กลับมามองบวกต่อนโยบาย Trump
คาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวดีขึ้นในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นโลกหลังจากประธานาธิบดี Trump เริ่มออกมาตรการที่จะก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจตามที่หาเสียงไว้ Markitรายงานดัชนีผลสำรวจบ่งชี้เศรษฐกิจสหรัฐ ยูโรโซน และญี่ปุ่นเริ่มต้นปี 2560 อย่างแข็งแกร่ง ปัจจัยภายในประเทศเป็นบวกส่วนใหญ่ ส่งออกเดือน ธ.ค. ขยายตัว 6.2% จากระยะเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้าถือเป็นการขยายตัวเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน และทำให้ทั้งปี 2559 ส่งออกไทยขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ครม.อนุมัติงบประมาณขาดดุลปี 2561 และขยายเวลาให้หักภาษีการลงทุนในเครื่องจักรของธุรกิจออกไปอีก 1 ปี
หุ้นเด่นวันนี้: EPG (ราคาปิด 13.90 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมาย AWS 16.00 บาท)
เราเลือกบมจ. อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป เป็นหุ้นเด่นในวันนี้จากผลการดำเนินงานที่คาดว่ารายงานออกมาจะโดดเด่นทำระดับสูงสุดรายไตรมาสอีกครั้งในงวด 3Q59/60 (ต.ค. 59 – ธ.ค. 59) รวมไปถึงแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่งในระยะยาว เราประเมินกำไรหลักงวด 3Q59/60 ไว้อยู่ที่ราว 430 ลบ. (+7% QoQ. +24% YoY) หนุนจากการขยายตลาดต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง ที่จะส่งผลให้ยอดขายปรับตัวสูงขึ้นทำระดับสูงสุดใหม่ โดยเฉพาะหน่วยธุรกิจชิ้นส่วนรถยนต์ ขณะที่ราคาน้ำมันในระดับต่ำยังคงช่วยหนุนอัตราการทำกำไรให้อยู่ในระดับสูง ในระยะยาวการเติบโตทางธุรกิจของ EPG คาดว่าจะยังคงดำเนินต่อเนื่องได้จากปีที่แล้วจากการขยายธุรกิจในเชิงรุกทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งสิทธิบัตรที่มีอยู่ในมือบวกกับนวัตกรรมจากการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาของตัวเองจะช่วยสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของ EPG เหนือคู่แข่ง รวมไปถึงการขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับกับคำสั่งซื้อที่เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับผลบวกจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมรถยนต์และการบริโภคในประเทศ สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัทด้วยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำเพียง 0.19 เท่า จะช่วยสนับสนุนการเติบโตและแนวโน้มที่สดใสดังกล่าว รวมไปถึงการเจรจาดีล M&A ที่มีความเป็นไปได้ในอนาคต กำไรปกติทั้งปีปีนี้ว่าคาดว่าจะเติบโตอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 21% YoYและต่อเนื่องในปีหน้าที่ 20% YoY เราเชื่อว่าราคาหุ้นในปัจจุบันยังคงน่าสนใจ โดยซื้อขายที่ PER ของปีนี้และปีหน้าที่ราว 24.7 เท่า และ 20.6 เท่าตามลำดับ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PER ย้อนหลังในอดีตในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาที่ 28 เท่า เรามองการซื้อขายในระดับ PER ที่สูงนั้นเหมาะสม ด้วย ROE และการเติบโตของกำไรสุทธิที่โดดเด่นภายใต้ความเสี่ยงที่ต่ำจากสิทธิบัตรที่มีอยู่ในมือ ในส่วนของ Price Pattern ของ EPG มีความแข็งแกร่งอย่างมากในแนวโน้มขาขึ้น (Uptrend) จากการเกิดทั้ง Daily, Weekly, & Monthly Buy Signal โดยเมื่อพิจารณา Price Pattern ของ EPG มีเป้าหมายหลักอยู่ที่ 14.50 บาท ซึ่งหาก EPG มีความแข็งแกร่งที่มากพอและสามารถ Break ด้วยการปิดตลาดเหนือ 14.50 บาทได้สำเร็จ นี่จะเป็นการบ่งบอกถึงการทำ New High โดยมีเป้าหมายแรกเพื่อทดสอบ High เดิมที่ 15.40 บาท และมีเป้าหมายแรกของการทำ New High อยู่ที่ 16.40 บาท ตามลำดับ ทั้งนี้ EPG มีจุด Stop Loss ระยะสั้นอยู่ที่ 12.70 บาท (แนวต้าน: 14.00, 14.20, 14.50; แนวรับ 13.80, 13.60, 13.30)
