วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ไทยลุย14เจ้าภาพงานนานาชาติฟื้นตลาดไมซ์

ตลาดไมซ์ จัดอยู่ในกลุ่มกำลังซื้อสูง โดยค่าเฉลี่ยต่อหัวสูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป “สองเท่า” 

ขณะเดียวกันก็มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยลบในจุดหมายปลายทางสูง และใช้ระยะเวลาวางแผนการเดินทางล่วงหน้านานกว่า ดังนั้นการวางกลยุทธ์รับมือตลาดดังกล่าวในปี 2560 จึงเป็นทั้งความท้าทายและเป็นความหวังในการส่งเสริมรายได้ให้ประเทศไทยอีกทาง

นพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ) กล่าวว่า ปี 2560 ตั้งเป้าตลาดไมซ์ในภาพรวมทำรายได้ 1.01 แสนล้านบาท เติบโต 5% โดยมีนักเดินทางต่างชาติเข้ามา 1.1 ล้านคน 

“สาเหตุที่ยังตั้งเป้าหมายแบบระมัดระวัง เพราะไทยเพิ่งผ่านเหตุการณ์สำคัญช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2559 แม้ปัจจุบันความเชื่อมั่นของกลุ่มประชุมสัมมนาจะกลับมาปกติแล้ว แต่ด้วยระยะเวลาการวางแผนล่วงหน้าที่นานกว่ากลุ่มท่องเที่ยวทั่วไป อาจส่งผลทำให้การฟื้นตัวล่าช้าตามไปด้วย”

อย่างไรก็ตาม ด้วยสัญญาณการฟื้นตัวในขณะนี้ เชื่อว่าอุตสาหกรรมไมซ์ยังคงมี“ความหวัง”เมื่อพิจารณาจากจำนวนงานไมซ์รายการสำคัญที่ไทยกำลังจะได้เป็นเจ้าภาพกว่า 14 งานระดับนานาชาติ ทั้งในรูปแบบกรุ๊ปท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (อินเซนทีฟ) ขนาดใหญ่ การสัมมนาระดับนานาชาติ และการแสดงสินค้า (เอ็กซิบิชั่น) ที่แต่ละงานสามารถดึงดูดผู้เข้าร่วมในระดับพันคนไปจนถึงหลักหมื่นคน อาทิเฮอบาไลฟ์ เซาธ์อีส เอ็กซทราวาแกนซ่า ที่กรุงเทพฯ ในเดือน พ.ค. ที่มีผู้ตอบรับราว 1 หมื่นคน

ขณะที่อินฟินิตัส โอเวอร์ซีส์ เทรนนิ่ง เลือกมาจัดงานที่ไทยในเดือนเดียวกัน มีผู้เข้าร่วมกว่า 1 หมื่นคนเช่นกัน ส่วนงานคองเกรส หรือสัมมนาใหญ่ระดับโลก ได้แก่ อินเตอร์เนชั่นแนล ปิโตรเลียม เทคโนโลยี คอนเฟอเรนซ์ ครั้งที่ 10 เดือน พ.ย. ซึ่งจะระดมผู้เข้าร่วมจากทั่วโลกมาที่กรุงเทพฯ กว่า 4,500 คน เป็นต้น

นพรัตน์ กล่าวว่า มองเป้าหมายการขยายรายได้ของทั้ง 4 องค์ประกอบของอุตสาหกรรมไมซ์ ได้แก่ กลุ่มประชุมสัมมนาและท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (Meeting and Incentive) ที่คาดว่าจะสร้างเม็ดเงินให้ไทยราว 3.3 หมื่นล้านบาท และ 2 หมื่นล้านบาท 

