“เพราะเราไม่มีทีมทำงานที่มากพอจะไปดูดีลจำนวนมากๆได้ เลยอยากใช้เวลาดูดีลที่มีคุณภาพแล้ว เป็นสตาร์ทอัพที่เติบโตมาได้ในระดับหนึ่ง”
ทำให้กลยุทธ์ธุรกิจอินเว้นท์ (InVent)ในวันนี้แตกต่างไปจากจุดเริ่มต้นอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่เปิดโอกาสกว้างให้สตาร์ทอัพทุกระดับมาโฟกัสการลงทุนในระดับซีรีส์เอกับซีรีส์บี
“ธนพงษ์ ณ ระนอง” ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการส่วนงานบริษัทร่วมทุน และหัวหน้าโครงการ อินเว้นท์ (InVent) บริษัท อินทัช โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) บอกถึงเหตุผล
ถามว่าการโฟกัสในธุรกิจสำคัญอย่างไร ? ในทุกตำราธุุรกิจต่างๆก็ได้ว่าไว้ว่ามันจะนำไปสู่การคิดกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกลุ่ม สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์และบริการที่เหมาะสม เป็นต้น
อินเว้นท์ น่าจะถือเป็นคอปอเรท วีซี ที่ลงทุนในสตาร์ทอัพเป็นรายแรกในประเทศไทย ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา แน่นอนว่าเวลานั้นคำว่าสตาร์ทอัพยังไม่เป็นที่รู้จัก
"ช่วงแรกเลยต้องทำอะไรที่ต้องเปิดกว้าง เราต้องช่วยสร้างตลาดให้มันเกิด ต้องช่วยสตาร์ทอัพทุกระดับให้เกิดขึ้นได้จริง ต้องสร้างฮีโร่ขึ้นมาให้ได้เพื่อเป็นแรงจูงใจให้น้องๆอยากทำตาม โชคดีที่ได้เราเจอคุณหมู ได้ลงทุนในอุ๊คบี เลยสามารถสร้างสะตอรี่ให้กับวงการว่าไทยก็มีฮีโร่นะ"
อย่างไรก็ตาม ในวันที่สตาร์ทอัพแจ้งเกิดและป็อปปูล่าร์ในสังคมไทย ก็ย่อมมีเวนเจอร์ แคปปิตอล หรือวีซีรายอื่นๆ เข้ามามากขึ้น ธนพงษ์ บอกว่าที่มองเห็นส่วนใหญ่มุ่งไปที่สตาร์ทอัพระดับ Seed วีซีที่สนใจในระดับซีรีส์เอกับซีรีส์บีมีน้อย ทำให้อินเวนท์มีบทสรุปว่าจะโฟกัสตรงจุดนี้
แต่ในความเป็นจริง ต้องบอกว่าสตาร์ทอัพไทยยังอยู่ในระดับเออร์รี่สเตทเป็นส่วนใหญ่ มีน้อยรายที่วิ่งทะลุถึงระดับซีรีส์เอกับซีรีส์บี ...ย่อมหมายถึงความท้าทาย
"เพราะสตาร์ทอัพทั้งหมดที่ได้ฟันด์ดิ้งระดับ Seed ก็มีจำนวนค่อนข้างน้อยอยู่แล้ว และกว่าจะโตขึ้นมา กว่าจะสำเร็จไปถึงซีรีส์เอก็ยิ่งมีน้อยเข้าไปอีก เวลานี้โครงสร้างมันเป็นปิรามิด จำเป็นต้องทำให้ฐานของปิรามิดให้ใหญ่ขึ้น ทำให้โอกาสเติบโตขึ้นข้างบนมีสูงขึ้น"
นอกจากเป็นเบอร์หนึ่งของอินเว้นท์ ปัจจุบัน ธนพงษ์ ยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมไทยผู้ประกอบธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Thai Venture Capital Association:TVCA)อีกด้วย
" ที่เราพยายามขับเคลื่อนก็คือ ทำให้เกิดการลงทุนระดับ Seed ให้มากขึ้น โดยเข้าไปช่วยให้ความรู้ด้านต่างๆกับนักลงทุน ที่อาจยังเข้าใจการลงทุนสตาร์ทอัพที่ไม่ถูกต้อง เพื่อช่วยผลักดันให้ขยับขึ้นสู่ซีรีส์เอ ซีรีส์บีมากขึ้น"
