนซึ่งกลายมาเป็นต้นทุนในการดำเนินธุรกิจ แต่ในยุคดิจิทัล ดิสรับชันนี้ เชื่อการปรับด้านการกำลังคน ควรจะเป็นไปในลักษณะของการเพิ่มแวลู่ให้กับแรงงานหรือทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่ โดยแรงงานควรความสามารถแบบ มัลติ-สกิลด้วยเช่นกัน
ประการที่ 2 คือ Process หรือกระบวนการทำงาน ขั้นตอนการทำงาน เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัลแล้ว องค์กรต่างๆ สามารถลดขั้นตอนหรือกระบวนการทำงานของแรงงานด้วยการผนวกมัลติ-สกิลของบุคคลเข้ากับเทคโนโลยี เพื่อลดการทำงานที่ซ้ำซ้อน โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐ ที่กระบวนการทำงานยังช้า ใช้จำนวนคนต่อหนึ่งกระบวนการทำงานที่มากเกินจำเป็น และเมื่อลดกระบวนการทำงาน หรือขั้นตอนลงได้แล้ว ความคล่องตัวในการทำงาน ประสานงาน และทำธุรกิจก็จะกระชับขึ้น
ประการที่ 3 คือ Technology โดยจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ธุรกิจในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคผลิตหรือภาคบริการ ล้วนมีการลงทุนด้านเทคโนโลยี และนำมาทดแทนกำลังแรงงานคน โดยเฉพาะแรงงานที่ต้องการความำชนาญเฉพาะด้านต่ำ อย่างไรก็ตาม ประเมินว่า จากนี้ไปเทคโนโลยีจะไม่ได้เข้ามาทดแทนแรงงานคนเพียงอย่างเดียว ในทางกลับกัน เทคโนโลยีจะมาช่วยเสริมกำลังคนได้ หากสามารถพัฒนาเทคโนโลยีให้สร้างประโยชน์ได้มากที่สุด
ประการสุดท้ายคือการปรับตัวด้าน Infrastructure การปรับตัวด้านนี้เริ่มเห็นกันบ่อยขึ้น และแทบจะเป็นแนวทางที่หลายองค์กรนำมาปรับใช้ อาทิ การจัดตั้งศูนย์บริการเฉพาะภายนอกออฟฟิศ หรือนอกโรงงานผลิต การเสริมบริการจัดส่ง (logistic) เพื่อลดภาระด้านคลังเก็บสินค้าหรือสำรองสินค้า เป็นต้น
สุภศักดิ์ กล่าวเพิ่มว่า การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลในประเทศนั้น จะค่อยๆ มีความชัดเจนขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการตื่นตัวของภาครัฐ หลักๆ เห็นได้จากนโยบายผลักดันเศรษฐกิจด้วยดิจิทัล อิโคโนมี , นโยบายไทยแลนด์ 4.0 อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับว่าการปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไปนี้ อาจทำให้เราสูญเสีย ความได้เปรียบ (Advantage) ในการทำธุรกิจได้
สหนนท์ ตั้งเบญจสิริกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวเสริมว่า กระแสดิจิทัลที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวกเช่นกัน โดยทำให้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ๆ อาทิ อูเบอร์ อุ้คบี แอพพลิเคชั่นด้านฟินเทคต่างๆ รวมถึงพร้อมเพย์ ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อมีผู้เล่นรายใหม่เกิดขึ้นในต้นทุนธุรกิจที่ต่ำกว่า ผู้เล่นรายเดิมที่มีขนาดธุรกิจใหญ่และปรับตัวยากย่อมต้องได้รับผลกระทบและเกิดความเสียเปรียบ
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า กระแสดิจิทัลจะส่งผลดีต่อผู้เล่นรายเดิมธุรกิจ หากสามารถเชื่อมต่อกับดิจิทัลและต่อยอดเป็นเครือข่ายธุรกิจได้ ซึ่งหลายธุรกิจทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ไม่สามารถเชื่อมต่อได้และจำเป็นต้องล้มเลิกการทำธุรกิจไปในที่สุด
หากรัฐบาลวางเป้าหมายว่าจะก้าวเป็นไทยแลนด์ 4.0 ให้ได้นั้น เชื่อว่ายังต้องมีการปรับปรุง ปรับเปลี่ยนอีกหลายประเด็น ประเด็นแรกคือกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การจะส่งเสริมภาคธุรกิจให้ไปกับดิจิทัลได้นั้น กฎหมายต่างๆ ต้องรองรับการทำธุรกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประเด็นที่สำคัญรองลงมาคือคุณภาพประชากร ซึ่งต้องยอมรับว่า ลักษณะทางประชากรศาสตร์ของไทยนั้น ไม่เอื้อต่อการเป็นดิจิทัล อิโคโนมี ซึ่งประเด็นนี้จะสามารถแก้ไขได้โดยการวางโครงสร้างการศึกษาขั้นพื้นฐานของประชากรใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างสังคมที่ต้องวางแผนกันในระยะยาว
ดีลอยท์ ประเทศไทย จัดทำ Business Survey ไตรมาส 4 ปี 2559 ซึ่งมีผู้บริหารดับสูงตอบแบบสอบถามกลับมา 106 ท่าน และได้ข้อค้นพบว่า ความท้าทายทางธุรกิจ 3 อันดับแรก คือการค้าโลกที่อ่อนแอ, การชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน และความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย ขณะที่ 81% ของกลุ่มตัวอย่างรับได้หากเศรษฐกิจจะชะลอตัว, 50% เชื่อว่าจะส่งผลเชิงลบต่อธุรกิจ และ 14% ระบุว่าจะได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ และในส่วนของการปรับตัวนั้น กลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับบุคลากรในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว โดยยอมรับว่าอาจจะมีการดึงตัวบุคคลกรในช่วงที่เศรษฐกิจโตช้า เพราะจะได้บุคลากรมาในต้นทุนที่ต่ำ และบางองค์กรอาศัยจังหวะนี้ในการเสริมสร้างทักษะให้กับบุคลากรเพิ่มเติม