มี 3 กลยุทธ์ขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมงานระดับเมกะไซส์ หรือมีผู้เข้าร่วมต่อครั้งในจำนวนสูง การสนับสนุนกลุ่มขายตรง อย่าง เฮอบาไลฟ์ หรือ อินฟินิตัส ที่ทีเส็บให้การสนับสนุนต่อเนื่องจากหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ได้ลูกค้าฐานกว้าง มีการใช้จ่ายสูง ขณะเดียวกัน เริ่มเจาะตลาดพรีเมียม ซึ่งกลุ่มนี้อาจไม่มีฐานลูกค้าเชิงปริมาณ แต่เป็นกลุ่มผู้บริหารระดับบนโดยเฉพาะ นอกจากจะทำให้เกิดรายได้โดยตรงแล้ว จะช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ไทยเป็นที่รับรู้ว่าเป็นจุดหมายที่รองรับกลุ่มกำลังซื้อสูงได้ด้วย

ส่วนกลุ่ม การจัดสัมมนาระดับนานาชาติ (Convention) ซึ่งมองการขับเคลื่อนรายได้ไว้สูงถึง 3 หมื่นล้านบาท ถือเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยสูงสุดในตลาดไมซ์ที่ 8.6 หมื่นบาทต่อคนต่อทริป จะเร่งโฟกัสไปที่กลุ่มผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ และเน้นให้ความร่วมมือกับสมาคมวิชาชีพของไทยในสาขาต่างๆ เพื่อไปเสนอตัวนำงานประชุมนานาชาติเข้ามาให้ไทยเป็นเจ้าภาพ โดยจะเป็นการทำงานวางแผนล่วงหน้าเพื่อให้เกิดงานสำคัญในปี 2561 เป็นต้นไป

ขณะที่กลุ่มเอ็กซิบิชั่น วางเป้าหมายไว้ที่ 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งแม้ว่ารายได้โดยตรงจะไม่สูงเท่ากับลูกค้าไมซ์ในกลุ่มอื่นๆ แต่เป็นกลุ่มที่ช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมอื่นๆ ในภาพรวมได้ เนื่องจากเป็นเวทีซื้อขายที่ช่วยผลักดันไทยให้เป็น“ฮับ” สำคัญ และตอบโจทย์รัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านอุตสาหกรรมเอสเคิร์ฟ 5 อุตสาหกรรมดั้งเดิม และ 5 อุตสาหกรรมใหม่ได้ เพราะหากไทย ภายใต้ความร่วมมือของทีเส็บและสมาคมต่างๆ ที่เป็นแกนหลักใน 10 อุตสาหกรรม สามารถสร้างความเชื่อมั่นและทำให้เกิดงานเอ็กซิบิชั่นใหญ่ขึ้นในไทย ก็จะมีส่วนทำให้ตลาดคึกคักมากขึ้น ไทยสามารถช่วงชิงบทบาทการเป็นผู้นำนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีในอุตสาหกรรมดังกล่าว และผู้ประกอบการในประเทศได้รับอานิสงส์วงกว้างในที่สุด

หนุนราชการประชุมสัมมนาในประเทศปลุกตลาด

ศุภวรรณ ถนอมเกียรติภูมิ นายกสมาคมโรงแรมไทย (ทีเอชเอ) กล่าวว่า ตลาดไมซ์เป็นกลุ่มที่ช่วยเสริมรายได้ให้กับธุรกิจโรงแรมมาตลอด  ซึ่งหมายรวมทั้งการจัดงานของลูกค้าต่างประเทศและในประเทศ 

ในปี 2559 กลุ่มเอ็กซิบิชั่นมีส่วนสนับสนุนอัตราเข้าพักเฉลี่ยในระดับสูง เพราะแต่ละงานมีทั้งผู้ซื้อและผู้ขายจากในและต่างประเทศเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่การประชุมกลุ่มย่อยของบริษัทต่างๆ อาจเผชิญกระแสซบเซาลงไปบ้าง ซึ่งไม่เฉพาะไทยเท่านั้น แต่เป็นเทรนด์ของทั่วโลกที่กลุ่มบริษัทหรือหน่วยงานเริ่มใช้เทคโนโลยีสื่อสารทางไกลมาอำนวยความสะดวกในการประชุมองค์กรลัดข้ามขั้นตอนการเดินทางมาประชุมร่วมกันตามปกติ ต่างจากกลุ่มอินเซนทีฟที่เชื่อว่าจะยังมีการเติบโตได้ดีเช่นเดิม

