บูรพา เทคนิคอล จ่อเข้าตลาดเอ็ม เอ ไอ "เดือนก.พ.นี้" มั่นใจเงินระดมทุนรองรับการขยายตัวได้ "3-5 ปี"
หากพิจารณาจากชื่อ ‘บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง’ หรือ ETE นักลงทุนอาจจินตนาการภาพของบริษัทให้บริการด้านวิศวกรรมเป็นหลัก แต่ในความเป็นจริงแล้วธุรกิจหลักของว่าที่หุ้นน้องใหม่นี้ คือ การให้บริการบริหารจัดการ ‘คน’
ไรวินท์ เลขวรนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท เล่าให้ฟังว่า บรูพา เทคนิคอล เริ่มต้นจากธุรกิจวิศวกรรมไฟฟ้า ดังชื่อของบริษัท ตั้งแต่ปี 2541 และเริ่มขยายสู่งานวิศวกรรมโทรคมนาคม แต่ด้วยโอกาสทางธุรกิจบริษัทจึงตัดสินใจขยายธุรกิจสู่การให้บริการบริหารจัดการ ในปี 2547
ปัจจุบันธุรกิจหลัก ประกอบไปด้วย 3 ลักษณะ ได้แก่ ธุรกิจให้บริการบริหารจัดการ (Management Service หรือ MS) แบ่งเป็นงานบริหารจัดการบุคลากร งานบริหารจัดการระบบงานธุรกิจ และงานบริหารจัดการรถเช่าพร้อมพนักงานขับรถ
ถัดมาคือ ธุรกิจให้บริการงานวิศวกรรม (Engineering Service หรือ EN) ประกอบด้วยงานวิศวกรรมระบบไฟฟ้า และงานวิศวกรรมระบบโทรคมนาคม
สุดท้ายคือ ธุรกิจน้องใหม่ที่เพิ่งเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2559 คือ ธุรกิจพลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์ ปัจจุบันมีโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการ และสหกรณ์ภาคการเกษตร จำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตรวมทั้งสิ้น 16.47 เมกะวัตต์ โดยทั้ง 4 โครงการดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2559 และเริ่มรับรู้รายได้ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2560 เป็นต้นไป มีอายุของสัญญาซื้อขายไฟ 25 ปี
ก่อนหน้าที่จะมีธุรกิจโซลาร์เข้ามา ธุรกิจให้บริการบริหารจัดการถือเป็นสัดส่วนรายได้หลักประมาณ 60% และธุรกิจให้บริการด้านวิศวกรรม คิดเป็นสัดส่วน 40%
“อนาคตธุรกิจให้บริการบริหารจัดการคนจะยังเป็นสัดส่วนหลักของบริษัทต่อไป จากโอกาสในการเติบโตที่ยังมีต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้หน่วยงานรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจ มุ่งดำเนินงานหลัก ขณะที่หน่วยงานอื่นๆ จะสนับสนุนให้ใช้บริการจากบริษัทภายนอก (Outsourcer) เพื่อแบ่งเบาภาระต้นทุนและความรับผิดชอบลง”
ที่ผ่านมา บริษัทให้บริการหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจราว 90% จากกว่า 40 หน่วยงาน เดิมทีจะรับบริหารบุคลากรเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันเริ่มรับบริหารจัดการระบบงานธุรกิจทั้งส่วนงานนั้นๆ มากขึ้น ซึ่งต้องการเงินลงทุนและระบบจัดการที่มากขึ้น แต่ก็แลกมาด้วยอัตรากำไรที่สูงกว่า
“เดิมทีเราจะแค่ป้อนคนให้ทำตามหน้าที่นั้นๆ แต่ปัจจุบันเราจะรับผิดชอบทั้งแผนกมาเลย อาทิ การรับบริการจดมิเตอร์น้ำ-ไฟฟ้า รวมถึงออกบิลล์ให้กับผู้ใช้บริการตามบ้าน ซึ่งบริษัทต้องลงทุนในด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์มากขึ้น ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานที่ต้องการให้บริษัทรับบริหารทั้งส่วนงานเช่นนี้ แต่บริษัทไม่สามารถทำได้ เพราะเงินทุนไม่พอ”
