วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (13 ธ.ค.59)

คำพูดอันตรายของ Trump

คาดหุ้นไทยวันนี้ปรับตัวลงโดยที่นักลงทุนรอผลการประชุม Fed ที่จะเริ่มวันนี้ว่าแนวโน้มนโยบายการเงินของสหรัฐจากนี้จะเป็นอย่างไร ตลาดตอนนี้มองว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเกือบ 100% ซึ่งทำให้มีเม็ดเงินไหลออกจากเอเชียบางส่วนไปแล้วด้วย คำกล่าวของ Trump ที่ว่าสหรัฐไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงนโยบายจีนเดียวของจีนอีกต่อไปนั้น อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสันติ เสถียรภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและของโลกโดยรวมด้วย ปัจจัยภายในประเทศวันนี้ส่วนใหญ่บ่งชี้ว่าโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่กำลังจะเริ่มลงมือกันจริงๆ ต้นปีหน้าเป็นต้นไป มีปัจจัยลบภายในประเทศแค่เพียงค่าใช้จ่ายโฆษณาที่ยังลดลงในเดือน พ.ย. ครม.วันนี้จะตัดสินว่ามาตรการหักภาษีช้อปปิ้งจะได้หักสูงสุดเท่าใดแน่ระหว่าง 15,000 บาทหรือ 30,000 บาท

หุ้นเด่นวันนี้: KTC (ราคาปิด 141.50 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมายปี 60 ของ AWS 170.00 บาท)

บมจ.บัตรกรุงไทย น่าจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากมาตรการช่วยเหลือทางภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศในช่วงไตรมาส 4/59 ถึง 1/60 ก่อนที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะเริ่มต้นอย่างจริงจังในช่วงไตรมาส 2/60 เป็นต้นไป ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้นไปอีก โดยมาตรการต่างๆ ประกอบด้วย 1) มาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวภายในประเทศโดยรวมไม่เกิน 30,000 บาทต่อคน และ 2) มาตรการช้อปช่วยชาติซึ่งคาดว่าจะอนุญาตให้ลดหย่อนภาษีได้ถึง 30,000 บาทจากการจับจ่ายใช้สอยสินค้าและบริการในช่วงวันที่ 15-31 ธ.ค.นี้ ซึ่งมาตรการลำดับที่ 2 จะเข้าสู่ที่ประชุม ครม. ในวันนี้ เราคาดว่ามาตรการดังกล่าวจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและการบริโภคภายในประเทศให้คึกคักมากขึ้นถึง 4.5– 6.0 หมื่นล้านบาท ซึ่ง KTC จะมีข้อได้เปรียบอย่างมากเนื่องจากบริษัทได้ออกแคมเปญทางการตลาดอย่างต่อเนื่องกับหลายๆ ร้านค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร และอื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นอกจากนี้ บริษัทยังได้เพิ่มโปรโมชั่นในหมวดหมู่ท่องเที่ยวและสันทนาการเพื่อตอบสนองกับช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว ปัจจัยเหล่านี้คาดว่าจะช่วยหนุนยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตของบริษัทที่คาดว่าจะเติบโต 15% ในปีนี้ นอกจากนั้นแล้ว คุณภาพสินทรัพย์ของ KTC ดูน่าดึงดูดใจมากเนื่องจากอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (NPL ratio) ในไตรมาส 3/59 ยังคงอยู่ในระดับต่ำที่ 1.9% ในขณะที่อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage ratio) อยู่ที่ระดับสูงถึง 445.8% ซึ่งบ่งบอกถึงคุณภาพสินทรัพย์อันแข็งแกร่งของบริษัทในการป้องกันความผันผวนทางเศรษฐกิจรวมถึงมาตรฐานทางบัญชีใหม่ๆ ในอนาคต เราคาดการณ์กำไรสุทธิจะเติบโต 17.2% ในปี 59 และ 17.6% ในปี 60

