เฟอร์รั่ม มั่นใจ "เพิ่มทุนอาร์โอ" 760 ล้านบาท ฉลุย หลังแจงแผนธุรกิจให้ผู้ถือหุ้นใหญ่ทราบ และเตรียมขายพีพีอีก 300 ล้านบาท
นายประสิทธิ์ ศรีสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟอร์รั่ม จำกัด (มหาชน) FER เปิดเผยว่า หลังจากที่บริษัทปรับโครงสร้างธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยจำหน่ายสต็อกธุรกิจมือถือออกไปเกือบทั้งหมด ทำให้ผลประกอบการปี 2559 ขาดทุน
สำหรับปีนี้ บริษัทจะเริ่มดำเนินธุรกิจใหม่ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับพลังงานอย่างเต็มตัว ซึ่งบริษัทจำเป็นต้องระดมทุนเพิ่มเติม โดยจะดำเนินการเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 5 หุ้นเดิม ต่อ 2 หุ้นใหม่ ในราคาหุ้นละ 1 บาท รวมมูลค่าราว 760 ล้านบาท กำหนดช่วงระยะเวลาจองซื้อ 1-7 ก.พ. นี้
“เชื่อว่าการเพิ่มทุนในครั้งนี้จะประสบความสำเร็จอย่างที่หวังไว้ โดยก่อนหน้านี้บริษัทพยายามให้ข้อมูลกับผู้ถือหุ้นถึงแผนธุรกิจใหม่อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันได้ชี้แจงแผนธุรกิจให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่ในลำดับต้นๆ ฟังอย่างละเอียดแล้ว และค่อนข้างได้การตอบรับที่ดี”
พร้อมกันนี้บริษัทจะดำเนินการเพิ่มทุนให้กับนักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง (PP) อีก 300 ล้านบาท ให้กับผู้ถือหุ้น 3 ราย ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ทางด้านแก๊สแอลพีจี ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการพัฒนาธุรกิจใหม่ให้กับบริษัท
เงินระดมทุนที่จะได้รับเข้ามาราว 1,060 ล้านบาท จะเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจใหม่ของบริษัท โดยจะเข้าซื้อบริษัท สตาร์แก๊ส ซึ่งมีปั๊มแก๊สแอลพีจี รวม 30 แห่ง ปั๊มเอ็นจีวี 2 แห่ง และรถขนส่งแก๊ส 18 คัน ซึ่งจะใช้งบลงทุนราว 550 ล้านบาท นอกจากนี้จะเข้าซื้อโรงไฟฟ้าโรงไฟฟ้าชีวภาพขนาด 4 เมกะวัตต์ ใช้เงินลงทุน 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 340 ล้านบาทจะสำรองไว้สำหรับแผนในการซื้อโรงไฟฟ้าชีวมวลอีก 8 เมกะวัตต์ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนราว 500 ล้านบาท
“ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาซื้อโรงไฟฟ้าชีวมวลอีก 8 เมกะวัตต์ อย่างช้าคาดว่าจะจบภายในสิ้นปีนี้ หากสำเร็จตามแผนจะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 14 เมกะวัตต์”
ทั้งนี้ โครงสร้างรายได้ของบริษัทหากคำนวณเต็มปีจะมาจากสตาร์แก๊สประมาณ 800 ล้านบาท โรงไฟฟ้า 14 เมกะวัตต์ 400 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยให้บริษัทมีกระแสเงินสดเพียงพอที่จะขยายการลงทุนต่อเนื่อง นอกจากนี้บริษัทยังมีความสามารถในการกู้อีกมาก ปัจจุบันมีหนี้สินต่อทุนราว 0.4 เท่า
“ปีนี้บริษัทเทิร์นอะราวด์แน่นอน แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดด้านตัวเลขได้ เชื่อว่าจากนี้จะเป็นขาขึ้นของเฟอร์รั่ม และจะเดินหน้าลงทุนอย่างต่อเนื่องในหลากหลายธุรกิจที่สร้างผลประกอบการที่ดีต่อบริษัท โดยทุกการลงทุนจะต้องมีผลตอบแทนจากการลงทุนไม่ต่ำกว่า 12%”








