วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

หวั่นดอกเบี้ย ‘ขาขึ้น’ฉุด 5 อุตสาหกรรมเป้าหมาย

การปรับดอกเบี้ยนโยบายให้สูงขึ้น จะส่งผลให้อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ได้รับผลกระทบสูงสุด

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. มักถูกจับตาทุกครั้ง ว่าจะมีการปรับดอกเบี้ยนโยบายหรือไม่ เพราะในการปรับทุกครั้งย่อมเป็นการแสดงถึงสัญญาณของเศรษฐกิจในขณะนั้นว่ามีทิศทางเป็นอย่างไร และมักจะถูกตั้งคำถามว่า ดอกเบี้ยนโยบายในการปรับขึ้นหรือปรับลดลงมีผลกระทบกับภาคเศรษฐกิจจริงหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) คาดว่าปลายปี 2560 คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ของะนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) อาจปรับดอกเบี้ยนโยบายให้สูงขึ้น ตามภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่นำโดยสหรัฐ ยุโรป และจีน

ทั้งนี้การปรับดอกเบี้ยนโยบายให้สูงขึ้น จะส่งผลให้อุตสาหกรรมเป้าหมาย(S-Curve) เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ รวมไปถึงการก่อสร้าง จะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบสูงสุด

โดยมีอัตราผลตอบแทนการลงทุนติดลบเฉลี่ย 1.098% เนื่องจากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่เป็นฐานการผลิตของประเทศ ดังนั้นภาครัฐจึงควรดำเนินมาตรการการเงินอื่นๆ ควบคู่ไปกับการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เช่น การส่งเสริมการลงทุนผ่านการให้สินเชื่อพิเศษ การลดค่าธรรมเนียมการโอนเงิน-ชำระเงิน เพื่อเป็นการเหยียบคันเร่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคตของประเทศ ตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0

“ธีรวุฒิ ศรีพินิจ” อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอผลงานวิจัยหัวข้อ “บทบาทของนโยบายการเงินในการจัดการความผันผวนทางเศรษฐกิจ” โดยระบุว่า ที่ผ่านมาการกำหนดนโยบายของ กนง. ของ ธปท. มักปรับดอกเบี้ยขึ้นลงตามปัจจัยเศรษฐกิจ ทั้งปัจจัยเงินเฟ้อ และการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยงานวิจัยพบว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอาจส่งผลกระทบกับภาคส่วนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมกลุ่มเป้าหมาย (S-Curve) ใหม่ของภาครัฐให้การสนับสนุน

“จากการศึกษาพบว่าการใช้อัตราดอกเบี้ยเพื่อเป็นเครื่องมือในการควบคุมเงินเฟ้อ หรือการเติบโตของเศรษฐกิจนั้นจะส่งผลกระทบกับการเติบโตของบางกลุ่มอุตสาหกรรมให้ได้รับแรงกดดันไม่เติบโต อย่างที่ควรจะเป็น”

ทั้งนี้จากการศึกษาทิศทางของการปรับดอกเบี้ยนโยบายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในการศึกษาได้นำเอาการเคลื่อนไหวของดัชนีรายกลุ่มตลาดหลักทรัพย์ พบว่า กลุ่มที่ได้รับผลกระทบกับการปรับดอกเบี้ย 1 % เท่ากับว่าต้นทุนทางการเงินและต้นทุนในการประกอบการอื่นๆ ของภาคเศรษฐกิจจะสูงขึ้นด้วย โดยแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมจะได้รับผลกระทบแตกต่างกันไป

จากการศึกษาผลกระทบของการขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่ออัตราผลตอบแทนในภาคเศรษฐกิจ พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) อาทิ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ยานยนต์สมัยใหม่ รวมไปถึงการก่อสร้าง เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบสูงสุดจากการขึ้นดอกเบี้ย โดยมีอัตราผลตอบแทนการลงทุนติดลบเฉลี่ย 1.098% เนื่องจากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมหลักที่เป็นฐานการผลิตของประเทศ

ขณะเดียวกันกลุ่มอุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ อุตสาหกรรมกระดาษและสิ่งพิมพ์การท่องเที่ยวและการพักผ่อน การบริการทางการแพทย์ กลุ่มยา และพาณิชยกรรม มีอัตราผลตอบแทนการลงทุนติดลบเฉลี่ยเพียง 0.339% เนื่องจากเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจน้อย อันสะท้อนให้เห็นว่าการใช้เครื่องมือดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถสร้างสมดุลในระบบเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภาครัฐจึงควรดำเนินมาตรการการเงินอื่นๆ ควบคู่ไปกับการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

เช่นการส่งเสริมการลงทุนผ่านการให้สินเชื่อพิเศษ การลดค่าธรรมเนียมการโอนเงิน-ชำระเงิน เพื่อเป็นการเร่งส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-Curve) ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพื่ออนาคตของประเทศตามยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0

อย่างไรก็ตาม กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50 % ต่อปี โดยที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังคงเผชิญความเสี่ยงด้านต่างประเทศ อาทิ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอเมริกา แนวนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐ คนใหม่ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ กับจีน และการเมืองในยุโรปอาจส่งผลให้ไทยมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงขึ้นในช่วงปลายปี 2560 เพื่อปรับสมดุลและรับมือกับภาวะเงินทุนเคลื่อนย้ายตามความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

นอกจากผลกระทบในภาคอุตสาหกรรมข้างต้น การปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายยังส่งผลกระทบในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทยแตกต่างกันไป อันเนื่องมาจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจและความเชื่อมโยงกันทางเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาค โดยผลงานวิจัยระบุว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมีประสิทธิภาพในการควบคุมระดับเงินเฟ้อสูงที่สุดในภาคกลาง มีผลอย่างอ่อนๆ ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก และไม่มีประสิทธิภาพสำหรับภาคตะวันตก และภาคใต้

ดังนั้นนอกจากการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้เกิดความสมดุลของเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศแล้ว ภาครัฐควรศึกษาและดำเนินมาตรการการเงินที่สอดคล้องกับกิจกรรม และภาวะทางเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาคไปพร้อมกัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในภาพย่อย อันจะสะท้อนกลับมาเป็นเศรษฐกิจในภาพใหญ่ที่ยั่งยืน