วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน 2569

Login
Login

งัดแผนแก้กม.เงินคงคลัง

งัดแผนแก้กม.เงินคงคลัง

"อภิศักดิ์" แจงเงินคงคลัง 7 หมื่นล้านเป็นระดับ "เหมาะสม" กับการใช้จ่ายของรัฐบาล เล็งแผนแก้กฎหมายเงินคงคลังเปิดวงเงินกู้ไว้ใช้เมื่อไรก็ได้

จากกรณีที่นายเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์โพสต์เฟซบุ๊คถึงโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีถึงกรณีการขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินและน้ำมันเครื่องเป็นเพราะรัฐบาลถังแตก โดยเงินคงคลังของรัฐบาลเหลืออยู่เพียง 74,907 ล้านบาท ณ สิ้นเดือนธ.ค.2559 จากระดับปกติจะอยู่ที่ระดับ 2 แสนล้านบาทนั้น

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงข่าวชี้แจงว่า ระดับเงินคงคลังของรัฐบาล ณ เดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ดูเหมือนจะอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ เป็นผลมาจากกระทรวงการคลัง สามารถบริหารจัดการเงินคงคลังให้อยู่ในระดับเหมาะสมกับการใช้จ่ายของรัฐบาล เพื่อลดต้นทุนทางการเงินของรัฐบาล

ระดับเงินคงคลังที่หมายถึงเงินสดคงคลังที่เหลืออยู่หากสูงเกินไป ส่วนหนึ่งจะกลายเป็นภาระดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐบาล เนื่องจาก เงินคงคลังส่วนหนึ่งจะเป็นเงินกู้ที่กู้เข้ามาเก็บไว้ในเงินคงคลัง ดังนั้นหากในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยสูง กระทรวงการคลัง อาจคงการกู้ไว้ก่อน โดยใช้เงินคงคลังที่มีอยู่ไปพลางก่อน เพราะกู้มาจะมีภาระดอกเบี้ย ขณะที่ เงินก้อนนั้น ถูกกำหนดให้เก็บไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ไม่ได้รับดอกเบี้ย

ชี้ควรมีเท่าที่จำเป็นลดภาระดบ.

"โดยปกติแล้ว การบริหารเงินโดยทั่วไปจะมีการเก็บเงินสดไว้น้อย เพราะถ้ากู้มาเก็บ จะเสียดอกเบี้ย ฉะนั้น ผู้ประกอบธุรกิจจะมีเงินฝากไว้นิดเดียว ซึ่งเงินเหล่านี้ รัฐบาลเรียกว่า เงินคงคลัง ซึ่งเราต้องการบริหารเงินคงคลังให้เหมือนกับผู้ประกอบธุรกิจ คือ ให้มีเหลือใช้เท่าที่จำเป็น โดยสำหรับรัฐบาลแล้วเงินสดดังกล่าวควรอยู่ในระดับที่พอใช้ใน 2 สัปดาห์"

ทั้งนี้ ที่มาของเงินคงคลังอีกส่วนหนึ่งจะมาจากการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ซึ่งส่วนใหญ่ คือ รายได้ภาษีต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมารัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีได้ใกล้เคียงกับเป้าหมาย

แจง 5 หมื่นล้าน-1แสนล้านเหมาะสม

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ระดับเงินคงคลัง ในช่วงเดือน ธ.ค.2559 ที่อยู่ระดับ 7.49 หมื่นล้านบาท ต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปี 2558 ที่อยู่ระดับ 3.86 แสนล้านบาท เป็นเพราะรัฐบาลพยายามบริหารจัดการด้านการเงินเพื่อลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ของรัฐบาล โดยใช้เงินคงคลังออกไป ไม่ปล่อยให้เงินคงคลังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเงินคงคลัง ในระดับ 5 หมื่นล้านบาท ถึง 1 แสนล้านบาท น่าจะเป็นระดับที่เหมาะสม ในการมีสภาพคล่องอยู่ในมือ

การลดระดับเงินคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ถือเป็นนโยบายของตนเอง ที่เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่ายของรัฐบาล โดยมอบให้กรมบัญชีกลางและสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะดูแล ซึ่งก็ต้องชมเชยหน่วยงานเหล่านี้ เพราะหากต้องกู้เงินมากองไว้จะกลายเป็นภาระดอกเบี้ยจ่ายของรัฐบาล ซึ่งหากคิดอัตราดอกเบี้ยแค่ 2 % ภาระการกู้เป็นแสนล้านบาท ก็จะมีภาระดอกเบี้ยถึง 2 พันล้านบาท/ปีแล้ว

