กสิกรไทยเล็งเพิ่ม 2 โพรดักส์ให้ลูกค้าไพรเวทแบงก์สู้ศึกเศรษฐกิจโลก ชูธีมหลัก Physical Policy และตลาดเกิดใหม่ หวังสร้างผลตอบแทนปีนี้ 5-7%
นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการ ผู้บริหารสายงานธุรกิจไพรเวทแบงก์ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า สถานการณ์ที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำในปีที่ผ่านมา โดยเงินฝากประจำอัตราดอกเบี้ย1.15% บีบให้ลูกค้าไพรเวทแบงก์หรือผู้มีสินทรัพย์ลงทุนมากกว่า50ล้านบาท โยกสินทรัพย์ออกจากเงินฝากหันมาจัดพอร์ตลงทุนมากขึ้น โดย 2 ปีก่อนลูกค้ากว่า60% อยู่ในเงินฝาก อีก40%ลงทุนในกองทุนตลาดเงิน และอีกกลุ่มหันมาจัดพอร์ตแบบผสมผสาน แต่ในขณะนี้ลูกค้าที่ยังฝากเงินเหลือสัดส่วนเพียง40%เท่านั้น
ปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้าไพรเวทแบงก์ประมาณหมื่นรายคิดเป็นมาร์เก็ตแชร์ประมณ40%ของตลาดที่มี2.3หมื่นราย มีสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ(AUM)7.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น7%ส่วนปี 2560มองว่าจะเติบโตราว7-10% ส่วนการสร้างรายได้จากธุรกิจไพรเวทแบงก์ในปี 2559 คาดว่าจะอยู่ที่ราว1,000 ล้านบาท ทรงตัวหรืออาจต่ำลงเล็กน้อยจากปี2558 ขณะเดียวกันยังตั้งเป้าผลตอบแทนการลงทุนไว้ที่ระดับ5-7% เทียบกับปีนี้ที่ผลตอบแทนยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยในช่วง11เดือนของปี2559มีผลตอบแทน2.3-2.4% จากเป้าที่ตั้งไว้ 5-6%
อย่างไรก็ตามทิศทางการลงทุนปี2560 ยังมีความไม่แน่นอนอยู่ขึ้นกับ 2 นโยบายหลัก คือ อัตราดอกเบี้ยธนาคารกลางสหรัฐหรือเฟดที่กระทบกับผลตอบแทนพันธบัตรและราคาสินทรัพย์ในประเทศกำลังพัฒนาอีกส่วนคือนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะยังสร้างความไม่แน่นอนในปี2560 ดังนั้นในปี2560 ธนาคารจะมีผลิตภัณฑ์ 2 ตัวสำหรับลูกค้าไพรเวทแบงก์โดยจะนำธีมการลงทุนใหม่มาเสริมให้ลูกค้าอย่างPhysical Policyเพราะที่ผ่านมาการแก้เศรษฐกิจโลกใช้นโยบายการเงินมามากแล้ว จะเห็นผลน้อยลง และหันมาใช้นโยบายการคลัง ใช้มาตรการภาครัฐมากขึ้น ซึ่งจะทำให้หุ้นหรือการลงทุนบางตัวเพิ่มสูงขึ้นดังนั้น โดยในช่วงหลังราคาหุ้นในประเทศพัฒนาแล้วปรับตัวขึ้นสูงแล้ว เป็นโอกาสให้ตลาดเกิดใหม่(Emerging Markets) ให้น่าจับตามากขึ้น
นอกจากนี้จะนำเทคนิกการบริหารจัดการลงทุนแบบ Raw Down Management มาเป็นกลไกในการช่วยลดผลของการขาดทุน โดยในจังหวะที่หุ้นดีก็ลงทุนเต็มอัตรา(fully invested) แต่จังหวะที่เกิดความไม่มั่นใจก็ถอนออกหรือถือหุ้นน้อยลง ดังนั้นในจังหวะที่ควรได้ก็ได้มาก เมื่อจังหวะเสียก็เสียน้อย
"ก่อนหน้านี้เรามีกองK-Alpha โดยเลือก 10-15 กองทุนมาใส่ตะกร้าให้ลูกค้า ปัญหาคือเวลาต้องปรับพอร์ตลูกค้าไม่มีเวลาพอ ปรับก็ไม่ทัน ปีที่ผ่านมาเราจึงจัดอีกพอร์ต K-SGM ร่วมกับลอมบาร์ด โอเดียร์
จัดตะกร้าสำเร็จให้ลูกค้าซื้อทีเดียว มีผู้จัดการกองทุนปรับให้เองโดยมีปรัชญาการปรับพอร์ตให้ความเสี่ยงสมดุลด้วยการเอาความเสี่ยงมาคำนวนสัดส่วนสินทรัพย์แต่ละประเภท เรารู้ว่าปีนี้เสี่ยงเยอะ ตั้งแต่ต้นปีจึงพยายามให้ลูกค้าโยกมาลงทุนใน K-SGM เพื่อหลบภัย ขายผ่านไพรเวทแบงก์ไป16,000 ล้านบาทแล้วตั้งแต่ต้นปีช่วยให้ผลตอบแทนขึ้นมาที่2.4% เทียบกับกองเดิม0.7% ส่วนปีน้าจะเพิ่มกองผสมเป็นพอร์ตกลางระหว่าง K-Alpha และ K-SGM โดยจะใข้tactical idea เสริมเข้าไปเพื่อเพิ่มผลตอบแทนที่สูงขึ้น"






