นับจากนี้เหลือเวลาอีกไม่ถึงสิบวันสำหรับการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือแอลทีเอฟเพื่อใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษีปลายปี เชื่อว่ายังมีนักลงทุน
อีกมากที่ยังลังเล และยังไม่ได้ตัดสินใจเลือกกองทุนไหนดี ระหว่างเลือกลงทุนในกองทุนเดิม หรือมองหากองทุนใหม่
เห็นได้จากยอดการลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟที่ยังมีเม็ดเงินไหลเข้าช้ากว่าปีก่อนๆ โดย กิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจนักวิเคราะห์ กองทุนประจำประเทศไทย บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ (ประเทศไทย) ระบุว่าในช่วง8เดือนแรกของปีนี้ เป็นเม็ดเงินไหลออกสุทธิรวมทั้งสิ้น 18,000ล้านบาท และในช่วงเดือนก.ย.-ต.ค ปีนี้ มีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิ รวมทั้งสิ้น 12,000ล้าบาท ทำให้ปัจจุบันยังเป็นเม็ดเงินไหลออกสุทธิรวมทั้งสิ้น 6,000 ล้านบาท
แม้จะเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามาในช่วงโค้งสุดท้ายของปี แต่ก็ยังถือว่าน้อยกว่าที่คาด โดยในเดือนพ.ย. ที่ผ่านมามีเม็ดเงินไหลเข้าแอลทีเอฟเพียง 2,700ล้านบาท เทียบช่วงเดียวกันปีก่อนที่มี5,000-6,000ล้านบาท ดังนั้น
ด้วยแนวโน้มนี้เขาประเมินว่า แรงซื้อกองทุนแอลทีเอฟปีนี้คาดว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 15,000ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน5,000 ล้านบาท
“พฤติกรรมของนักลงทุนยังไม่ได้เปลี่ยนไป ยังรอลงทุนสัปดาห์สุดท้ายปลายปี และเพิ่งเริ่มเห็นสัญญาณเงินไหลกลับเข้ามาในเดือนต.ค.นี้ จากช่วงก่อนหน้าตลอดทั้งปีมีแต่แรงขายออกมา เพราะคนระวังการลงทุนมากขึ้น และผลตอบแทนตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นมีการขายทำกำไรออกมาตลอดทุกเดือนยอมรับว่า ยังเป็นตัวเลขที่ท้าทายสำหรับปีนี้ และเมื่อมีมาตรการช้อปช่วยชาติ ซึ่งเป็นอีกเครื่องมือลดหย่อนภาษีได้ด้วยยังต้องจับตาว่าจะมีผลต่อเม็ดเงินลงทุนแอลทีเอฟหรือไม่ แต่คาดว่าคงมีผลไม่มาก”
อย่างไรก็ตามข่าวดีหนึ่งที่นักลงทุนต้องพิจารณาก็คือทางเลือกในการลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟปีนี้ไม่ได้ถูกจำกัดให้ลงวนเวียนแค่ 52 กองเหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะในปีนี้กองทุนแอลทีเอฟออกมาให้เลือกมากขึ้น หลังจากครม.ได้มีการแก้ไขประกาศเพื่อขยายสิทธิลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในกองทุนแอลทีเอฟไปจนถึงปี 2562 โดยให้ถือครองอย่างน้อย 7 ปีปฏิทิน เป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.)สามารถนำเสนอกองทุนใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาด ช่วยให้บลจ.หน้าใหม่มีผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายและผู้ลงทุนมีทางเลือกมากขึ้นด้วย ในช่วงไม่กี่เดือนมานี้จึงเห็นแอลทีเอฟกองใหม่ทะยอยเปิดตัวออกมาอย่างต่อเนื่องมากว่า 20 กองทุนแล้ว จากทั้งบลจ.หน้าเก่าและหน้าใหม่
กองทุนล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวเช่น บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด หรือ LHFund ที่เปิดขายกองทุนเปิด แอล เอช แอคทีฟ หุ้นระยะยาว (LHACTLTF) ในระหว่างวันที่ 13 – 26 ธ.ค. 2559 มีนโยบายลงทุนในหุ้น หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงกับผลตอบแทนของหุ้นไม่ต่ำกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชี ซึ่งจะเน้นพิจารณาลงทุนในหุ้นที่มีอัตราเติบโตสูง (Growth Stock) ในระยะกลางและยาว นอกจากนี้ อาจพิจารณาลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานอีกด้วย
อย่างไรก็ตามแม้กองทุนใหม่ที่เพิ่งตบเท้าเข้าสู่ตลาดจะมีความสดใหม่น่าสนใจเพียงใด แต่กองทุนเหล่านี้ยังต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ฝีมือกันอีกระยะหนึ่ง ไหนเลยจะสู้กองทุนเดั้งเดิมที่มีผลงานให้อวดมาแล้วหลายปี
ลองดูข้อมูลของ บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ณ วันที่ 16 ธ.ค.59 พบว่ากองทุนแอลทีเอฟที่สร้างผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี สูงสุดได้แก่ กองทุนเปิดบรรษัทภิบาลหุ้นระยะยาว ของบลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัดที่ ให้ผลตอบแทนสูงสุด 15.72% หากดูผลตอบแทนย้อนหลัง 3 ปี ติดท๊อป 4 ของตลาดอีกด้วยที่ระดับ 8.36%
กองทุนถัดมาที่ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปีสูงเป็นอันดับสองได้แก่กองทุนเปิดบัวหลวงหุ้นระยะยาวของบลจ.บัวหลวง ด้วยผลตอบแทน 14.68% ยังติดอันดับ 8 ของกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดย้อนหลัง 3 ปีที่ 7.41% และติดอันดับ 2 หากดูผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีที่ 22.48% เรียกว่าอยู่ในท๊อป 10 ทุกระยะ ทีเดียว
อีกหนึ่งกองทุนแอลทีเอฟที่น่าจับตามองคือกองทุนเปิดภัทรหุ้นระยาวปันผล ของบลจ.ภัทร ที่ผลตอบแทนติดท๊อป 3 ทั้ง 3 ระยะ โดยหากดูผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี ให้ผลตอบแทน 14.06% เป็นอันดับ 3 ของตลาด แต่หากดูผลตอบแทนระยะ3 ปี ให้ผลตอบแทน 10.40%อันดับสองของตลาด ส่วนผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปีสูงถึง 21.31% หรืออันดับ 3 ของตลาด
ยังมีอีกหลายกองทุนที่ผลตอบแทนที่ดี หากลองศึกษาข้อมูล เปรียบเทียบ และตัดสินใจ เพราะเมื่อมาถึงเวลานี้ปัจจัยสำคัญ ๆ ที่จะมีผลต่อตลาดหุ้นในปีนี้น่าจะหมดไปแล้ว เช่นเดียวกับโอกาสที่จะลุ้นให้ดัชนีหุ้นร่วงแรงๆ แล้วค่อยเข้าซื้อแอลทีเอฟก็น่าจะริบหรี่ไปแล้วนั่นเอง