การคาดการณ์ตลาดไมซ์ยังมองที่ตลาด“เอเชีย”เป็นหลัก โดยเฉพาะกลุ่มอินเซนทีฟที่มีนโยบายตอบแทนพนักงานที่สร้างยอดขายได้ตามเป้า เดินทางเข้ามาขั้นต่ำในระดับ 1,000 คนขึ้นไป แต่หากเป็นประเทศที่มีฐานประชากรมหาศาลอย่าง“จีน”อาจมีศักยภาพดึงผู้เข้าร่วมได้กว่า 1 หมื่นคนขึ้นไป เชื่อว่าตลาดนี้จะยังเป็นความหวังช่วยขับเคลื่อนธุรกิจโรงแรมในปี 2560 เพราะส่วนใหญ่มีการวางแผนและจองล่วงหน้ายาวนาน จึงช่วยลดความเสี่ยง ท่ามกลางตลาดนักท่องเที่ยวทั่วไปเริ่มมีพฤติกรรมการจองห้องพักแบบกระชั้นชิดยิ่งขึ้น ทำให้คาดเดาแนวโน้มอัตราเข้าพักเฉลี่ยล่วงหน้าได้ยากขึ้น

“ลูกค้าทั่วไปที่ไม่ใช่กลุ่มไมซ์ มักจองห้องพักโรงแรมแบบใกล้วันเดินทางมากขึ้น อย่างเช่นช่วงหยุดเทศกาลปีใหม่ ห้องพักวันที่ 31 ธ.ค.บุ๊คกิ้งเริ่มเข้ามาวันที่ 20 ธ.ค.เป็นต้นมา ต่างจากทุกปี”

ในปี 2560 มั่นใจว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยปรับตัวดีขึ้นมาก หากเปรียบเป็นระดับ 5 ดาว ได้ถึง 4ดาวครึ่ง เพราะแนวโน้มตลาดหลักไม่ได้ลดลงอย่างที่กังวล เช่น ยุโรป นำโดย สหราชอาณาจักร เยอรมนี ที่ยังแข็งแกร่ง เสริมด้วยดาวรุ่ง ยุโรปตะวันออก อาทิ โปแลนด์ สาธารณรัฐเชก

นอกจากนั้น ตลาดรัสเซียจะกลับมาเป็นความหวังให้การท่องเที่ยว แม้ไม่กลับมาถึงจุดสูงสุดที่เคยทำได้ 1.7 ล้านคน แต่รูปแบบการเดินทางของตลาดรัสเซียหลังผ่านวิกฤติเศรษฐกิจที่ผ่านมา จะไม่กระจุกตัวอยู่ช่วงไฮซีซันอีกต่อไป พร้อมเดินทางมาไทยช่วงเวลาอื่นๆ ทำให้เกิดการกระจายเม็ดเงินที่เหมาะสมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ด้านตลาดประชุมสัมมนาในประเทศ มาตรการสนับสนุนของภาครัฐมีส่วนสำคัญทำให้ความหวังของผู้ประกอบการเป็นจริง ซึ่งควรมีมาตรการส่งเสริมหน่วยงานราชการจัดประชุมสัมมนาในประเทศ เพราะตลาดนี้นับเป็นลูกค้ากลุ่มหลักให้โรงแรมในภูมิภาค 

“น่าเสียดายที่ปัจจุบันงบประมาณที่รัฐบาลอนุมัติสำหรับการจัดเลี้ยง (คอฟฟี่เบรก) ยังคงต่ำกว่าราคาเฉลี่ยที่โรงแรมให้บริการได้ทั่วไป และอาจพิจารณาขอให้รัฐบาลปรับหลักเกณฑ์นี้ต่อไปในอนาคต”

ทั้งนี้ อัตราเข้าพักเฉลี่ยปี 2560 ควรจะดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา แต่ด้วยค่าเฉลี่ยของโรงแรมในไทยสูง 75-80% จึงไม่สามารถเติบโตก้าวกระโดดได้ เพราะยังมีการแข่งขันด้านอุปทานห้องพักจำนวนมาก ส่วนราคาเฉลี่ยน่าจะปรับขึ้นได้ตามปกติ 5-10%