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• รถไฟฟ้าสายสีส้มอาจจะเริ่มการก่อสร้างเร็วขึ้น: การก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม (ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย-มีนบุรี) คาดว่าจะเริ่มต้นได้ก่อนกำหนดหลังจาก CKST กิจการร่วมค้า,ITD และ UNIQ เพิ่งชนะการประมูลของโครงการนี้ โดยเฉพาะตามที่รองผู้ว่ารฟม.ชี้แจงว่าหากไม่มีปัญหาการเปิดพื้นที่การก่อสร้าง จะเดินหน้าเจรจาต่อรองราคากับผู้ชนะการประมูล และจะมีพิธีลงนามสัญญาการก่อสร้างในเดือน ก.พ.หรือมี.ค.60(Bangkok Post) ความเห็น: การเซ็นต์สัญญาคาดว่าจะเกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม และอาจจะเริ่มการก่อสร้างได้ราว พ.ค.60 ซึ่งผู้รับเหมาไทยที่รับงานภาครัฐจะได้รับประโยชน์ โดยในส่วนนี้ CK, ITD, STEC และ UNIQ จะเพิ่ม Backlog เป็นจำนวน 25.3 พันล้านบาท, 18.5 พันล้านบาท, 16.9 พันล้านบาท และ 13.7 พันล้านบาทตามลำดับ ซึ่งหากคิดเป็นสัดส่วนเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นจาก Backlog เดิมแล้ว

UNIQ กับ CK จะมีจำนวนเพิ่มจากงานนี้มากที่สุด 58% และ 36% ตามลำดับหุ้น Top Pick ของเรายังเป็น CK(ซื้อ, ราคาเป้าหมาย 39.50 บาท) และ UNIQ (ซื้อ, ราคาเป้าหมาย 25.50 บาท)

• ระบบรถไฟเชื่อมจังหวัดเริ่มเป็นจริง ไทยและจีนประชุมคณะกรรมการร่วมรอบที่ห้า ได้เซ็นข้อตกลงความร่วมมือ (MoC) สำหรับการพัฒนาโครงสร้างระบบรางเชื่อมกรุงเทพและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ หนองคาย นครราชสีมาและสระบุรี การก่อสร้างเฟสแรกเส้นกรุงเทพ-นครราชสีมาน่าจะเริ่มภายในต้นปีหน้า (Bangkok Post)

• ธนาคารโลกแนะเน้นโครงสร้างพื้นฐานกระตุ้นเศรษฐกิจ คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตขึ้นเล็กน้อยในช่วง 1-2 ปีและกระตุ้นรัฐบาลให้เพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีผลตอบแทนสูงและจะดึงดูดการลงทุนของภาคเอกชนด้วย ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโต 3.1% ปีหน้าและ 3.3% ในปี 61 (Bangkok Post)

• ยอดลงทุน BOI แตะ 4.0 แสนลบ.คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เผยยอดตัวเลขยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 10 เดือนแรกของปีนี้สูงถึง 4.0 แสนลบ. ซึ่งมากกว่า 70% ของเป้าทั้งปีนี้ที่ 5.50 แสนลบ. นอกจากนี้คาดว่าตัวเลขในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (Bangkok Post)

• ยอดใช้จ่ายโฆษณาลดลงต่อเนื่องในเดือนพ.ย.Nielsen Thailand เปิดเผยผลการสำรวจว่ายอดการใช้จ่ายโฆษณาในประเทศเดือนพ.ย. ลดลง 42.7% YoYมาอยู่ที่ 6.1 พันลบ. โดยมีสาเหตุหลักจากสถานการณ์ความเศร้าโศกในประเทศ ทั้งนี้มีเพียงการใช้จ่ายโฆษณาผ่านสื่อนอกบ้านและสื่ออินเตอร์เนตที่เห็นการขยายตัว โดยรวมในช่วง 11 เดือนแรกของปีนี้การใช้จ่ายด้านโฆษณาหดตัวลง 12.5% YoYมาอยู่ที่ 9.83 หมื่นลบ. (Bangkok Post)