ปัจจัยสำคัญ
ประเด็นในประเทศ:
• ส่งออก ธ.ค. 59 เพิ่มขึ้น 6.2% ตัวเลขทั้งปีเติบโตครั้งแรกในรอบสี่ปี ก.พาณิชย์วานนี้รายงานว่าตัวเลขการส่งออก ธ.ค. 59 เพิ่มขึ้น 6.2% ไปสู่ 1.82 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐหลังพุ่งเกินคาดเท่ากับ 10.2% ใน พ.ย. สู่ 1.89 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ การนำเข้าเพิ่มขึ้น 10.3% สู่ 1.72 หมื่นล้านดอลลาร์ ทำให้เกินดุลการค้า 938 ล้านดอลลาร์สำหรับเดือน ตัวเลขส่งออกทั้งปีเท่ากับ 2.153 แสนล้านดอลลาร์ เติบโตครั้งแรกในรอบสี่ปีหรือโต 0.45% YoYการนำเข้าหดตัว 3.9% สู่ 1.947 แสนล้านดอลลาร์ ทำให้เกิดดุล 2.06 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (Bangkok Post) ความเห็น: การปรับตัวดีขึ้นสะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ก.พาณิชย์คาดว่าส่งออกปี 60 จะโตในช่วง 2.5-3.5% ยังไม่ได้คิดผลของ Brexitและนโยบายกีดกันทางการค้าของทรัมป์
• ครม. อนุมัติงบปี 2561 วงเงิน 2.9 ล้านล้านบาท และเป็นการจัดทำงบประมาณขาดดุล 4.5 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 2.8% ของ GDP ภายใต้สมมติฐานอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 61 เติบโต 3.3-4.3% อัตราเงินเฟ้อในช่วง 1.5-2.5% (InfoQuest)
• ครม.เห็นชอบขยายเวลามาตรการภาษีส่งเสริมการลงทุนเอกชน โดยอนุมัติให้ขยายเวลามาตรการภาษีออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 31 ธ.ค.60 ซึ่งมีการปรับเงื่อนไขบางส่วนในเรื่องของจำนวนการหักรายจ่ายจากเดิม 2 เท่าเหลือ 1.5 เท่า เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังมากเกินไป (Bangkok Post)
• SC(ราคาปิด 3.84 บาท) มีแผนจะขยายตลาดสู่ที่อยู่อาศัยระดับล่างราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทมากขึ้น และนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อตอบสนองความต้องการลูกค้ามากขึ้น บริษัทคาดว่าจะเปิดตัว 17 โครงการใหม่มูลค่ารวม 2.7 หมื่นล้านบาทในปี 2560 (บางกอกโพสต์)ความเห็น: ปี 2560SC อาจจะเติบโตเล็กน้อย จากประมาณการผลประกอบการปี 2560 ตาม IAA Consensus คาดรายได้ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท (+ 5% YoY) และกำไรสุทธิ1.9 พันล้านบาทหรือกำไรต่อหุ้น 0.48 บาท (+3% YoY)
• TRUE (6.70 บาท) ตั้งเป้าจำนวนลูกค้าอินเทอร์เน็ตตามสาย (FBB) เติบโต 14-15% ปีนี้ หนุนจากการแข่งขันในตลาด ณ ไตรมาส 3/59 TRUE มีลูกค้า FBB 2.7 ล้านรายหรือสัดส่วน 38% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต FBB6.9 ล้านรายในตลาด (The Nation)ความเห็น: เราเห็นว่าข่าวนี้สะท้อนธุรกิจ FBB ที่กำลังเบ่งบาน อย่างไรก็ดีเราชอบ ADVANC (155 บาท, ซื้อ, ราคาเป้าหมาย AWS 200 บาท) มากกว่า TRUE เพราะ TRUE นั้นถูกฉุดโดยธุรกิจมือถือและเพย์ทีวีที่ยังขาดทุนอยู่
ต่างประเทศ:
• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นเมื่อวันอังคาร เนื่องจากนักลงทุนรับรู้ว่าทรัมป์มีความสมดุลมากขึ้นเกี่ยวกับแนวคิดริเริ่มในการทำให้เศรษฐกิจขยายตัวกับจุดยืนในการปกป้องทางการค้า แนวโน้มที่ดีขึ้นของกำไรของบริษัทขนาดใหญ่ส่งผลให้ความต้องการซื้อพันธบัตรลดลง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี เพิ่มขึ้น 6 bps อยู่ที่ระดับ 2.465% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษและเยอรมันอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้น 4 bps (Reuters)
• ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเทียบกับเงินเยนเมื่อวันอังคาร หลังจากทรัมป์ได้หันมาเน้นแนวคิดริเริ่มในการทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตมากขึ้น อีกทั้งแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐที่ผ่านมายังดีกว่าเศรษฐกิจยุโรปหรือญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า 6% สู่ระดับสูงสุดในรอบ 14 ปี เทียบกับสกุลเงินหลักในช่วง 8 สัปดาห์หลังทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐในเดือนพ.ย. (Reuters)
สหรัฐ:
• ตลาดหุ้นสหรัฐปิดพุ่งขึ้นเมื่อวันอังคารโดยดัชนี S&P500 และดัชนีแนสแดคปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เนื่องจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ดูเหมือนจะเปลี่ยนประเด็นมาเน้นแนวคิดริเริ่มในการทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตมากขึ้นจากเดิมที่เน้นการปกป้องทางการค้าในช่วง 2-3 วันแรก การปรับตัวขึ้นของดัชนียังมาจากผลประกอบการที่สดใสของบริษัทต่าง ๆ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าบริษัทที่อยู่ในการคำนวนดัชนี S&P500 จะมีกำไรในไตรมาส 4/59 เพิ่มขึ้น 6.7% ซึ่งเป็นการเติบโตของกำไรมากที่สุดในรอบ 2 ปี จากข้อมูลของ Thomson Reuters I/B/E/S (Reuters)
• ทรัมป์กลับมาเน้นแนวคิดริเริ่มในการทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเติบโตมากขึ้น ทรัมป์ลงนามในคำสั่งพิเศษ 2 ฉบับเมื่อวันอังคารเดินหน้าโครงการก่อสร้างท่อลำเลียงน้ำมันคีย์สโตน XL และดาโกตา แอคเซส ละทิ้งแนวทางอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของรัฐบาลโอบามา เพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงาน ขณะเดียวกันเขายังได้พบปะกับเหล่าผู้บริหารระดับสูงของบิ๊กทรี ในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อผลักดันให้มีการผลิตรถยนต์ในสหรัฐฯมากขึ้น (Reuters)
• คาดว่าทรัมป์จะลงนามในคำสั่งพิเศษอีกหลายฉบับที่จำกัดการเข้าเมืองในวันนี้ ณ กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐจากเสนาธิการรัฐสภาและผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจคนเข้าเมือง คำสั่งพิเศษดังกล่าวคาดว่าจะรวมถึงการจำกัดเส้นทางการเข้าสหรัฐของผู้อพยพและผู้ถือวีซ่าจากอิรัก อิหร่าน ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย และเยเมน (Reuters)
• ภาคการผลิตสหรัฐเริ่มต้นปี 2560 อย่างแข็งแกร่ง ดัชนีภาคการผลิตเบื้องต้นของมาร์กิตอยู่ที่ 55.1 ในเดือนม.ค. เพิ่มขึ้นจาก 54.3 ในเดือนธ.ค. เป็นสัญญาณการพลิกฟื้นของภาคการผลิตซึ่งแข็งแกร่งที่สุดนับแต่เดือนมี.ค. 58 การปรับตัวดีขึ้นอย่างแข็งแกร่งของสภาวะธุรกิจได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตและคำสั่งซื้อใหม่ ซึ่งเพิ่มขึ้นในอัตราเร็วสุดในช่วง 22 เดือน และ 28 เดือน ตามลำดับ (IHS Markit)
ยุโรป:
• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันอังคารปรับตัวสูงขึ้นหนุนโดยหุ้นกลุ่มการเงินและกลุ่มเหมืองแร่ในอิตาลี อย่างไรก็ตามตลาดมีแรงกดดันส่วนหนึ่งหลัง Bt Group และ Aryztaออกมากล่าวเตือนในเชิงลบถึงแนวโน้มผลการดำเนินงาน (Reuters)