อย่างไรก็ดี ในปี 2558-2559 อินเวนท์ได้มีการลงทุนเพิ่มใน 6 บริษัท ได้แก่ 1.บริษัท ซินโนส จำกัด ผลิตเกมบนมือถือ ผู้พัฒนาเกม Thapster ที่มียอดดาวน์โหลดถึง 5 ล้านดาวน์โหลด และมียอดผู้เล่นต่อเดือนอยู่ที่ 1 ล้านคน 2.บริษัทเพล์ยเบสิส จำกัด ให้บริการและพัฒนาระบบการประยุกต์แนวคิดจากเกมไปใช้ประโยชน์ทางด้านอื่นๆ ผ่านสื่อดิจิตอล หรือ ดิจิตอลเกมมิฟิเคชั่น ถือเป็นนวัตกรรมการตลาดยุคดิจิตอลที่จะสร้างการเชื่อมโยงระหว่างแบรนด์และผู้บริโภคให้มีความผูกพันกันมากขึ้น
3.บริษัท กอล์ฟดิกก์ จำกัด พัฒนาแอพชื่อ Golfdigg สำหรับจองสนามกอล์ฟพร้อมทั้งการชำระเงินผ่านมือถือ 4.บริษัท ชอปสปอท โมบิลิตี้ จำกัด พัฒนาแอพซื้อขายของออนไลน์ในรูปแบบ Social commerce ชื่อ ShopSpot5.บริษัท วงใน มีเดีย จำกัด พัฒนาเว็บไซต์และแอพรีวิวร้านอาหารและไลฟ์สไตล์ ภายใต้ชื่อ Wongnai และ Wongnai Beauty การลงทุนครั้งนี้นับเป็นรายที่ 9 และเป็นการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของอินเว้นท์ และยังเป็นครั้งแรกของการลงทุนรอบซีรี่ส์บี
ล่าสุดก็คือ 6.บริษัท Social Nation ที่เริ่มต้นธุรกิจในซิลิคอนวัลเลย์ สหรัฐอเมริกา พัฒนาเทคโนโลยีด้านการโฆษณาเป็นแพลตฟอร์มการกระจายโฆษณาแบบเสมือนจริง และโฆษณาแบบวิดีโอ 360 องศา ถือเป็นการลงทุนในประเทศสหรัฐอเมริกาครั้งแรกของอินเว้นท์อีกด้วย
เมื่อถามถึงแผนในปี 2560 ธนพงษ์บอกว่าจะมีโปรเจ็คการลงทุนสำคัญๆ 1-2 โครงการ ซึ่งต้นปีจะประกาศอย่างเป็นทางการ ส่วนธุรกิจที่สนใจเป็นพิเศษก็คือฟินเทคและไอโอที (Internet ofThings)
"ผมมองว่าฟินเทคจะมาช่วยสนับสนุนการให้บริการของแบงก์ให้ดีขึ้น แต่ก็เชื่อว่าสำหรับประเทศไทย ฟินเทคที่จะแข่งกับแบงก์คงทำได้ลำบาก ควรเป็นฟินเทคที่มาสนับสนุนแบงก์ให้สามารถบริการคอนซูมเมอร์และบิสิเนสได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น"
อินเว้นท์มีอะไรดึงดูดใจฟินเทค? คำตอบก็คือ เพราะบริษัทแม่อยู่ในธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมไม่ได้เป็นธนาคาร จึงโดดเด่นตรงความเป็น “กลาง”
" ฟินเทคบางรายไม่อยากให้แบงก์ใดแบงก์หนึ่งลงทุนกับเขา เพราะแบงก์อื่น ๆอาจไม่ใช้บริการ แต่ถ้าเป็นเราลงทุนเขาก็สามารถให้บริการทุกแบงก์ได้ ส่วนในเรื่องอื่นๆ ก็น่าจะเป็นประสบการณ์และผลงานตลอดระยะเวลา 5 ปี กับทุกสตาร์ทอัพเราไม่แค่ลงเงินอย่างเดียว แต่จะช่วยในหลาย ๆเรื่อง ไม่ว่าคอนเน็คกับบิสิเนสต่างๆ หรือกับเอไอเอสเพื่อบริการร่วมกับเอไอเอสบางอย่าง รวมถึงการเข้าถึงฐานลูกค้าของเอไอเอสได้ง่ายขึ้นที่มีอยู่ถึง 40 ล้านลูกค้า ซึ่งเป็นอะไรที่ทุกสตาร์ทอัพสนใจอยู่แล้ว"
ขณะที่ไอโอที ที่มองไว้ก็น่าจะเป็นเรื่องของ สมาร์ทโฮม สมาร์ทคาร์ สมาร์ทดีไวซ์ ฯลฯ ที่ยังไงๆ ก็ต้องเชื่อมต่อระบบผ่านทางมือถือ
แต่ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง ธุรกิจอื่นๆ จะหมดโอกาส ถ้าหากมีโปรดักส์หรือธุรกิจดีๆ ก็มาคุยกันได้ แต่อย่างที่กล่าวในข้างต้นว่าธุรกิจต้องมีจุดโฟกัส อินเว้นท์จึงต้องการจะลงทุนในธุรกิจที่มีความรู้ มีความชำนาญและเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ทำอยู่