ต่างประเทศ:

• ความเห็นของทรัมป์ต่อนโยบาย “จีนเดียว” บั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ-จีนโดย Donald Trump ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวว่าสหรัฐไม่จำเป็นต้องยึดติดกับนโยบายจีนเดียวที่สหรัฐเคยถือมานานว่าไต้หวันถือเป็นส่วนหนึ่งของจีน โดย Trump ได้ให้ความเห็นกับ Fox News Sunday ตั้งคำถามต่อนโยบายของสหรัฐที่มีมาเกือบสี่ทศวรรษ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่เขาพร้อมจะประท้วงจีนเกี่ยวกับที่เขาตัดสินใจยอมรับโทรศัพท์จาก Tsai Ing-wen ประธานาธิบดีไต้หวันเมื่อ 2 ธ.ค. (Reuters)

• คาดเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในปี 2016 ในการประชุมที่จะเริ่มในวันนี้ โดยตลาดคาดว่ามีโอกาสเกือบ 100% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 25 ppsจากเป้าของเฟดที่ระหว่าง 0.25%-0.50% มีข้อสงสัยเกี่ยวกับปฏิกิริยาของเฟดต่อชัยชนะของทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 8 พ.ย. และทิศทางการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีหน้า (Reuters)

• อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้นเมื่อวันจันทร์ โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปีเนื่องจากนักลงทุนคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในปีนี้ ราคาพันธบัตรอายุ 10 ปีลดลง 8/32 ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรดังกล่าวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2.493% จากที่ระดับ 2.464% เมื่อวันศุกร์ โดยเมื่อวันจันทร์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรฯ แตะระดับ 2.528% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับแต่วันที่ 29 ก.ย. 57 ราคาพันธบัตรอายุ 30 ปีปรับตัวลง 15/32 อัตราผลตอบแทนอยู่ที่ระดับ 3.179% หลังจากที่เพิ่มขึ้นไปที่ระดับ 3.215% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 58 (Reuters)

• ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเทียบกับสกุลเงินหลักเมื่อวันจันทร์ เนื่องจากมีความกังวลว่าเฟดอาจมีความเห็นในการประชุมนโยบายเฟดว่าดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเกินไปไกลแล้ว เงินยูโรแข็งค่าขึ้น 0.7% เทียบกับดอลลาร์สหรัฐอยู่ที่ระดับ 1.0625 ดอลลาร์สหรัฐหลังจากอ่อนค่าสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 1 สัปดาห์ที่ 1.0526 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงก่อนหน้านี้ ดอลลาร์สหรัฐล่าสุดปิดทรงตัวเทียบกับเงินเยนที่ระดับ 115.35 เยน ลบการแข็งค่าก่อนหน้านี้ที่ประมาณ 0.8% ซึ่งทำให้ดอลลาร์สหรัฐกลับไปสู่ระดับสูงสุดในรอบ 10 เดือนเทียบกับเงินเยนที่ 116.12 เยน ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ปิดลดลง 0.45% ที่ระดับ 101.130 อ่อนตัวลงจากระดับสูงสุดในรอบ 1.5 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ที่ 101.780 (Reuters)

สหรัฐ:

• ดัชนีตลาดหุ้นวอลสตรีทปิดทั้งบวกและลบเมื่อวันจันทร์ โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง แต่ดัชนี S&P500 และ NASDAQ ปิดลบหลังจากปิดบวกติดต่อกัน 6 วัน มีการทำกำไรในกลุ่มธนาคารก่อนการประชุมครั้งสุดท้ายของเฟดในปีนี้และการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นปัจจัยฉุดตลาด อย่างไรก็ตาม หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันจันทร์อ่อนตัวลงจากระดับสูงสุดในรอบ 11 เดือนกดดันจากการอ่อนตัวลงของราคาหุ้น Fingerprint ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีชีวมิติสัญชาติสวีเดน รวมไปถึงหุ้น Lonzaซึ่งประกอบธุรกิจผลิตยาสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ แม้ว่าตลาดจะได้แรงหนุนส่วนหนึ่งจากหุ้นกลุ่มน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 17 เดือนก็ตาม (Reuters)


