เมื่อการเดินทางท่องเที่ยวทั่วโลกขยายตัว เชนโรงแรมขนาดใหญ่ใช้ความได้เปรียบด้านเครือข่ายช่วงชิงตลาด รุกสร้างแบรนด์หรือควบรวมกิจการทุกเซ็กเมนต์
ส่งผล ผู้เล่นรายเล็ก หรือกลุ่มเอสเอ็มอีต้องแสวงหาช่องทางการตลาดที่มีอิทธิพลสำหรับเจาะกลุ่มลูกค้าทั่วโลก อย่างไก็ตาม ความได้เปรียบพื้นฐานสำหรับที่พักเหล่านั้น คือ พฤติกรรมของผู้บริโภคที่แสวงหาความคุ้มค่ามากขึ้น
จากการเปิดเผยผลสำรวจของ ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ในงาน เวิลด์ ทราเวล มาร์เก็ต (ดับเบิลยูทีเอ็ม) ล่าสุด ระบุว่า การเช่าที่พักระยะสั้น เติบโตสูงกว่าโรงแรมมากในทุกภูมิภาคทั่วโลก แม้ยอดขายรวมยังห่างชั้นจากธุรกิจโรงแรมมากก็ตาม
ขณะที่ธุรกิจโรงแรมเองแม้ยังเติบโตอย่างมั่นคง กลับมีการขยายตัวต่อปีต่ำมาก คาดว่าจะขยายตัวเพียง 3% ต่อปี ไปจนถึงปี 2563
นอกเหนือจากเชนโรงแรมใหญ่ เทรนด์ที่ต้องจับตาคือธุรกิจ “แบ่งปัน” หรือ Sharing Community ผ่านระบบออนไลน์เป็นโมเดลที่มีการเติบโตสูงเช่นกัน และเริ่มมีอิทธิพลต่อผู้บริโภคมากขึ้น สะท้อนจากผลสำรวจผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรม 32% ยอมรับว่ามีผลกระทบในเชิงลบต่อตัวเองมากขึ้น ส่วน 21% ระบุว่าเป็นผลกระทบในเชิงบวก อีก 47% ไม่มีผลต่อธุรกิจ จุดที่น่าสังเกตคือตัวเลขดังกล่าวลดลงเมื่อเทียบกับปี 2558 ที่ยังมีถึง 58% ระบุว่าธุรกิจดังกล่าวไม่มีผลใดๆ
คาเนสวรัน อาวิลิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นิด้า รูมส์ เชื่อว่า Sharing Community มีโอกาสเติบโตและประสบความสำเร็จมากขึ้นในอนาคต เมื่อพิจารณาจากแนวโน้มการเติบโตของแพลตฟอร์มธุรกิจที่ใช้โมเดลนี้ เช่น อูเบอร์ บริษัทที่รวบรวมรถยนต์อิสระให้บริการรับส่งผู้โดยสาร ในแวดวงท่องเที่ยวมี “แอร์บีเอ็นบี” เป็นผู้เล่นรายใหญ่ในการรวบรวมที่พักประเภทต่างๆ เข้ามาไว้ในระบบออนไลน์ เป็นตัวกลางเชื่อมต่อนักท่องเที่ยวโดยตรง ได้รับความนิยมเติบโตมากขึ้นทั่วโลก
"จึงเป็นช่องทางให้ตนเองเริ่มบุกเบิกธุรกิจ โดยยึดหลัก Sharing สร้างแบรนด์ นิด้า รูมส์ รวบรวมห้องพักโรงแรมขนาดเล็กที่กระจายอยู่ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้มาร่วมเครือข่ายการตลาด"
โดยกว่า 70% ของธุรกิจโรงแรมในภูมิภาคนี้ยังเป็นโรงแรมแบรนด์เดี่ยวที่เจ้าของบริหารเอง ไม่พึ่งพาเชน และกว่า 50% ยังไม่มีแพลตฟอร์มด้านการทำตลาดออนไลน์เพื่อเข้าถึงลูกค้า ส่วนหนึ่งเพราะเป็นผู้ประกอบการรายเล็ก เช่น โรงแรมระดับ 1-3 ดาว ทำให้ไม่คุ้มทุนในการพัฒนาระบบของตัวเอง ทั้งไม่สามารถเข้าถึงออนไลน์ ทราเวล เอเยนต์ (โอทีเอ) รายใหญ่ได้เองโดยลำพัง จะเห็นว่าเมื่อเปิดเว็บไซต์ของโอทีเอชั้นนำต่างๆ กลุ่มโรงแรมระดับล่างจึงมีจำนวนจำกัดมาก
ธุรกิจของนิด้า รูมส์ เน้นหลักการแชร์เช่นเดียวกับแอร์บีเอ็นบี แต่ไม่ถือว่าเป็นคู่แข่งโดยตรง เพราะต่างกันที่การเลือกซัพพลายเข้ามาในกลุ่ม โดยแอร์บีเอ็นบีเน้นการแบ่งปันที่อยู่อาศัยต่างๆ เช่น ห้องพักในคอนโดมิเนียม บ้านพัก เสนอขายต่อผู้บริโภค
ขณะที่ แบรนด์นิด้ารูมส์ เลือกแบ่งปันห้องพักจากโรงแรมที่มีการจดทะเบียนธุรกิจถูกต้องเท่านั้น ใช้หลักการให้โรงแรมแบ่งโควต้าห้องพัก 30% มาเสนอขายภายใต้แบรนด์ นิด้า รูมส์ หรืออธิบายง่ายๆ คือ การนำห้องพักที่คาดว่าจะเหลือจากการขายในช่องทางอื่นมาให้บริษัทเป็นผู้บริหารจัดการหาลูกค้าเข้ามาให้ แทนที่จะปล่อยว่างไว้
