การเข้ามาของ"เทคโนโลยียุคใหม่"นำการเปลี่ยนแปลงในทุกส่วน ไม่เว้น"อุตสาหกรรมการเงิน" ที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจ
การเข้ามาของเทคโนโลยียุคใหม่นำการเปลี่ยนแปลงในทุกส่วน ไม่เว้นแม้แต่อุตสาหกรรมการเงิน ที่ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของระบบเศรษฐกิจ ทำให้ทุกภาคส่วนต้องมีการปรับตัว ทั้งในกลุ่มสถาบันการเงินและตลาดทุน ด้านสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ระบุถึง แผนการดำเนินนโยบาย3ปีข้างหน้า ในการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนนวัตกรรมตลาดทุน และสร้างโอกาสให้ทุกภาคส่วน
ทิพยสุดา ถาวรามร รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ชี้แจงว่า สาเหตุที่จะต้องมีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ในด้านนวัตกรรมเนื่องจากปัจจุบันเทคโนโลยีได้เข้ามาสู่ภาคการเงินมากขึ้น ซึ่งดูเหมือนในตลาดทุนจะเป็นกลุ่มหลังๆที่อาจจะขับเคลื่อนในเรื่องนี้
“อุตสาหกรรม บล.แม้จะเปิดเสรีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าผู้ใช้บริการมีต้นทุนสูง และมีขั้นตอนหลายอย่าง ทำให้มีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ซึ่งเทคโนโลยีด้านฟินเทค จะช่วยตอบโจทย์ และแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้กับผู้ใช้บริการได้รับบริการที่ปลอดภัยมากขึ้น”
รวมทั้งเทคโนโลยีด้านฟินเทค จะเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกการให้บริการ การเงินรวมถึงการให้บริการซื้อขายหลักทรัพย์แบบ ดั้งเดิมกว่า 8 ขั้นตอน ตั้งแต่การตรวจสอบลูกค้า การเผยแพร่บทวิจัย จนนำไปถึงการชำระราคา และความปลอดภัย ซึ่งเทคโนโลยีอาจจะเข้ามาช่วยได้ในหลายส่วน อาทิเช่น การตรวจสอบและทำความรู้จักลูกค้า การส่งคำสั่งซื้อขายหลักทรัพย์ การชำระราคา และด้านความปลอดภัย อาจจะใช้รูปแบบการบล็อกเชน เข้ามาช่วย หรือการทำบทวิเคราะห์ หรือการให้คำแนะด้านการเงินและวาณิชธนกิจสามารถนำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (ฺBIG DATA) เข้ามา ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการทำรายการ และความเสี่ยงรวมถึงการประหยัดต้นทุนอีกด้วย
สิ่งสำคัญที่จะนำพาให้ตลาดทุนไทยมีผลิตภัณฑ์ใหม่ให้บริการกับประชาชนโดยทั่วไป คือสิ่งที่เรียกว่าสนามทดลอง หรือ (regulatory sandbox) ที่จะนำเอาการให้บริการใหม่ๆเข้ามาทดลองภายใต้การดูแลของสำนักงาน ก.ล.ต.โดยจะมีระยะเวลา 18 เดือน ที่จะทดสอบและศึกษาเพื่อออกกฎระเบียบในการควบคุม และหากประสบความสำเร็จอาจใช้ระยะเวลาอันสั้นในการออกเกณฑ์ควบคุมได้
อย่างไรก็ตาม ก.ล.ต.ยอมรับว่า ในการดำเนินการดังกล่าวมีคำถามเกิดขึ้นว่า ทั้งในผู้เล่นรายเก่าที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์เดิม และผู้เล่นรายใหม่อย่างผู้ให้บริการด้านฟินเทค ทั้งนี้ทางสำนักงาน มองว่า ที่ผ่านมาได้เปิดกว้างในการแข่งขันอยู่แล้ว ซึ่งในธุรกิจหลักทรัพย์นั้น จะมีความท้าทายที่จะต้องดูแลให้ผู้เล่นรายเดิมไม่หายไป และต้องไม่จำกัดโอกาสของผู้เล่นรายใหม่ที่จะเข้าสู่อุตสาหกรรมด้วยในขณะเดียวกันผู้เล่นรายใหม่จะต้องมีความน่าเชื่อถือในด้านนวัตกรรมที่จะให้บริการประชาชนด้วย
แหล่งข่าวบริษัทหลักทรัพย์รายหนึ่ง เปิดเผยว่า ถึงแม้นโยบายของสำนักงาน ก.ล.ต.จะเปิดกว้างด้านเทคโนโลยีมากขึ้น แต่ก็มีหลายส่วนที่ต้องถูกตั้งคำถาม อย่างกฎเกณฑ์บ้างข้อยังไม่เปิดกว้าง เช่น การทำความรู้จักและยืนยันตัวตนของลูกค้าที่ยังต้องใช้การพบหน้าลูกค้าหรือการยืนยันด้วยลายเซ็นที่แท้จริง โดยที่ผ่านมามีบล.หลายรายได้เสนอรูปแบบอื่นเพื่อให้เกิดการอำนวยความสะดวกลูกค้า
เช่นการใช้กล้องวีดิโอ คอล เพื่อยืนยันตัวตน หรือการใช้ภาพถ่าย ซึ่งทางการที่กำกับดูแลไม่สามารถให้ความชัดเจนว่าเรื่องดังกล่าวทำได้หรือไม่ และมีความคลุมเครืออยู่และไม่มีการตัดสินที่ชัดเจนว่าทำได้หรือไม่ เมื่อ บล.รายใดดำเนินการไปอาจเกิดปัญหาภายหลังได้ ซึ่งการเปิดกว้างของ ก.ล.ต.ก็ยังมีมุมที่ดี ที่เปิดกว้างรับเทคโนโลยีมากขึ้น และคาดหวังว่าในอนาคตอันใกล้จะสามารถปรับปรุงการให้บริการที่มีประสทธิภาพอย่างในต่างประเทศที่เริ่มนำระบบสแกนนิ้ว หรือ สแกนม่านตา เพื่อยืนยันตัวตนได้เช่นเดียวกัน