ย้ำไม่มีปัญหาสภาพคล่อง-กู้สั้น 8 หมื่นล.ได้

แม้เงินคงคลังจะอยู่ในระดับดังกล่าว รัฐบาลก็ไม่มีปัญหาในแง่ของสภาพคล่องทางการเงิน เนื่องจากในงบประมาณปี 2560 ที่เป็นงบขาดดุล โดยตั้งกู้ไว้ 3.9 แสนล้านบาท ปัจจุบันมีการกู้ไปราว 1 แสนล้านบาท ยังเหลืออีกเกือบ 3 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลยังมี ช่องในการกู้มาใช้จ่าย บวกกับกระทรวงการคลังสามารถกู้เงินระยะสั้นในรูปตั๋วเงินคลัง (Treasury Bill) ได้อีก 8 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาใช้จ่ายได้

ระดับเงินคงคลัง 7.49 หมื่นล้านบาทไม่ถือว่าต่ำ โดยยังสูงกว่าระดับที่กระทรวงการคลังวางไว้ แม้จะต่ำกว่านี้กระทรวงการคลังยังมีวงเงินกู้ฉุกเฉินเพื่อรักษาสภาพคล่องอีก 8 หมื่นล้านบาท"

จ่อแก้กฎหมายเปิดวงเงินกู้

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า ในช่วงที่ผ่านมา ในช่วงปลายปีงบประมาณ วงเงินคงคลังจะอยู่ในระดับที่สูง เพราะมีการกู้เงินระยะสั้นหรือ T-bill เพื่อนำมาเก็บไว้ในเงินคงคลัง เพื่อนำไปใช้ในอนาคต เพราะหากไม่กู้มาเก็บไว้ ตามกฎหมายจะกำหนดให้วงเงินกู้ดังกล่าว พับไป แต่ตนมองว่าการบริหารอย่างนี้ อาจไม่มีประสิทธิภาพ จึงจะเสนอแก้ไขกฎหมายเงินคงคลัง ให้กำหนดให้วงเงินกู้ระยะสั้นหรือ T-bill ของรัฐบาล ซึ่งเปรียบเสมือนวงเงินโอดีของภาคธุรกิจ ให้สามารถใช้เมื่อไหร่ก็ได้ ภายใต้วงเงินที่กำหนดไว้

“ทุกๆสิ้นปีงบประมาณระดับเงินคงคลังจะสูงมากราว 4-5 แสนล้านบาท โดยเป็นผลจากการรักษาวงเงินการกู้เพื่อเก็บไว้ใช้ในอนาคต สิ่งนี้ คือ สิ่งที่เราบอกว่า อาจจะไม่มีประสิทธิภาพหรือเปล่า ฉะนั้น เราก็กำลังดูเพื่อแก้ไขกฎหมายเพื่อไม่ให้มีการพับวงเงินกู้และให้เปิดวงเงินกู้ไว้ได้ ถ้าทำได้ เชื่อว่า ประเทศจะประหยัดงบประมาณไปได้มาก”

ย้ำขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินเพื่อเป็นธรรม

นายอภิศักดิ์ ยังปฏิเสธว่า การขึ้นภาษีน้ำมันเครื่องบินไอพ่น และน้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ ไม่ได้เป็นเพราะรัฐบาลขาดเงินงบประมาณหรือเพราะรัฐบาลถังแตก แต่เพื่อสร้างความเป็นธรรม เนื่องจากน้ำมันสำหรับเครื่องบิน ไม่ได้ปรับภาษีมาเป็นเวลา 20 ปี ทำให้อัตราภาษีสรรพสามิตของน้ำมันเครื่องบินอยู่ที่ 1% ของมูลค่า หรือ 0.20 บาท/ลิตร ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลที่อยู่ที่ 5 บาทต่อลิตรและน้ำมันเบนซินที่อยู่ที่ 6 บาท/ลิตร ดังนั้น การปรับขึ้นน้ำมันเครื่องบินเป็น 23%ของมูลค่าหรือ 3 บาท/ลิตร ก็ช่วยสร้างความเป็นธรรมให้กับการเดินทางด้วยพาหนะอื่นๆเช่น รถยนต์