• ตัวเลข PMI ยูโรโซนเดือนม.ค. แข็งแกร่งรับปี 2560 โดย Markitรายงานดัชนี PMI รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของยูโรโซนในเดือนม.ค. ลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 54.3 จากระดับ 54.4 ในเดือนธ.ค. ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดที่สองนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 58 และเป็นหนึ่งในระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีครึ่ง หากพิจารณาแต่ละส่วนพบว่าดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นเดือนม.ค. เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 55.1 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 69 เดือน จากระดับ 54.9 ในเดือนธ.ค. ขณะที่ดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น ขยับลงแตะ 53.6 จากระดับ 53.7 ในเดือนธ.ค. (IHS Markit)
เอเชีย:
• ส่งออกของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 5.4% YoYในเดือนธันวาคมกลับมาเป็นบวกครั้งแรกในรอบ15 เดือนสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวในความต้องการทั่วโลกและผลกระทบจากค่าเงินเยนที่อ่อนค่าลง เป็นอัตราที่ดีกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าเพิ่มขึ้น 1.2% หลังจากที่มีอัตราการลดลง 0.4% YoYในเดือนพฤศจิกายน การนำเข้าลดลง 2.6% ในเดือนธันวาคมเมื่อเทียบกับประมาณการเฉลี่ยคาดว่าลดลง 0.8% ทำให้ดุลการค้าเกินดุล 641.4 พันล้านเยน ( 5.63 พันล้านเหรียญหสรัฐฯ) เทียบกับประมาณการเฉลี่ยที่คาดเกินดุล 270 พันล้านเยนถือเป็นเดือนที่สี่ของการเกินดุล (Reuters)
• การผลิตของญี่ปุ่นเพิ่มในอัตราเร่งในรอบสามปี: Markit/Nikkei รายงานค่า PMI ภาคการผลิตที่ 52.8 ในเดือนมกราคม สูงสุดตั้งแต่เดือนมีนาคมปี 2557 และเทียบกับ 52.4 ในเดือนธันวาคม (IHS Markit)
• จีนต้องการเจรจากับรัฐบาลสหรัฐฯชุดใหม่ในการจัดการข้อพิพาทและการส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคี แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการเคารพผลประโยชน์หลักของกันและกัน เช่นหลักการ "หนึ่งจีน" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีนกล่าวไว้ (Reuters)
• ความคืบหน้าของจีนในการรวมหุ้นในมาตรฐานระดับโลกเต็มรูปแบบอาจจะหยุดลง ถ้าเกิดความแตกแยกเมื่อคนย้ายเงินออกจากประเทศ ผู้บริหารระดับสูงดัชนี MSCI Incกล่าวไว้ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จีนได้กระชับความสสัมพันธ์ระหว่างบุคคลกับธุรกิจที่พยายามจะย้ายเงินออกจากประเทศ ในความพยายามที่จะรักษาเสถียรภาพของเงินหยวน แม้ว่าจะมีการปฏิเสธมาตรการบางครั้งในการกำหนดมาตรการควบคุมเงินทุนใหม่ (Reuters)
สินค้าโภคภัณฑ์:
• น้ำมันดิบบวกวันอังคาร ล่วงหน้าก่อนประกาศตัวเลขสินค้าคงคลังสหรัฐรายสัปดาห์บนหลักฐานว่าตลาดโลกกำลังตึงตัวเพราะ OPEC และ ผู้ผลิตน้ำมันอื่นกำลังร่วมการลดกำลังผลิต น้ำมันดิบ Brent ล่วงหน้า บวก 21 เซนต์หรือ +0.4% ปิด 55.44 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล น้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าส่งมอบ มี.ค. บวก 43 เซนต์ หรือ 0.8% ปิด 53.18 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)
• ราคาทองคำปรับลง 1% วันอังคาร ร่วงจากจุดสูงสุดรอบสองเดือนเพราะนักลงทุนเริ่มเห็นนโยบายของทรัมป์เป็นครั้งแรกและดอลลาร์ที่มีเสถียรภาพขึ้นหลังร่วงแตะจุดต่ำสุดรอบเจ็ดสัปดาห์ในสัปดาห์นี้ ราคาทองคำตลาดจรลบ 0.77% ที่ 1,208 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ หลังแตะจุดสูงสุดที่ 1,219.59 ดอลลาร์สหรัฐ ราคาทองคำตลาดล่วงหน้าลบ 0.4% ปิด 1,210.8 ดอลลาร์สหรัฐ (Reuters)









