วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์ชาติเตือนผู้ส่งออก เร่งประกันเสี่ยง'ค่าเงิน'

"แบงก์ชาติ" เตือนผู้นำเข้า-ส่งออก เร่งประกันความเสี่ยง หลังแนวโน้มค่าเงินส่อผันผวนมากขึ้น ย้ำไม่สามารถดูแลได้ตลอด

นางสาววชิรา อารมย์ดี ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนยังมีแนวโน้มความผันผวนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยต่างประเทศ โดยช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่า เงินดอลลาร์ แกว่งตัวทั้งในทิศทางที่แข็งค่าและอ่อนค่าสลับกันไป ดังนั้นจึงอยากเตือนผู้เกี่ยวข้องใช้หลักความระมัดระวัง และควรทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

“จะเห็นได้ว่าช่วงปลายปีที่แล้ว นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์ก็แข็งค่าขึ้นไปมาก แต่พอมาต้นเดือนนี้หลังจากที่ นายทรัมป์ เข้ารับตำแหน่งจริง เงินดอลลาร์ก็กลับมาอ่อนค่าลง สะท้อนว่า ค่าเงินไม่ได้เคลื่อนไหวในทิศทางเดียว แต่มีความผันผวนอยู่ตลอดเวลา”

นางสาววชิรา กล่าวว่า ในส่วนของ ธปท. แม้จะพยายามดูแลไม่ให้เงินบาทผันผวนมากเกินไป แต่ก็คงทำได้แค่ในบางช่วงเวลาเท่านั้น เนื่องจาก ธปท. ไม่สามารถฝืนทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยนได้ ดังนั้นความไม่แน่นอนจากอัตราแลกเปลี่ยนจึงมีค่อนข้างสูง

ผู้ส่งออกประกันเสี่ยงค่าเงินลดลง

สำหรับค่าความผันผวนของเงินบาทไทยนั้น ค่าเฉลี่ยล่าสุดตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันอยู่ที่ 3.7% เป็นระดับกลางๆ เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค โดยสูงกว่ามาเลเซียซึ่งมีค่าความผันผวนอยู่ที่ 2.2% อินโดนีเซีย 3.3% แต่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า ฟิลิปปินส์ ซึ่งมีค่าความผันผวนที่ 4.3% จีนที่ 4.5% สิงคโปร์ 8.1% และเกาหลีใต้ที่ 13.5%

ส่วนอัตราการป้องกันความเสี่ยงของผู้ส่งออกไทยในปีที่ผ่านมา มีสัดส่วนอยู่ที่ 19.7% ลดลงจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 24.27% ขณะที่ผู้นำเข้ามีสัดส่วนในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 26.8% ลดลงจากปีก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 26.1%

"สแตนชาร์ต" ชี้เงินนอกไหลเข้าไทย

ด้านนางสาวอุสรา วิไลพิชญ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานตลาดเงินและตลาดทุน ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ในปีนี้มีโอกาสสูงที่เงินทุนต่างประเทศจะไหลเข้าตลาดหุ้นไทย เนื่องจากเห็นสัญญาณการเติบโตของเศรษฐกิจไทย ที่ประเมินว่าจะเติบโตมากกว่า 3.5% หลังจากนั้นมีโอกาสเติบโตได้เต็มศักยภาพในระดับ 4-5% จากความชัดเจนของโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ และการลงทุนภาคเอกชนที่จะปรับตัวดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยมองว่าปีหน้าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะเติบโตประมาณ 4.3% และปีถัดไปจะเติบโตได้ในระดับ 5%

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทของไทยยังมีเสถียรภาพ ผันผวนตามปัจจัยต่างประเทศน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากปัจจุบันไทยมีสัดส่วนเงินลงทุนของต่างประเทศคงค้างน้อยมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ทำให้มีเงินทุนที่จะไหลออกน้อย อีกทั้งไทยยังมีหนี้ต่างประเทศน้อย โดยปีนี้มองว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่า แต่ระหว่างปีจะผันผวนตามปัจจัยต่างประเทศบ้าง แต่สิ้นปีประเมินว่าค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 36 บาทต่อดอลลาร์

ทั้งนี้เงินทุนนอกเริ่มทยอยไหลเข้าไทยตั้งแต่ช่วงต้นปี หลังจากที่ไม่ค่อยกล้าลงทุนมากนักในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เพราะเศรษฐกิจไทยโตแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ในปีนี้เศรษฐกิจไทยดีขึ้น และมีโอกาสเติบโตสูง เงินจึงทยอยไหลเข้า ทำให้ค่าเงินบาทที่เคยอ่อนค่าถึง 36 บาทต่อดอลลาร์ ในเดือนม.ค. แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ จนมาอยู่ที่ระดับ 35 บาทต่อดอลลาร์ ยิ่งหากมีความชัดเจนเรื่องการเลือกตั้ง จะยิ่งเป็นปัจจัยบวกให้เงินทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน

“ในภาวะที่มีความผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ ทั้งจากนโยบายของทรัมป์ และการเมืองในยุโรปที่จะมีการเลือกตั้งในฝรั่งเศส และเยอรมัน แต่ไทยมีความได้เปรียบประเทศอื่น เพราะมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง อ่อนไหวต่อปัจจัยข้างนอกน้อย และมีหนี้สาธารณะต่ำ เพียง 43% ของจีดีพี ทำให้สามารถใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ส่งผลให้ไทยมีข้อได้เปรียบในการเผชิญกับความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก นักลงทุนต่างประเทศมีโอกาสเข้ามาลงทุนในไทยสูง”

คาดธปท.ขึ้นดอกเบี้ยธ.ค.นี้

สำหรับแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยนั้น มองว่ามีโอกาสที่ ธปท.จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (อาร์พี)ในเดือนธ.ค.นี้ หากเศรษฐกิจฟื้นตัว เพราะมีความจำเป็นในการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายน้อยลง และมีการปรับขึ้นอีก 2 ครั้งในปี 2561 ซึ่งเป็นการปรับขึ้นที่ช้ากว่าแนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ เพื่อพยุงเศรษฐกิจในประเทศ โดยประเมินว่าสหรัฐจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ 2 ครั้ง และปรับขึ้นในปีหน้าอีก 3 ครั้ง รวมเป็น 5 ครั้ง

“อยากเตือนให้เอกชนให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงเรื่องต้นทุนการเงิน มากกว่าการบริหารความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เพราะต้นทุนการเงินจะปรับสูงขึ้นตามการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ขณะที่สภาพคล่องที่เคยล้นก็จะปรับเข้าสู่สมดุล เพราะมีความต้องการใช้ลงทุนในโครงการลงทุนทั้งของภาครัฐ และเอกชน แนวโน้มสินเชื่อก็จะโตขึ้นด้วย ต้นทุนการเงินที่เคยต่ำมากๆ ก็จะเริ่มแพงขึ้น และแพงขึ้นต่อเนื่องไปอีกในหลายๆปี”

ส่วนการส่งออก คาดว่าจะฟื้นตัว ไม่ติดลบแล้วในปีนี้ โดยจะได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวขึ้น ทั้งจากราคาน้ำมัน ราคาปิโตรเลียม และราคายางที่จะปรับขึ้น ทำให้เงินเฟ้อในปีนี้มีการขยับขึ้นตาม โดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะขับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 1.8 % และปีหน้าเงินเฟ้อจะขยับขึ้นไปเป็น 2.3 % ขณะที่การท่องเที่ยวก็จะยังมีการเติบโตต่อเนื่อง

ไอเอ็มเอฟไม่พบมีสงครามค่าเงิน

ด้านนายเกอร์รี ไรซ์ โฆษกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า ไอเอ็มเอฟยังมองไม่เห็นหลักฐานว่า กำลังจะเกิดสงครามค่าเงินขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ แต่ย้ำว่า ต้องการเห็นสมาชิกกลุ่มเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ชาติ (จี20) ย้ำจุดยืนของตัวเอง ในการเปิดทางให้มีการค้าที่เสรี และเป็นธรรม

“ผมไม่เห็นพยานหลักฐานใด ถึงการตัดสินใจด้านนโยบายที่จะบ่งชี้ว่า เรากำลังมุ่งไปสู่การทำสงครามค่าเงิน” นายไรซ์ กล่าว

สำหรับเรื่องที่ไอเอ็มเอฟจะสนับสนุนความพยายามของจี 20 หรือไม่นั้น นายไรซ์ กล่าวว่า การค้าที่เสรี และมีความยุติธรรมนั้น เป็นหลักการของไอเอ็มเอฟอยู่แล้ว และเรื่องนี้จะทำให้ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์ เป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับความรุ่งเรืองของโลก ซึ่งไอเอ็มเอฟอยากเห็นทุกฝ่ายดำเนินตามนโยบายนี้

ความวิตกรอบใหม่ ถึงการเกิดสงครามค่าเงินมีขึ้น หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ มีท่าทีที่แข็งกร้าวในเรื่องการค้า และกล่าวว่า การที่เงินดอลลาร์มีมูลค่าสูงเกินความเป็นจริงนั้น ทำให้ความพยายามร่วมมือทางเศรษฐกิจของโลกมีความซับซ้อนมากขึ้น