โดยปกติแล้วธุรกิจรับบริหารจัดการจะเติบโตราว 20-30% ซึ่งบริษัทก็คาดหวังว่าในอนาคตจะยังเติบโตได้ในระดับนี้ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นจากในอดีตที่ราว 8% น่าจะขยับไปเกิน 10% เพราะการรับบริหารทั้งส่วนงานมากขึ้น
ทางด้านธุรกิจให้บริการด้านวิศวกรรม ในส่วนของไฟฟ้า เชื่อว่าจะเติบโตในระดับ 20-30% ต่อปี จากนโยบายด้านพลังงานของภาครัฐ ทำให้การขยายเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งมูลค่าสัญญาสูงมีมากขึ้น รวมถึงงานนำสายไฟฟ้าลงดินเช่นกัน ขณะที่งานโทรคมนาคม ที่ผ่านมาชะงักไปตามนโยบายของผู้ประกอบการโครงข่ายสัญญาณโทรศัพท์ หลังจากที่ผู้ประกอบการเหล่านั้นใช้เงินลงทุนสูงสำหรับค่าใบอนุญาต ซึ่งต่อจากนี้คงต้องรอให้มีแผนการลงทุนด้านนี้ออกมาอย่างชัดเจน แต่เบื้องต้นเชื่อว่าจะรักษาฐานรายได้ระดับ 200 ล้านบาทต่อปี ไว้ได้
“การเข้าระดมทุนในตลาดเอ็ม เอ ไอ ครั้งนี้ จะเป็นแต้มต่อสำคัญให้กับบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทุนที่เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ขาดแคลนเงินทุน มีงานเข้ามามูลค่าสูง แต่ก็ไม่สามารถทำได้ เพราะงานรับบริหารต้องลงทุนเองก่อนประมาณ 70% และแต้มต่อที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ต้นทุนทางการเงินและภาระดอกเบี้ยที่ลดลง”
เดิมที บริษัทมีต้นทุนการเงินราว 7% และมีหนี้สินต่อทุน 3.9 เท่า หลังระดมทุนจะนำเงินไปคืนหนี้เงินกู้ ช่วยลดหนี้สินต่อทุนเหลือเพียงกว่า 1 เท่า ช่วยลดภาระดอกเบี้ยไปเกินครึ่ง จากที่เคยเสีย 40 ล้านบาทต่อปี และหลังจากที่หนี้ลดลง เชื่อว่าต้นทุนการเงินจะลดลงไปตาม น่าจะเหลือราว 5% ถือเป็นข้อได้เปรียบคู่แข่งเมื่อต้องเสนอราคาแข่งขันกัน
สำหรับธุรกิจโซลาร์ฟาร์ม จะช่วยให้บริษัทมีกระแสเงินสดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นคาดว่าจะช่วยสร้างกำไรสุทธิให้กับบริษัทอย่างน้อย 35 ล้านบาทต่อปี ไปอีก 25 ปี ตามอายุสัญญา
“ธุรกิจโซลาร์ถือเป็นหน่วยที่เข้ามาเสริมกระแสเงินสดให้กับบริษัท แม้ผลตอบแทนจากธุรกิจนี้จะลดลงมาจากอดีต แต่โดยภาพรวมยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจ อย่างโครงการที่ดำเนินการไปแล้วนี้ มีผลตอบแทนจากการลงทุนประมาณ 10-12% หากในอนาคตภาครัฐเปิดรับเพิ่มเติม บริษัทก็พร้อมจะเข้าร่วมด้วยเช่นกัน”
ไรวินท์ ทิ้งท้ายไว้ว่า ที่ผ่านมาบริษัทอาจมีข้อจำกัดในด้านเงินทุน แต่ภายหลังการระดมทุนในครั้งนี้ จะช่วยรองรับการขยายตัวไปได้อีก 3-5 ปี และที่สำคัญจะทำให้บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งมากขึ้น ในเชิงของหุ้นนั้น เชื่อว่า บูรพา เทคนิคอล จะเป็นหุ้นในลักษณะเติบโต (Growth Stock) จากปัจจัยหนุนที่ได้กล่าวมานี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการส่งเสริมด้านพลังงาน และโทรคมนาคม ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ
ทั้งนี้ บริษัทมีทุนจดทะเบียน 280 ล้านบาท โดยจะเสนอขายหุ้นไอพีโอ 140 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็น 25% ของหุ้นทั้งหมด โดยคาดว่าจะเสนอขายและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ช่วงเดือน ก.พ. 2560