"ในปีหน้า เราตั้งเป้าชัดเจนว่าจะผลักให้มีเคสสตาร์ทอัพที่มีภาพซัคเซส ไปถึงไอพีโอได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ ปีหน้าเราจะเตรียมตัวสตาร์ทอัพในพอร์ตที่มีความพร้อมเข้าตลาดฯ เริ่มจากอุ๊คบี ตามมาจะเป็นวงใน โดยเราจะผลักดันเรื่องกฏเกณฑ์ของตลาดฯ ให้เหมาะสมกับสตาร์ทอัพ เพื่อทำให้มีลู่ทางในการเอ็กซิทให้ได้"
การเอาบริษัทเข้าตลาดฯ มีแนวโน้มว่าจะเป็นโอกาสการเอ็กซิทของสตาร์ทอัพไทยหรือไม่ เขาบอกว่าก็ไม่ได้ปิดโอกาสสำหรับลู่ทางอื่นๆ เช่น การซื้อกิจการ (Acquisition)
"บริบทของไทยกับต่างประเทศอาจต่างกัน ประเทศเราไม่มีบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง เฟสบุ๊คหรือกูเกิลที่ยินดีมาซื้อบริษัทที่มีแต่ฐานยูสเซอร์ เพราะฐานลูกค้าตลาดไทยเล็กไม่เป็นที่ดึงดูดบริษัทใหญ่ต่างชาติ แต่อาจมีคอปอเรทไทยที่คิดจะซื้อ แต่เขาก็จะดูเรื่องการเงิน ปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก"
พี่สอนน้อง
ธนพงษ์ แนะนำน้องที่สนใจลู่วิ่งสตาร์ทอัพว่า เคล็ดลับมีอยู่ไม่กี่ข้อ เริ่มจากต้องมี “โปรดักส์ที่ตอบโจทย์” เป็นที่ต้องการของตลาด สามารถแก้เพนพ้อยท์ที่มีอยู่ และควรต้องทำเป็นรายแรกในตลาด
ถัดจากนั้นก็ต้องมี “โมเดลบิสิเนส” ที่ดี คือโปรดักส์ที่คิดได้ต้องสร้างรายได้ ต้องทำให้คนใช้บริการยอมควักเงินจ่ายด้วย แม้ว่าในช่วงเริ่มต้นอาจต้องให้ทดลองใช้ฟรีได้ แต่ในอนาคตต้องมีแผนสร้างรายได้ให้เกิดขึ้่นจริงๆ
แค่นั้นยังไม่พอ ต้องวางกลยุทธ์ที่จะช่วย “ป้องกัน” ไม่ให้ผู้เล่นรายอื่นลงมาแข่งในตลาดได้โดยง่าย
"อันดับแรก เมื่อได้เข้ามาในตลาดเป็นคนแรก ก็ต้องทำให้ลูกค้าติดใจในเซอร์วิส เป็นอะไรที่พิเศษ เขามาใช้แล้วก็อยากใช้ต่อ ลำพังถ้าเอาไอเดียจากเมืองนอกมาอย่างเดียวคงไม่เวิร์ค ต้องมีการปรับปรุงให้เข้ากับนิสัยคนไทย สังคมไทย ถ้าคนไทยใช้เขาจะใช้ไปเรื่อยๆ คนไทยถือว่าโลยัลตี้"
เรื่องสุดท้ายก็คือ “ทีมงาน” ซึ่งเวลานี้ต้องบอกว่าในวงการสตาร์ทอัพขาดแคลนบุคลากรโดยเฉพาะโปรแกรมเมอร์ เนื่องจากมีคนทำสตาร์ทอัพกันมากขึ้น และเมื่อหาคนยากก็ย่อมส่งผลให้ราคาค่าจ้างก็สูงขึ้นด้วย
"ที่สุดตัวผู้ก่อตั้งต้องสามารถคือทำงานทุกอย่างได้เอง แต่ยิ่งมีโคฟาวเดอร์ก็จะดี เพราะที่ TVCA ได้เคยสำรวจและวิจัยพบว่าบริษัทส่วนใหญ่ที่ประสบความสำเร็จมักจะมีโคฟาวเดอร์มาช่วยกันปรึกษา ให้ความเห็นร่วมกัน และทุกคนต้องทำงานอย่างจริงจัง คุณมีแพชชั่นแล้วก็ต้องใส่พลังเต็มที่เข้าไปเพื่อให้แพชชั่นนั้นไปถึงจุดที่คุณต้องการให้ได้"
ทั้งยังฟันธงว่าจริงแท้แน่นอนที่วิสัยของนักลงทุนก็ย่อมอยากให้สตาร์ทอัพที่ลงทุนเติบโตกระทั่งเอ็กซิทได้ และหากประเทศไทยไม่มีภาพของการเอ็กซิทให้เห็น ก็อาจทำให้นักลงทุนหมดความสนใจ
"แต่ก็ไม่ได้เน้นว่าทุกคนต้องเอ็กซิทเร็วๆ แต่อยากให้น้องๆสตาร์ทอัพพยายามทำอะไรที่จริงจังทำให้เห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน สามารถเอ็กซิทได้แบบมีคุณภาพ ไม่ใช่มีภาพออกมาลอยๆ ว่าดี แต่ผลงานจริงๆไม่มีให้เห็น"






