แม้ในที่สุดธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ประกาศขึ้นดอกเบี้ย แต่ความเสี่ยงของตลาดทุนยังไม่หมด ขณะเดียวกัน ก็มีผลกระทบต่อไทย โดยทางตรง
จากอัตราเงินกู้ในสกุลเงินดอลลาร์ ที่ปรับตัวสูงขึ้นและแรงกดดันด้านต้นทุนทางอ้อม จากบอนด์ยีลด์ไทยที่มีโอกาสปรับตัวขึ้นด้วย
หลังจากผลตอบแทนอยู่ในระดับต่ำยาวนานทำให้เกิดเงินทุนเคลื่อนย้ายมหาศาลและผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล (บอนด์ยีลด์)ในแต่ละประเทศปรับตัวตามกันมากขึ้นกว่าในอดีต และยิ่งทวีความสัมพันธ์ต่อกันมากขึ้น หลังจากที่แนวโน้มดอกเบี้ยสหรัฐเริ่มเป็นขาขึ้นชัดเจน
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ระบุว่า ก่อนที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในวันที่ 16 ธ.ค.2558 มีเพียงบอนด์ในช่วงอายุ 5-10 ปี เท่านั้น ที่มักปรับตัวตามบอนด์ยีลด์สหรัฐ โดยมี Correlation Coefficient ระหว่างการเปลี่ยนแปลงของบอนด์สหรัฐ และบอนด์ไทยเป็นบวกประมาณ 0.30
ทั้งนี้ หมายถึง ถ้ายีลด์สหรัฐปรับขึ้น10ครั้ง ยีลด์ไทยจะปรับขึ้นประมาณ3ครั้ง
และล่าสุดในปี 2559 พบว่า การปรับตัวตามกันของบอนด์ยีลด์ทั้งสอง แทบจะเกิดขึ้นในทุกช่วงอายุตั้งแต่ 12 เดือน ถึง 10 ปี และการปรับตามกันระหว่างยีลด์ไทย กับยีลด์สหรัฐ เพิ่มเป็น 4 ใน 10 ครั้ง
ดังนั้นสิ่งที่ต้องจับตาดูในปีหน้า นายจิติพล ย้ำว่า คงหนีไม่พ้นการประเมินผลกระทบจากสหรัฐ การติดตามแนวโน้มนโนบายเศรษฐกิจ ดอกเบี้ย และบอนด์ยีลด์ของสหรัฐ เพราะมีโอกาสส่งผลให้บอนด์ยีลด์ทั่วโลกรวมถึงในไทยปรับตัวสูงขึ้นด้วย
โดยในฝั่งไทยมองแนวโน้มดอกเบี้ย และบอนด์ยีลด์ จะโดนกดดันจากนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐใน 3 รูปแบบคือ
1. นโยบายเศรษฐกิจที่ส่งผลลบต่อภาพเศรษฐกิจเอเชีย เช่น การกีดกันทางการค้า ที่อาจส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกเติบโตลดลง ส่งออกไทยอาจไม่ฟื้น และความเสี่ยงด้านเสถียรภาพของเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียเพิ่มมากขึ้น
2. นโยบายเศรษฐกิจที่ส่งผลให้บอนด์ยีลด์สหรัฐปรับตัวขึ้นจากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ เช่น การลดภาษีและการส่งกลับผู้อพยพที่จะส่งผลให้ปริมาณความต้องการสินค้าในสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกับต้นทุนการผลิต สร้างความเสี่ยงให้กับเศรษฐกิจสหรัฐ
และ 3. การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ที่ล่าสุดเฟดมองว่า อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยถึง 75 bps ในปี 60 ซึ่งถ้าเกิดขึ้นจริง อาจส่งผลให้บอนด์ยีลด์ปรับตัวสูงขึ้น ตามจากต้นทุนกู้ยืมของธนาคารต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น
โดยศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี ประเมิน ความเสี่ยงที่จะส่งผลให้บอนด์ยีลด์ไทยปรับขึ้นมากที่สุดในปีหน้า คือ การขึ้นดอกเบี้ยของเฟด และนโยบายเศรษฐกิจที่สร้างแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยประเมินเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยได้ 0.50% ในปีหน้า
ขณะที่คาดว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะคงดอกเบี้ยที่ 1.50% ในกรณีนี้บอนด์ยีลไทยอายุ 10 ปีมีโอกาสที่จะใต่ขึ้นถึงระดับ 3.25% ในกรณีเลวร้ายที่สุดถ้านโยบาย ของโดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการสนับสนุนทั้งหมดและเฟดขึ้นดอกเบี้ยได้มากกว่า 0.50% ก็มีโอกาสที่บอนด์ยีลด์ไทยอาจปรับตัวขึ้นได้ถึง 3.50% ในปีหน้า
จากปัจจุบันบอนด์ยีลด์ไทย อายุ 6เดือน อยู่ที่ 0.64% อายุ1ปี ที่0.89%,อายุ 5ปีที่ 2.07% อายุ10ปีที่2.58% ส่วนบอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 6เดือน อยู่ที่ 1.53% , อายุ 1ปีที่ 1.54%,อายุ5ปีที่ 2.15 %และอายุ10ปีที่2.77%
“การกู้เป็นเงินต่างประเทศ เราไม่น่ากลัวด้านเสถียรภาพ เพราะหนี้ต่างประเทศรวมต่อปริมาณส่งออกคิดเป็นสัดส่วนเพียง 50%ยังถือว่าดีกว่าเพื่อนบ้าน ในภูมิภาคมีสัดส่วนเฉลี่ยสูงถึง150% แต่เป็นไปได้สูงที่จะต้องกู้แพงขึ้นมากกว่าระดับ 0.25% ตามที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยเพราะเป็นช่วงแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น”