"มีข้อเสนอให้เก็บภาษีเครื่องบิน เพราะปั๊มเล็กๆ ซื้อน้ำมันเครื่องบินไปผสมกับเบนซิน พบว่าน้ำมันเครื่องบินมีการใช้อย่างรั่วไหล ดังนั้นจึงปรับขึ้นมาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม”

สำหรับกรณีที่สายการบินปรับขึ้นค่าโดยสาร 150-200 บาทอ้างว่าเป็นผลกระทบจากภาษีน้ำมันนั้น กรมสรรพสามิตประเมินมาแล้วต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเที่ยวละ 1 หมื่นบาท ดังนั้นเขาไปอ้างเรื่องภาษีน้ำมันทั้งหมดคงเป็นเรื่องนำไปอ้างกันไป แต่ต้องยอมรับว่าส่วนหนึ่งที่ต้นทุนขึ้นมาจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นในช่วง 2-3 สัปดาห์ด้วย ดังนั้นกรมสรรพสามิตเลยกลายเป็นแพะไป

สมคิดแจงอดีตเคยเหลือ 2 หมื่นล้าน

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าว ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ผลพวงจากการบริหารงานของรัฐบาล ทำให้เงินคงคลังเหลือเพียง 74,000 ล้านบาท คิดว่า คนที่ให้ข่าว ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเงินคงคลังและเอาไปพูด เพราะเงินคงคลัง คือ กระแสเงินสดในมือ เป็นเงินทุนหมุนเวียนตามสภาพคล่อง ฉะนั้นเงินคงคลังจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในช่วงเวลานั้นๆ ไม่ใช่ว่าการที่มีเงินคงคลังเหลืออยู่จำนวนสูงมากๆแล้วจะเป็นสิ่งที่ดีเสมอ ซึ่งบางช่วง เช่น เมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา ยังเคยมีเหตุการณ์ที่เงินคงคลังเหลือเพียง 20,000-30,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องเงินคงคลังที่ผ่านมา กระทรวงการคลัง ดูแลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว เพื่อให้การเบิกจ่ายใช้เงินคงคลังเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด ทั้งนี้ขอให้เชื่อมั่นว่าการเบิกจ่ายที่ใช้ไปทั้งหมดก็เพื่อเป็นการนำประเทศไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น

สำหรับการที่มีผู้ออกมาให้ข่าวเรื่องสถานะการเงินของรัฐบาล จนมีการโยงไปถึงการขึ้นภาษีหรือเตรียมขึ้นภาษีต่างๆ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงมีการโยงให้ไปเป็นเรื่องเดียวกันได้ เพราะการขึ้นภาษีได้จะต้องมีการศึกษาและดำเนินการขั้นตอนต่างๆอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อปรับโครงสร้างภาษีให้มีความเหมาะสม ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนาน การไปพูดโยงเรื่องเงินคงคลัง กับเรื่องภาษี ถือเป็นสิ่งที่ไม่ควร เพราะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน

ตราสารหนี้หนุนบริหารเงินลดต้นทุน

ด้านนายธาดา พฤฒิธาดา กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า เรื่องของเงินคงคลังนั้น เป็นเหมือนเงินสภาพคล่องของรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมารัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ได้กำหนดให้เงินคงคลังในปีแต่ละปีต้องไม่น้อยกว่าปีก่อน ทำให้มีเงินที่ไหลเข้ามายังเงินคงคลังอย่างต่อเนื่องจากปี 2550 ที่ระดับ 7 - 8 หมื่นล้านบาท เคยขึ้นไปสูงสุดที่ระดับ 6 - 7 แสนล้านบาท ซึ่งเงินที่เข้ามานั้น มาได้หลายทาง ทั้งการเก็บภาษี รวมถึงการออกพันธบัตรซึ่งอาจมีต้นทุนทางการเงิน ขณะที่การลงทุน ถูกกำหนดไว้ว่าจะต้องฝากกับธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งถูกกำหนดว่าจะไม่ได้รับผลตอบแทน

สาเหตุที่เงินปรับลดลง เนื่องจากปัจจุบันไม่ได้มีรัฐธรรมนูญที่กำหนดในเรื่องดังกล่าว ทำให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการเงินส่วนดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเพราะยิ่งเงินคงคลังน้อยเท่าใดจะช่วยลดต้นทุนด้านการเงินได้เท่านั้น