อาวิลิ กล่าวว่า นิด้า รูมส์ เป็นตัวย่อจากคำว่า need a room สะท้อนถึงแนวคิดการตอบสนองพฤติกรรมคนกลุ่มมิลเลนเนียลส์ หรือ กลุ่มคนอายุ 25-40 ปี ที่เป็นเป้าหมายหลัก ปัจจุบันคนกลุ่มนี้แม้จะมีฐานะดีขึ้น แต่จะแสวงหาที่พักตอบสนองความต้องการพื้นฐานในราคาที่ประหยัด เน้น สะอาด ปลอดภัย มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตไว้สื่อสาร แล้วนำงบประมาณส่วนใหญ่ไปใช้จ่ายทางด้านอาหารหรือสันทนาการนอกโรงแรมเพื่อสัมผัสใกล้ชิดชุมชนที่ไปเยี่ยมเยือนมากยิ่งขึ้น
นิด้า รูมส์ ดำเนินธุรกิจมาแล้ว 1 ปี มีโรงแรมในเครือข่ายกว่า 4,200 แห่ง ไทยเป็นตลาดใหญ่สุด มีโรงแรมในเครือ 1,600 แห่ง เน้นโรงแรมที่ราคาขายต่ำกว่า 40 ดอลลาร์ ราว 1,400 บาท และส่วนใหญ่ยังไม่มีเว็บไซต์่รับจองออนไลน์โดยตรง
ที่ผ่านมาพบว่า 47% ของโรงแรมที่เข้าร่วมเครือข่ายนิด้า รูมส์ มีลูกค้าจองเข้ามาแล้วแม้ยังไม่สร้างการรับรู้หรือทำการตลาดเต็มที่
ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 หลังทำการตลาดต่อเนื่อง จะสามารถเพิ่มโรงแรมในเครือข่ายเป็น 1 หมื่นแห่งได้ภายในปลายปี 2560 ซึ่งจะมีการขยายครอบคลุม 10 ประเทศในอาเซียน หลังจากบุกเบิกตลาดใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ สำหรับโรงแรมในไทย มีเป้าหมายเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 3,000 แห่ง
“จำนวนโรงแรมที่เข้าร่วมอาจไม่ถึงหลักล้านเท่าแอร์บีเอ็นบี แต่ด้วยศักยภาพของโมเดลประกอบกับเทรนด์ผู้บริโภค จะสามารถขยายไปทั่วโลกได้ ระยะยาวอาจรวบรวมโรงแรมได้ 2.3-3 หมื่นแห่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับการระดมทุนเพิ่มในอนาคต จากที่ผ่านมาระดมทุนเพิ่มแล้ว 420 ล้านบาท ราว 12 ล้านดอลลาร์ จากนักลงทุนหลายประเทศที่สนใจโมเดลธุรกิจนี้”
โมเดลการแชร์ริ่งดังกล่าว ไม่ได้จำกัดอยู่ที่นักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่สามารถขยายคลุมตลาดคอร์ปอเรทได้ด้วย บริษัทตั้งเป้าตลาดนี้ไว้ในสัดส่วน 50% ด้วยการวางระบบให้ลูกค้าประเภทองค์กรเข้ามาลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิประโยชน์เฉพาะ เช่น แก้ไขข้อมูลวันจองได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ให้เครดิตเงินคืนราว 4,200 บาทสำหรับสมาชิกองค์กรที่ลงทะเบียนใหม่ สามารถยืนยันทุกการจองห้องพักจากยอดค่าใช้จ่ายแต่ละเดือน และช่วยให้สมาชิกรับรู้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มการใช้จ่าย ยอดเครดิตเงินคืน และยอดคงเหลือที่เหมาะสมกับการเดินทางของพนักงานที่บริษัทส่งไปตามที่ต่างๆ ด้วย
“ธุรกิจโรงแรมระดับ 4-5 ดาว มีความท้าทายมากในเรื่องการปรับตัวด้านบริการ เพราะพฤติกรรมนักธุรกิจรุ่นใหม่ ไม่นั่งทำงานในโรงแรม แต่ออกไปทำงานในร้านกาแฟที่มีบริเวณกว้างขวางมากกว่าห้องพัก"
แม้แต่แบรนด์โรงแรมชั้นนำต่างก็ลดบริการ เช่น จำกัดพื้นที่ห้องอาหาร ลดขนาดห้องพัก หันไปเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางมากขึ้นเพื่อตอบสนองเทรนด์การแชรริ่งที่มาแรง






