ราคาน้ำมันดิบคาดว่าจะทรงตัวในระดับสูง จากข่าวการปรับลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปค
ไทยออยล์คาดราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์นี้จะเคลื่อนไหวที่กรอบ 49 – 54 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์เคลื่อนไหวที่กรอบ 52 – 57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แนวโน้มสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบ (19 ธ.ค. – 23 ธ.ค. 59)
ราคาน้ำมันดิบในสัปดาห์นี้คาดว่าจะยังคงได้รับแรงหนุนจากข่าวการปรับลดกำลังการผลิตของผู้ผลิตในกลุ่มโอเปคและนอกกลุ่มโอเปค ประกอบกับ ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น จากการที่โรงกลั่นเพิ่มกำลังการผลิตในระดับสูงต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันเพื่อทำความร้อนที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันดิบยังคงได้รับแรงกดดันจากการที่ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น หลังผู้ผลิตเพิ่มการขุดเจาะขึ้นต่อเนื่องเมื่อราคาน้ำมันดิบอยู่เหนือระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ปัจจัยสำคัญที่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์นี้:
- จับตาผู้ผลิตในกลุ่มโอเปคและนอกกลุ่มโอเปคว่าจะสามารถปรับลดกำลังการผลิตลงตามที่ได้ตกลงไว้หรือไม่ หลังปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของกลุ่มโอเปคในเดือน พ.ย. ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ระดับ 33.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน นำโดยการปรับเพิ่มขึ้นของไนจีเรีย ลิเบีย อย่างไรก็ตาม รัสเซียได้ทำการตกลงเบื้องต้นที่จะปรับลดกำลังการผลิตตามที่ได้มีการตกลงไว้แล้ว แต่รายละเอียดของการปรับลดของผู้ผลิตในแต่ละรายจะมีการพิจารณากันภายหลัง จากรายงานประจำเดือน ธ.ค. ของสำนักงานพลังงานสากล (IEA) มีการคาดการณ์ว่าหากผู้ผลิตทั้งในและนอกกลุ่มโอเปคสามารถลดกำลังการผลิตได้ตามที่ตกลงไว้ จะส่งผลให้ตลาดน้ำมันดิบเข้าสู่ภาวะขาดดุลโดยทันทีและส่งผลให้ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังทั่วโลกปรับลดลง แต่หากผู้ผลิตน้ำมันดิบไม่สามารถทำตามข้อตกลงได้ จะส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำมันดิบล้นตลาดติดต่อกันเป็นปีที่ 4 และส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันดิบอีกครั้ง
- ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ มีแนวโน้มปรับลดลง หลังโรงกลั่นกลับมาจากการปิดซ่อมบำรุงและเพิ่มกำลังการกลั่นขึ้นต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันเพื่อทำความร้อนที่เพิ่มมากขึ้น โดยปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ประจำสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 9 ธ.ค. 59 ปรับลดลงต่อเนื่องกว่า 4 สัปดาห์ติดต่อกันมาอยู่ที่ระดับ 483.2 ล้านบาร์เรล อย่างไรก็ดี ปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ ณ จุด ส่งมอบ คุชชิ่ง โอกลาโฮมา ปรับเพิ่มขึ้นกว่า 6 สัปดาห์ใน 7 สัปดาห์กว่า 8 ล้านบาร์เรลมาอยู่ที่ระดับ 66.5 ล้านบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดในรอบ 7 เดือน
- ค่าเงินดอลลาร์ มีแนวโน้มปรับตัวแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องและส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมัน หลังธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีมติเป็นเอกฉันท์ในการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้น 0.25% สู่ระดับ 0.50 – 0.75% นับเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งที่สอง และคาดการณ์ว่าในปีหน้าจะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยขึ้นถึง 3 ครั้งจากเดิมที่จะปรับเพิ่มขึ้นเพียง 2 ครั้งเท่านั้น เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐ มีแนวโน้มฟื้นตัวมากขึ้น และอัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐ ที่เน้นการบริโภคภายในประเทศเป็นหลัก
- จับตาสถานการณ์ในลิเบีย หลังกลุ่มผู้ประท้วงทางด้านตะวันตกยุติการประท้วงและเปิดดำเนินการท่อขนส่งน้ำมันดิบ หลังจากที่ได้มีการปิดท่อขนส่งดังกล่าวไปตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งส่งผลให้บริษัทน้ำมันแห่งชาติของลิเบีย (NOC) มีแนวโน้มที่จะสามารถกลับมาดำเนินการผลิตแหล่งน้ำมันดิบ Sharara และ El Feel ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของประเทศได้เร็วๆ นี้และส่งผลให้ปริมาณการผลิตเพิ่มขึ้นโดยรวมทั้งสิ้น 365,000 บาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันที่ 600,000 บาร์เรลต่อวัน
- ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังผู้ผลิตน้ำมันดิบในสหรัฐ เพิ่มปริมาณการขุดเจาะน้ำมันดิบขึ้นต่อเนื่อง หลังราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นกว่าระดับ 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยปริมาณแท่นขุดเจาะน้ำมันดิบสหรัฐ สำหรับสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 16 ธ.ค. 59 รายงานโดย Baker Hughes ปรับตัวเพิ่มขึ้น 12 แท่น มาอยู่ที่ระดับ 510 แท่น ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ ม.ค. 59 โดยกว่า 2 ใน 3 ของการปรับเพิ่มขึ้นอยู่ที่แหล่งผลิต Permian ซึ่งเป็นแหล่งที่มีต้นทุนการผลิตในระดับต่ำ
- ตัวเลขเศรษฐกิจที่น่าติดตามในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จีดีพีไตรมาส 3/59 สหรัฐ ดัชนีภาคการบริการสหรัฐ ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนสหรัฐ รายจ่ายในการบริโภคและรายได้ส่วนบุคคลของสหรัฐ
สรุปสถานการณ์ราคาน้ำมันในสัปดาห์ที่ผ่านมา (12 ธ.ค. – 16 ธ.ค. 59)
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เทกซัสในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับเพิ่มขึ้น 0.4 ดอลลาร์ ปิดที่ 51.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับเพิ่มขึ้น 0.88 ดอลลาร์ ปิดที่ 55.21 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 52 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังในวันที่ 10 ธ.ค. ที่ผ่านมา ผู้ผลิตนอกกลุ่มโอเปคตัดสินใจลดกำลังการผลิตราว 0.558 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยรัสเซียปรับลดกำลังการผลิตมากที่สุดราว 0.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้เมื่อรวมกับที่ผู้ผลิตกลุ่มโอเปคตกลงลดกำลังการผลิตลงราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันแล้ว อุปทานน้ำมันดิบโลกอาจหายไปถึงร้อยละ 2 นอกจากนี้ราคาน้ำมันดิบยังได้รับแรงหนุนจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐ สิ้นสุดสัปดาห์ ณ วันที่ 9 ธ.ค. รายงานโดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) ปรับลดลงราว 2.6 ล้านบาร์เรล
-----------------------------------------------------
ที่มา : บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน)
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-797-2999







