"ทิสโก้" ใช้เงิน 5.5 พันล้านซื้อธุรกิจรายย่อยจากสแตนชาร์ต คาดดำเนินการเสร็จในปี 60 หนุนเป้าสินเชื่อโต 15% ดันพอร์ต 2.4 แสนล้านบาท
นางอรนุช อภิศักดิ์ศิริกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด(มหาชน) หรือ TISCO ผู้ถือหุ้นใหญ่ธนาคารทิสโก้ กล่าวว่า ธนาคารได้บรรลุข้อตกลงในการถ่ายโอนธุรกิจลูกค้ารายย่อย เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อบุคคล สินเชื่อธุรกิจรายย่อย บริการธนบดีธนกิจ สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ และ เงินฝากรายย่อย จากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด(ไทย) ซึ่งคาดกระบวนการจะแล้วเสร็จภายในปี 60 เบื้องต้นคาดใช้เงินไม่ต่ำกว่า 5,500ล้านบาท ซึ่งจะมาจากกระแสเงินสดของธนาคาร
ทั้งนี้ธนาคารยังมองหาการซื้อธุรกิจเพิ่มเติมในอนาคต เนื่องจากธนาคารมีเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง (BIS Ratio) สูงถึง 19% ซึ่งยังสามารถเข้าซื้อกิจการได้อีก และในปีหน้ายังทำกำไรดีอย่างต่อเนื่อง
ดันยอดสินเชื่อเกิน 2.4 แสนล้าน
นางอรนุชกล่าวว่า ในข้อตกลงทางธุรกิจครั้งนี้ ธนาคารจะได้จำนวนลูกค้าเข้ามา 4 แสน ราย แบ่งเป็น ลูกค้าสินเชื่อ 3 แสนราย และ ลูกค้าธนบดี 1 แสนราย คิดเป็นยอดสินเชื่อทั้งสิ้น 4.1 หมื่นล้านบาท และ เงินฝาก 3.6 หมื่นล้านบาท หากดำเนินการแล้วเสร็จจะทำให้สินเชื่อของธนาคารเติบโต15% ในปีหน้า หรือมียอดสินเชื่อมากกว่า 2.4 แสนล้านบาท จากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2 แสนล้านบาท
โดยธนาคารจะรับพนักงานสแตนดาร์ดเข้ามามากกว่า 100 คนที่มีความสามารถดูแลลูกค้าไม่ให้หยุดชะงัก และทำความเข้าใจกับพนักงานธนาคารเองเนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้ความสำคัญกับพนักงาน และ ลูกค้าเป็นสำคัญ โดยธนาคารมั่นใจว่าการบริการของธนาคารไม่ได้ด้อยไปกว่าธนาคารอื่น
นอกจากนี้ ธนาคารยังรับโอนสาขาจากสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด เฉพาะสาขาหัวเมืองใหญ่จำนวน 6 สาขาเท่านั้น คาดว่าในปีหน้าจะทำให้ธนาคารมีจำนวนประมาณ 60 สาขาจากปัจจุบันมีสาขา 50 แห่ง
สำหรับนโยบายสาขาของธนาคารยังไม่เปลี่ยนแปลง มีสาขาจำนวนไม่มากไว้สำหรับดูแลลูกค้ารายใหญ่เท่านั้นและมุ่งไปขยายฐานรายย่อยทั้งหมดผ่านช่องทางดิจิทัล สอดรับภาครัฐจะเริ่มระบบพร้อมเพย์ในปีหน้า และพัฒนาธุรกิจร่วมกับฟินเทคได้เริ่มมาปีกว่าแล้วคาดว่าจะแล้วเสร็จใน 2 ปี รวมทั้งยังเน้นขยายสินเชื่อสมหวังที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วประเทศ
เป้าปีหน้าสินเชื่อโต 15%
สำหรับแผนธุรกิจปีหน้า ธนาคารตั้งเป้าสินเชื่อรวมโต 15% หลังจากรับโอนธุรกิจรายย่อยของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ดเข้ามา แต่ถ้าคิดเป็นการเติบโตเฉพาะของธนาคารคาดว่ายังจะไม่ขยายตัว จากยอดสินเชื่อปีนี้ ติดลบ 7-8% หรือใกล้เคียงกับช่วงที่ผ่านมา โดย 11 เดือนติดลบแล้ว 6.3% เป็นผลมาจากเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้ และธุรกิจเช่าซื้อที่หดตัว นอกจากนี้ประเมินว่าธุรกิจเช่าซื้อในปีหน้าก็ยังไม่สดใจ แม้ว่ามาตรการรถคันแรกจะทยอยสิ้นสุดลง แต่คาดว่าบรรยากาศการซื้อรถใหม่ยังชะลอตัวอยู่ เพราะลูกค้าอยากอยู่ในภาวะปลอดหนี้ แต่อาจจะมีกำลังซื้อประมาณ 3 แสนล้านบาทหรือประมาณ 1 หมื่นบาทต่อคน กลับมาจับจ่ายใช้สอยสินค้าคงทนประเภทอื่นๆ หรืออาจจะออมเงินเพิ่มขึ้น
เริ่มธุรกิจบัตรเครดิตปีหน้า“ทิสโก้การ์ด”
นอกจากนี้ ในปีหน้าธนาคารจะเริ่มทำธุรกิจบัตรเครดิตเป็นครั้งแรก โดยจะให้บริษัทออล-เวย์ส จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูก เป็นผู้ดูแลธุรกิจ โดยธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด จะให้การดูแลเป็นเวลา 1 ปี ซึ่งธนาคารสแตนดาร์ดมีลูกค้าจำนวน 1 แสนราย และ มีคุณภาพหนี้ที่ดี และ ใกล้เคียงกับธนาคาร พร้อมกับเปลี่ยนชื่อบัตรเครดิตมาเป็น “ทิสโก้การ์ด”
