กนง. ห่วงบาทแข็งเทียบสกุลเงินคู่ค้า-คู่แข่งขัน หวั่นไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ สั่ง "แบงก์ชาติ" ติดตามใกล้ชิด พร้อมคงดอกเบี้ยที่ 1.5%
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) วานนี้(21 ธ.ค.) ซึ่งเป็นการประชุมนัดสุดท้ายปี 2559 ยังคงมีมติเอกฉันท์ให้ “คง” ดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% โดยถือเป็นการคงดอกเบี้ยนโยบายติดต่อกัน 20 เดือนนับจากเดือนเม.ย.2558 ขณะเดียวกัน ได้มีมติให้คงตัวเลขคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้าไว้ที่ 3.2%
การประชุมครั้งนี้ กนง. ให้ความกังวลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น แม้ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจจะไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิม แต่ความเสี่ยงด้านต่ำมีเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันยังแสดงความเป็นห่วงต่อค่าเงินบาท แม้จะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์ แต่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศคู่ค้าและคู่แข่งขัน จึงอาจไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมากนัก
นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ในฐานะเลขานุการ กนง. กล่าวว่า คณะกรรมการได้ขอให้ ธปท. ติดตามดูสถานการณ์ค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด แม้ว่าที่ผ่านมาเงินบาทจะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ แต่ก็แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินของประเทศคู่ค้าและคู่แข่งขัน จึงเป็นห่วงว่าจะไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
“เงินบาทที่อ่อนค่าลงน่าจะดีต่อการส่งออก แต่ก็ดีแค่เฉพาะการส่งออกไปสหรัฐเท่านั้น แต่ถ้าดูเทียบกับสกุลเงินของคู่ค้าและคู่แข่งขัน หรือ NEER แล้ว คณะกรรมการก็มีความเป็นห่วงว่า อาจจะไม่เอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมากนัก”
นายจาตุรงค์ กล่าวว่า เงินบาทที่อ่อนลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ มีส่วนช่วยให้สภาพคล่องของผู้ส่งออกดีขึ้น คือ ทำสัญญาไปแล้วเงินบาทอ่อนลง ผู้ส่งออกก็ได้เม็ดเงินที่เป็นเงินบาทเพิ่ม แต่ต้องไม่ลืมว่า การค้ามักมีการต่อรองเรื่องของราคาด้วย ตรงนี้คือ เหตุผลที่ กนง. ค่อนข้างกังวล เมื่อเห็นเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินของคู่ค้าและคู่แข่งขัน
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากประเทศไทยใช้นโยบายเสรีค่าเงิน ไม่ได้กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนไว้คงที่ จึงต้องปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด ดังนั้นสิ่งที่ ธปท. คอยติดตามดู คือ ดูแลให้เงินบาทเคลื่อนไหวตามกลไกตลาดอย่างแท้จริง ไม่ให้ค่าเงินบิดเบือนไปจากกลไกตลาด หรือมีใครเข้ามาเก็งกำไร
ด้านการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์วานนี้ ยังคงอ่อนค่าโดยปิดตลาดที่ระดับ 36.00 บาทต่อดอลลาร์ โดยนักค้าเงินรายหนึ่งกล่าวว่า เงินบาทที่อ่อนค่าเกิดจากแรงขายของนักลงทุนต่างชาติในตลาดพันธบัตรและตลาดหุ้นไทย ประกอบกับเงินดอลลาร์ยังมีแรงหนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐและทิศทางดอกเบี้ยเฟดที่เป็นขาขึ้นต่อเนื่องในปีหน้า
อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมแล้วเงินบาทถือว่าอ่อนค่าน้อยสุดเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน
เอกฉันท์คงดอกเบี้ย1.5%
สำหรับมติเอกฉันท์ที่ให้คงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.5% นั้น เนื่องจาก เศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ในอัตราใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ครั้งก่อน แม้การท่องเที่ยวจะได้รับผลกระทบมากกว่าคาด จากการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมาย และการลงทุนภาคเอกชนโดยรวมยังทรงตัวในระดับต่ำ แต่ถูกชดเชยด้วยการส่งออกที่มีสัญญาณดีขึ้น จากการย้ายฐานการผลิตสินค้าบางรายการมาที่ประเทศไทย
นอกจากนี้การบริโภคภาคเอกชนปรับดีขึ้นตามรายได้เกษตรกรและมาตรการกระตุ้นระยะสั้นของภาครัฐ ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญอย่างต่อเนื่อง มองไปข้างหน้า กนง. เห็นว่า เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในทิศทางของการฟื้นตัว โดยแรงส่งทางเศรษฐกิจโดยรวมไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากการประชุมครั้งก่อนอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจโน้มไปทางด้านต่ำมากขึ้น จากเศรษฐกิจคู่ค้าที่อาจชะลอลงกว่าคาด ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ ที่จะมีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นและการค้าระหว่างประเทศ และจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่อาจน้อยกว่าประมาณการ
นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากพัฒนาการทางการเมืองในยุโรปและปัญหาภาคการเงินในยุโรปและจีนยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
เงินเฟ้อเข้ากรอบต้นปีหน้า
สำหรับอัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น และคาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายได้ในไตรมาสแรกปีหน้า แต่ก็ขึ้นกับราคาน้ำมันและราคาอาหารเป็นสำคัญ ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานยังทรงตัวในระดับต่ำใกล้เคียงกับที่ได้ประเมินไว้ ส่วนเงินเฟ้อคาดการณ์ระยะปานกลางของสาธารณชนยังอยู่ใกล้เคียงกับค่ากลางของกรอบเป้าหมายที่ 2.5%
นายจาตุรงค์ กล่าวว่า ภาวะการเงินโดยรวมยังอยู่ระดับผ่อนคลายซึ่งเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยสภาพคล่องในระบบการเงินยังสูง และดอกเบี้ยแท้จริงยังต่ำ แม้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร(บอนด์ยีลด์) ระยะยาวปรับสูงขึ้นมาอยู่ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยปีก่อน
“กนง.เห็นว่า ระบบการเงินโดยรวมมีเสถียรภาพ สามารถรับมือกับความผันผวนของภาวะเศรษฐกิจการเงินทั้งในและต่างประเทศได้ค่อนข้างดี แต่ยังต้องติดตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในบางจุด เช่น คุณภาพสินเชื่อของธุรกิจบางกลุ่มที่ด้อยลง และพฤติกรรมแสวงหาความเสี่ยงในภาวะที่ดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลานาน”
ศก.ส่อเผชิญความผันผวนเพิ่ม
นอกจากนี้ กนง. เห็นว่าระยะข้างหน้าเศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ยังเปราะบาง และความไม่แน่นอนของทิศทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรมหลักที่จะส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายและอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนมากขึ้น จึงเห็นว่านโยบายการเงินควรอยู่ในระดับที่ผ่อนปรนต่อเนื่อง และพร้อมใช้เครื่องมือที่มีอยู่อย่างเหมาะสม
คง‘จีดีพี’ปีนี้-ปีหน้า3.2%
นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้ คงประมาณการการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้าไว้ที่ 3.2% เช่นเดิม โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้แม้จะได้รับผลกระทบจากการลงทุนภาคเอกชน และการท่องเที่ยวที่ถูกผลกระทบจากการปราบปรามทัวร์ผิดกฎหมายบ้าง แต่ก็ได้ภาคการส่งออกที่มีแนวโน้มดีกว่าคาดมาช่วยชดเชย
ส่วนแนวโน้มปีหน้า ภาครัฐยังคงเป็นกำลังสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในด้านการลงทุน ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้น จากรายได้ภาคเกษตรที่เริ่มกลับมา
กสิกรมองศก.ปีหน้าโต3.3%
นางพิมลวรรณ มหัจฉริยวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปีหน้ามีแนวโน้มเติบโตใกล้เคียงกับปีนี้ที่ 3.3% โดยการท่องเที่ยว การลงทุนภาครัฐ และการบริโภคภาคเอกชนยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ เพียงแต่การเติบโตมีทิศทางที่ชะลอลงเนื่องจากฐานที่สูงขึ้น ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนและการส่งออก หากไม่ติดลบจะเป็นอีกปัจจัยที่หนุนการเติบโตของเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยในปีหน้า ยังมีแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากการจัดทำงบประมาณกลางปี 2560 ของภาครัฐที่จัดสรรงบสำหรับการลงทุนไว้อีก 1.5 แสนล้านบาท เพียงแต่รายละเอียดของโครงการลงทุนต่างๆ ยังไม่ออกมา ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงยังไม่ได้นำมาคำนวณในการประเมินเศรษฐกิจไทย ซึ่งถ้าการจัดทำงบส่วนนี้มีความชัดเจน เริ่มเห็นโครงการลงทุนต่างๆ ทาง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จะทบทวนการเติบโตเศรษฐกิจไทยในปีหน้าอีกครั้ง
“เบื้องต้นเรายังคงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปีหน้าไว้ที่ 3.3% โดยรอประเมินรายละเอียดและความคืบหน้าของงบกลางปี รวมทั้งปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ อีกครั้ง”
ส่วนเศรษฐกิจไทยปีนี้ คาดว่าแรงส่งทางเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายอาจลดลงไปบ้าง เพียงแต่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาล่าสุดจะช่วยชดเชยแรงส่งที่หายไปได้ โดยมองว่ามาตรการที่รัฐออกมาจะมีส่วนตัวการเติบโตเศรษฐกิจไทยไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ที่ 0.6% ส่วนทั้งปีอยู่ที่ 0.2% และหนุนให้เศรษฐกิจไทยปีนี้เติบโตได้ 3.3% ตามที่ศูนย์วิจัยฯ ได้ประเมินไว้






