วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

คนกรุงจับจ่ายเทศกาลปีใหม่2.8หมื่นล้าน

เทศกาลปีใหม่ คนกรุงปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับบรรยากาศ คาดเม็ดเงินใช้จ่ายประมาณ 28,500 ล้านบาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 คนกรุงจะมีเม็ดเงินเพื่อการจับจ่ายใช้สอย ไม่ต่ำกว่า 28,500 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 5 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่เติบโตร้อยละ 8 ในปีนี้ภาค

ธุรกิจยังคงใช้เทศกาลปีใหม่ เป็นหนึ่งในอีเวนท์ที่เข้ามากระตุ้นยอดขาย แต่ลักษณะกิจกรรมที่เกิดขึ้น อาจจะไม่ได้อยู่ในรูปแบบของกิจกรรมรื่นเริง แต่ปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับบรรยากาศในช่วงไว้อาลัย

โดยเม็ดเงินค่าใช้จ่ายช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 แยกเป็นค่าใช้จ่ายอาหารและเครื่องดื่ม 9,200 ล้านบาท รองลงมา คือท่องเที่ยว (เฉพาะค่าที่พักและค่าเดินทาง) 8,000 ล้านบาท ซื้อของขวัญ/ของฝาก 4,400 ล้านบาท การให้เงินพ่อแม่/พี่น้องเป็นของขวัญปีใหม่ 4,100 ล้านบาท และทำบุญ/ไหว้พระ 2,800 ล้านบาท ขณะที่งบประมาณใช้จ่ายต่อคนเฉลี่ยอยู่ที่ 5,400 บาท

ทั้งนี้ จากการประกาศให้มีวันหยุดราชการในช่วงเทศกาลปีใหม่ยาวติดต่อกันถึง 4 วัน ประกอบกับมาตรการของภาครัฐที่ออกมากระตุ้นการจับจ่ายในช่วงปลายปี อย่าง มาตรการช็อปช่วยชาติและการให้เงินช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย น่าจะเป็นปัจจัยหนุนให้การจับจ่ายใช้สอยของคนกรุง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2560 ไม่ซบเซามากนัก

แม้ว่าปัจจัยทางด้านค่าครองชีพและบรรยากาศในช่วงไว้อาลัย จะส่งผลให้พฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอยแตกต่างไปจากทุกปีที่ผ่านมา

สินค้าที่เกี่ยวกับรัชกาลที่ 9 และสินค้าที่เน้นช่วยเหลือสังคม กลายเป็นสินค้าที่ได้รับความสนใจจากคนกรุง เพื่อมอบให้เป็นของขวัญสำหรับปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือที่ระลึกที่จัดทาพิเศษเพื่อน้อมราลึกถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์ ธนบัตรหรือเหรียญที่ระลึก เป็นต้น รวมไปถึงข้าวชาวนาที่คนกรุง หันมาเลือกเป็นของขวัญ/ของฝาก

โดยถือเป็นการช่วยเหลือชาวนาจากปัญหาราคาข้าวที่ตกต่ำ สอดคล้องกับผลสำรวจที่ระบุว่า ปัจจัยในการเลือกซื้อของขวัญของฝากในปีนี้อกจากประโยชน์ใช้สอยและคุณภาพของสินค้าแล้ว ยังคำนึงถึงคุณค่าหรือความหมายทางจิตใจเข้ามาร่วมด้วย ทั้งนี้ ห้างสรรพสินค้ายังคงเป็นแหล่งจับจ่ายซื้อของขวัญที่ได้รับความนิยมมากที่สุดจากคนกรุง เนื่องจากมีสินค้าและบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้หลากหลายประเภท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า มูลค่าตลาดกระเช้าปีใหม่ปี 2560 จะมีมูลค่าประมาณ 2,000 ล้านบาททั้งนี้ กระเช้าปีใหม่ยังคงตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเฉพาะลูกค้าองค์กรขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้มองว่า การให้ของขวัญในนามขององค์กรค่อนข้างมีอิทธิพลอย่างมากต่อการสานต่อและเชื่อมความสัมพันธ์ให้มีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์องค์กรด้วย

แต่การเลือกซื้อ กระเช้าของขวัญในปีนี้น่าจะได้เห็นภาพการปรับเปลี่ยนมากกว่าทุกๆ ปี เพราะนอกเหนือจากสินค้าเดิมที่ได้รับความนิยมทุกปี คือ สินค้ากลุ่มสุขภาพ (รังนก ซุปไก่สกัด น้ำผักผลไม้) แล้ว ยังมีสินค้าที่มาแรงและคาดว่าจะถูกเลือกนามาจัดเป็นกระเช้าในปีนี้ ได้แก่ สินค้าโครงการหลวง สินค้าโอท็อป สินค้าออร์แกนิค/ปลอดสารพิษ ซึ่งเป็นการเพิ่มความหลากหลายให้กับผู้บริโภคได้ตัดสินใจเลือกซื้อ ซึ่งผู้ประกอบการกระเช้าปี ใหม่จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การตลาด เช่น การติดต่อซัพพลายเออร์ (สานักพิมพ์ ผู้ผลิตข้าวชุมชน/ข้าวชาวนา ผู้ผลิตสินค้าโครงการหลวง สินค้าออร์แกนิค หรือสินค้าโอท็อป) เพื่อบริหารจัดการสต็อกสินค้าให้เพียงพอกับความต้องการของลูกค้าในช่วงเวลาดังกล่าว

กระแสการทำความดี ทำให้กิจกรรมการใช้จ่ายกระจายไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอื่นๆ มากขึ้น คน

กรุง มีการปรับพฤติกรรมรับเทศกาลปีใหม่ 2560 โดยเฉพาะปรับลดการทำกิจกรรมรื่นเริงสังสรรค์ อาทิ การออกไปปาร์ตี้ หรือเลี้ยงฉลองในช่วงเทศกาลปีใหม่และปรับเปลี่ยนไปทำกิจกรรมความดีและมีประโยชน์กับสังคมมากขึ้นสอดรับกับภาคเอกชนที่หันมาปรับกิจกรรมรื่นเริง หรือเคาท์ดาวน์ (อาทิ การจุดพลุฉลอง การแสดงดนตรีแสงสีเสียง) ไปสู่รูปแบบของการทำบุญตักบาตร ร่วมสวดมนต์ข้ามปี หรือกิจกรรมที่แสดงถึงความสานึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 อาทิ การจัดนิทรรศการ เป็นต้น รวมถึงการร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐหรือมูลนิธิ จัดกิจกรรมเชิญชวนให้ประชาชนมาร่วมทำบุญ โดยอยู่ในรูปแบบของการจำหน่ายสินค้าต่างๆ อาทิ เสื้อผ้า สิ่งพิมพ์ ข้าวชาวนา ซึ่งช่วยสร้างเม็ดเงินให้กับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจสิ่งพิมพ์ ธุรกิจเสื้อผ้า ร้านค้าโครงการหลวง รวมถึงธุรกิจผลิตข้าวชุมชน/ข้าวชาวนา อีกทั้งยังถือเป็นการส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) ให้กับองค์กรด้วย