เอเชีย:

• ญี่ปุ่นประท้วงรุนแรงในข้อกล่าวหาของจีนว่าเครื่องบินรบของญี่ปุ่นมีพฤติกรรม"เป็นอันตรายและไม่เป็นมืออาชีพ" เมื่อพวกเขาส่งสัญญาณรบกวนในช่วงสุดสัปดาห์ ในช่วงที่เครื่องบินจีนบินระหว่างโอกินาวาและเกาะมิยาโกะ (Reuters)

• ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรหลักของญี่ปุ่นในเดือนตุลาคมเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบสามเดือนเกินคาดตามข้อมูลของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันจันทร์เป็นสัญญาณเบื้องต้นของการฟื้นตัวในการใช้จ่ายเงินทุน คำสั่งหลักของเครื่องจักรเพิ่มขึ้น 4.1%MoMในเดือนต.ค.ทำให้เกิดผลดีเกินกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ 1% MoMและคำสั่งซื้อหลักลดลง 5.6%YoYในเดือน ต.ค. เทียบกับที่คาดลดลง 4.5%YoY (Reuters)

• รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีนหมดคำถามหากวอชิงตันไม่สามารถรับรู้ผลประโยชน์ของจีนในไต้หวันบ่งชี้ว่าทรัมป์ปฏิเสธความพยายามในการแก้ปัญหาในเชิงพาณิชย์และการรักษาความปลอดภัยของทั้งสองประเทศ(Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• น้ำมันขึ้นสู่จุดสูงสุดรอบ 18 เดือนในวันจันทร์ หลังโอเปคและคู่แข่งบรรลุข้อตกลงเป็นครั้งแรกนับแต่ปี 2544 เพื่อลดกำลังการผลิตแก้ปัญหาล้นตลาด น้ำมันดิบพุ่งแรง ด้วยน้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าบวก 23% นับแต่กลาง พ.ย. ตั้งแต่เริ่มมีข่าวบวกเกี่ยวการลดกำลังผลิตมากขึ้น วันจันทร์ น้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าบวก 1.73 ดอลลาร์สหรัฐ (+3.4%) ปิดที่ 53.24 ดอลลาร์ Brent ล่วงหน้าบวก 1.76 ดอลลาร์ (3.2%) ปิด 56.09 ดอลลาร์ หลังจากไปแตะจุดสูงสุดนับแต่ ก.ค. 58 ที่ 57.89 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล (Reuters)

• ทองคำพลิกเป็นบวกหลังร่วงต่ำสุดในรอบกว่า 10 เดือนในวันจันทร์เพราะผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐถอยมาจากจุดสูงสุดและดอลลาร์ร่วงล่วงหน้าการประชุม Federal Reserve ทองคำตลาดจรบวก 0.3% ปิด 1,161.62 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังแตะจุดต่ำสุดนับแต่ 5 ก.พ. ที่ 1,151.34 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ทองสหรัฐล่วงหน้าบวก 0.3% ปิดที่ 1,165.80 ดอลลาร์สหรัฐ

• ทองแดงร่วงในวันจันทร์ ลดลงเพราะหุ้นจีนร่วงและเพราะนักลงทุนขายทำกำไรจากที่บวกไปในสัปดาห์ที่แล้วเพราะมีสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจขึ้นมาใหม่ของประเทศผู้บริโภคหลักของจีน ทองแดงสามเดือนตลาด LME ลบ 1% สู่ 5,768 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยได้ปรับตัวขึ้นมาแล้วเกือบ 25% ตั้งแต่ปลาย ต.ค. (Reuters)