“ในปีหน้าเรายังสนใจซื้อธุรกิจในทุกครั้งที่มีโอกาส และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของธนาคาร มุ่งขยายฐานรายย่อยอย่างไม่หยุดยั้ง สร้างรายได้ค่าธรรมเนียมผ่านธุรกิจบริษัทจัดการกองทุนรวมหรือ บลจ.และประกัน เข้าถึงกลุ่มคนสูงอายุที่มีเงิน มีฐานลูกค้าจากการซื้อกิจการครั้งนี้ 4 หมื่นราย”
คุมเอ็นพีแอลปีหน้าให้ต่ำ 3%
ส่วนแผนบริหารจัดการหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL) ในปีหน้าจะคุมให้อยู่ในระดับต่ำกว่า 3% จากสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 2.6% โดยปัจจุบันอยู่ที่ 2.9% ซึ่งลดลงจากการจัดชั้นลูกหนี้บริษัทสหวิริยาสตีล อินดัสตรี (SSI ) โดยมีผลต่อ เอ็นพีแอลประมาณ 0.3%
นางอรนุช กล่าวว่า โดยปกติการทำธุรกิจรายย่อยจะมี เอ็นพีแอลระดับปกติที่ 2% กว่า ซึ่งธนาคารพยายามรักษาไม่ให้เกิน 3% ถือว่า ขณะนี้เอ็นพีแอล ของธนาคารกลับมาเป็นปกติแล้ว แต่ในปีหน้ายังต้องระมัดระวัง เพราะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวดี หนี้ครัวเรือนก็ยังสูง จะขยายสินเชื่อคงจะลำบาก แต่ธนาคาร ยังเดินหน้าทำกำไรให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ธนาคารไม่กังวล
สำหรับนโยบายการจ่ายปันผลยังคงเดิม โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด ซึ่งธนาคารยังอิงกับผลประกอบการ โดยคาดการจ่ายปันผลปีนี้จะไม่ต่ำกว่าปี 58% อย่างแน่นอน
สแตนชาร์ตชี้ขายรายย่อยมุ่งธุรกิจรายใหญ่
ด้านนายพลากร หวั่งหลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ไทย) กล่าวว่า แม้ธุรกิจลูกค้ารายย่อยของธนาคารจะดำเนินงานไปได้ดี แต่มีขนาดธุรกิจที่เล็ก และยากที่จะแข่งขันกับธนาคารรายใหญ่ภายในประเทศได้ ธนาคารจึงได้ตกลงโอนธุรกิจธนาคารบุคคลธนกิจให้แก่ทิสโก้
อย่างไรก็ตาม ธนาคารยังมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจในไทย และจะลงทุนอย่างต่อเนื่องในธุรกิจสถาบันธนกิจ (Corporate and Institutional Banking)และพาณิชย์ธนกิจ (Commercial Banking)
สแตนชาร์ตลดขนาดธุรกิจต่อเนื่อง
เมื่อเดือนพ.ย. 2558 สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดเผยแผนปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ด้วยการลดงาน 15,000 ตำแหน่งและระดมทุน 5,100 ล้านดอลลาร์ผ่านการออกหุ้น โดยในครั้งนั้น นายบิล วินเทอร์ส หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ แถลงว่าบรรยากาศในตลาดมีความท้าทายและผลประกอบของธนาคารน่าผิดหวัง จึงต้องมีการปรับทรัพยากรใหม่
ขณะที่เดือนพ.ย.ปีนี้ รายงานรายได้ 3,470 ล้านดอลลาร์ สำหรับไตรมาส 3 ลดลง 6% จากช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สำหรับกำไรก่อนเสียภาษีมีจำนวน 458 ล้านดอลลาร์ เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ขาดทุน 139 ล้านดอลลาร์ นายวินเทอร์สแถลงว่าดุลบัญชีของธนาคารดีขึ้น แต่ยังต้องเน้นในส่วนของรายได้และผลกำไร
ผลประกอบการช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด สะท้อนกำไรที่เพิ่มขึ้น 2 ไตรมาสติดกัน หลังจากเมื่อปี 2558 ประสบภาวะขาดทุน สืบเนื่องจากต้นทุนในการปรับคณะบริหารและการถอนตัวออกจากบางตลาด โดยนับจากนายวินเทอร์สได้เข้าทำหน้าที่ซีอีโอเมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ได้ประกาศแผนลดงาน ปิดธุรกิจซื้อขายหุ้น และระดมทุน อันเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามฟื้นฟูกำไร
เมื่อเดือนพ.ค. สาขาของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดในฟิลิปปินส์ ได้ทำข้อตกลงกับอีสต์เวสต์แบงกิงคอร์ปอเรชันของฟิลิปปินส์ เพื่อโอนธุรกิจบัตรเครดิต เงินกู้ส่วนบุคคล การบริหารความมั่งคั่ง และการรับฝากเงินรายย่อยของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ไปให้อีสต์เวสต์
ขณะที่ในสหรัฐเอมิเรตส์นั้น สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดได้ลดงาน 150 ตำแหน่งเมื่อเดือนพ.ย.

