“บลจ.ภัทร” เน้นบริหารกองทุนเชิงคุณภาพ ดันเอยูเอ็ม 2-3 ปีทะลุแสนล้าน ส่วนปีนี้ตั้งเป้าโต 30%
สำหรับอุตสาหกรรมกองทุนรวมในปีนี้ หลายบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม หรือบลจ. ต่างให้ความสำคัญในการผลักดันการเติบโตของสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร หรือหรือ AUM โดยเฉพาะบลจ.ค่ายแบงก์ใหญ่ ปีนี้เอยูเอ็มจะทะลุหลักแสนล้าน หรือการเติบโตอยู่ระหว่าง 10-20% แต่สำหรับ บลจ.ภัทร โดยเฉพาะปีนี้คาดหวังจะเติบโตไม่น้อยกว่า 30% และในอีก 2-3 ปีข้างหน้านี้จะเติบโตก้าวกระโดด เพื่อหวังดันเอยูเอ็มให้ทันบลจ.แบงก์ใหญ่
นายอภินันท์ เกลียวปฏินนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร เปิดเผยว่า สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจของ บลจ.ภัทร บริษัทวางเป้าหมายไว้ในอีก 2-3 ปี สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร จะเติบโตทะลุระดับ 100,000 ล้านบาท โดยเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ตั้งเป้าเอยูเอ็มเติบโตในระดับ 20-30% หรือคิดเป็นเม็ดเงินกว่า 55,000 ล้านบาท จากปีก่อนเอยูเอ็มอยู่ที่ระดับ 42,999 ล้านบาท เติบโต 21.8% ทั้งกองทุนรวมและกองทุนอสังหาฯ
สำหรับกลยุทธ์สร้างการเติบโตของธุรกิจกองทุนรวม ทางกลุ่มมุ่งเน้นการขยายตัวเชิงคุณภาพ พร้อมแนะนำการลงทุนตามความเสี่ยงของผู้ลงทุน และที่สำคัญผู้ลงทุนต้องรับรู้ และเข้าใจถึงความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเป็นหลัก พร้อมกันนี้ในฝั่งของธุรกิจธนาคาร กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มที่สามารถเชื่อมโยงในธุรกิจตลาดทุน เพื่อสนับสนุนนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนควบคู่กับผลิตภัณฑ์การเงินอื่นในเครือ KKP เจาะกลุ่มฐานลูกค้ากลุ่มรายได้สูงด้วย
ส่วนช่วงที่ผ่านมานี้ บริษัทพบว่า บลจ.ส่วนใหญ่หันมามุ่งสร้างเติบโตด้วยการออกกองทุนประเภท AI หรือกองทุนที่ขายให้กับนักลงทุนรายใหญ่เป็นจำนวนมาก ทั้งตราสารที่มีเครดิตเรตติ้งและไม่มีเรตติ้ง รวมถึงตราสารกลุ่มไฮยีลด์ ทั้งในและต่างประเทศ แม้จะให้ผลตอบแทนที่คาดหวังสูงกว่าในภาวะดอกเบี้ยต่ำ แต่การลงทุนในลักษณะดังกล่าวมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นด้วย ดังนั้นการเสนอขายกองทุนดังกล่าวที่ผ่านมา พบว่า ผู้ลงทุน AI บางรายเอง ยังไม่รับรู้ความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจริงๆ
สำหรับแนวโน้มการลงทุนตลาดตราสารหนี้ ทั้งตั๋วบีอีและหุ้นกู้หลังจากนี้ โดยเฉพาะปีนี้ตราสารหนี้ดังกล่าวต้องที่มีเครดิตระดับ BBB ขึ้นไป หรือในระดับ investment grade ซึ่งยังเหมาะเป็นช่องทางการลงทุนที่ดีอยู่ ขณะที่ตราสารที่ไม่มีเรตติ้ง หรือระดับเรตติ้งต่ำกว่า investment grade จะลดลงไปมาก เนื่องจากปีที่ผ่านมาดอกเบี้ยต่ำ และตัวกลางไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้มีตราสารต่ำกว่า investment grade ปลอมปนเข้ามาในตลาดนี้บ้าง และผู้ลงทุนแสวงหาผลตอบแทนที่สูงกว่าเงินฝาก ทำให้ความเสี่ยงการลงทุนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
ดังนั้น ภาคเอกชน ที่ต้องการเงินทุนใหม่ปีนี้ จึงต้องมีการจัดเรตติ้ง และเตรียมสภาพคล่องให้เพียงพอ 3-9 เดือน เพราะคงต้องกลับไปขอสินเชื่อผ่านสถาบันการเงิน ซึ่ง ยังเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อและมีการติดตามธุรกิจใกล้ชิด ส่วนธนาคารเองก็พร้อมสนับสนุน หากเข้าเกณฑ์ หรือเป็นที่ปรึกษาในการออกหุ้นกู้ระดับเรตติ้ง investment grade
“ปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ในตลาดตราสารหนี้ ไม่มีเรตติ้งตอนนี้ มองว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้ง ก.ล.ต. แบงก์ชาติ บลจ. และเจ้าของตั๋วบีอี ได้พยายามหาแนวทางบริหารจัดการกับวิกฤติที่เกิดขึ้นนี้ คาดจะหยุดปัญหาดังกล่าวไม่ให้ลามไปกระทบความเชื่อของผู้ลงทุนในวงกว้างได้”









