เงินระดมทุนก้อนโตช่วยปลดล็อคข้อจำกัดในการขยายตัว คำยืนยันของ 'สุนทรี จรรโลงบุตร' หุ้นใหญ่ บมจ.เทคโนเมดิคัล จากนี้เดินเครื่องขยายฐานลูกค้า
เข้าเป็นสมาชิกตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) ได้เพียง 3 เดือนกว่า แต่ 'ตัวเลขมูลค่าตามราคาตลาด' หรือ market cap ของ บมจ.เทคโนเมดิคัล หรือ TM กลับขยับตัวลดลงจากวันแรกที่เข้าซื้อขาย (วันที่ 31 ส.ค.2559) จาก 1,198 ล้านบาท เป็น 1,114 ล้านบาท แม้ราคาหุ้นจะยังคงเคลื่อนไหวในทางบวก จากราคาไอพีโอ 3 บาท เป็นเฉลี่ย 4 บาท ขณะที่อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรต่อหุ้น หรือ ค่า P/E ปรับตัวลงจาก 40.71 เท่า เหลือ 31.10 เท่า
'สุนทรี จรรโลงบุตร' ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร 'เทคโนเมดิคัล' อธิบายจุดเด่นขององค์กรแห่งนี้ให้ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' ฟังว่า ไม่ว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงขาขึ้นหรือขาลง แต่ในแง่ของยอดขายกิจการนำเข้าและเป็นตัวแทนจำหน่ายเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์จากต่างประเทศไม่เคยได้รับผลกระทบ นั่นอาจเป็นเพราะสินค้าเหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์เฉพาะทางที่จำเป็นต้องใช้
ที่ผ่านมาธุรกิจโรงพยาบาล ถือเป็นกิจการที่มีอัตราการเติบโตทุกปี ถือเป็นการขยายตัวตามกลุ่มโรงพยาบาล ยิ่งช่วงไหนเกิดโรคระบาดความต้องการใช้เครื่องมือทางการแพทย์ยิ่งมากขึ้น เรียกว่า ขยายตัวตามความต้องการของกลุ่มโรงพยาบาล
ปัจจุบันมูลค่าอุตสาหกรรมเครื่องมือทางการแพทย์ในประเทศไทยอยู่ระดับ 1.5 แสนล้านบาท แบ่งเป็น 1.ตลาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ใช้แล้วทิ้ง มูลค่า 1 แสนล้านบาท ซึ่งตลาดดังกล่าวมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 4% ต่อปี 2.ตลาดเครื่องมือครุภัณฑ์ (อุปกรณ์ผ่าตัด,เครื่อง X-Ray) มูลค่า 40,000 กว่าล้านบาท และ 3.ตลาดกลุ่มน้ำยาตรวจปัสสาวะ มูลค่า 9,000 ล้านบาท
เมื่อพิจารณาถึงมูลค่าอุตสาหกรรมที่ขยายตัวต่อเนื่อง บวกกับบริษัทได้เงินจากการระดมทุน ทำให้จากนี้พร้อมเดินเครื่องเต็มกำลังในการขยายกิจการ เริ่มต้นด้วยการตั้งเป้ารายได้เติบโตปีละ 20% ขึ้นไป
'การเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai ทำให้บริษัทมีเงินทุนเพียงพอในการทำงานจนทำให้สามารถวางแผนงานได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญยังทำให้มีต้นทุนทางการเงินลดลง จากปัจจุบันที่มีภาระดอกเบี้ยจ่ายปีละ 10 ล้านบาท'
ปัจจุบัน TM ดำเนินธุรกิจ 4 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1.อุปกรณ์ทางการแพทย์และวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในห้องผ่าตัด คิดเป็นสัดส่วนรายได้ 50% 2.อุปกรณ์ทางการแพทย์สิ้นเปลืองที่ใช้ในหน่วยจ่ายกลางของโรงพยาบาลสัดส่วน 15% 3.อุปกรณ์ทางการแพทย์และวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ และธนาคารเลือด สัดส่วน 5% และ 4.อุปกรณ์เครื่องมือแพทย์เฉพาะทางเกี่ยวกับการผ่าตัดหัวใจ และเครื่องมือผ่าตัดทั่วไปสัดส่วน 30%
'ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร' เล่าแผนธุรกิจในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าว่า เราจะผลักดันสัดส่วนรายได้ระหว่างโรงพยาบาลรัฐ และเอกชน ขึ้นสู่ระดับ 50:50 จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 35:60 ตามลำดับ (5% เป็นรายได้ที่มาจากคลีนิคและซัพพลายเออร์ทั่วไป) เนื่องจากโรงพยาบาลเอกชนมีความต้องการใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์และวัสดุสิ้นเปลืองที่ใช้ในห้องผ่าตัดมากขึ้น ฉะนั้น TM ในฐานะผู้เชี่ยวชาญย่อมได้รับประโยชน์ตามไปด้วย
เรื่องหนึ่งที่ต้องยอมรับ คือ ทิศทางกลุ่มโรงพยาบาลมีแนวโน้มเติบโตมากขึ้น นายใหญ่ยกตัวอย่างให้เห็นภาพง่ายๆว่า กลุ่มสินค้าใช้แล้วทิ้ง เช่น เสื้อกาวผ่าตัด กลุ่มนี้มีมูลค่าตลาดมหาศาลมาก หรือแม้กระทั่งผ้าปูผ่าตัด และถุงมือยางผ่าตัด ก็ยังเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สามารถเติบโตได้อีกมาก
เธอ เล่าต่อว่า บริษัทจะหันไปขยายตลาด 'โรงพยาบาลขนาดเล็กตามต่างจังหวัด' เช่น โรงพยาบาลประจำอำเภอ หรือประจำตำบล เป็นต้น ถือเป็นหนึ่งเป้าหมายสำคัญในการขยายตลาดใหม่ๆ
ปัจจุบันประเทศไทยไทยมีโรงพยาบาลชุมชนกว่า 780 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นตลาดที่บริษัทยังไม่เคยเข้าไป ฉะนั้นหากมีฐานลูกค้าใหม่เพิ่มเข้ามา ตัวเลขรายได้รวมขยายตัวไม่ต่ำกว่า 20% คงไม่ใช่เรื่องยาก
'ขยายฐานลูกค้า และเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เน้นตัวที่เป็นความต้องการของตลาด ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญของเรา ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าแล้ว 500 ราย เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้ากว่า 26 บริษัท จาก 12 ประเทศทั่วโลก'
เมื่อถามถึงทิศทางผลประกอบการในปี 2560 “สุนทรี” ตอบว่า รายได้อาจโตเฉลี่ย 15-20% เมื่อเทียบกับปี 2559 จากการเติบโตของสินค้า 4 กลุ่ม ขณะเดียวกันยังมาจากการเติบโตของสินค้าใหม่ ทั้งการเป็นตัวแทนจำหน่ายหุ่นยนต์ "ดินสอมินิ”,กาวปิดแผล และเทคโนโลยีสปายเพื่อการวินิจฉัยการไหลเวียนของโลหิต เป็นต้น
บริษัทเตรียมออกสินค้ากลุ่มใหม่ ซึ่งเป็นสินค้าเกี่ยวกับผู้สูงอายุ เช่น เตียง ,รถเข็น,แพมเพิส และน้ำยาทำความสะอาด เป็นต้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาตลาด หลังมองว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ฉะนั้นสินค้าดังกล่าวย่อมมีความต้องการสูง
'หุ้นใหญ่' ทิ้งท้ายว่า ในปี 2560 จะมีความชัดเจนเรื่องการจับมือกับพันธมิตร เพื่อร่วมทุนผลิตอุปกรณ์ที่ใช้ในห้องผ่าตัดหัวใจในประเทศไทย ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการเจรจา ส่วนเงินลงทุนยังไม่สามารถระบุได้ เพราะต้องเจรจากับที่ปรึกษาทางการเงินก่อน
ทว่าตอนนี้บอกได้เพียงว่า บริษัทกำลังลงทุนสร้างสำนักงานใหม่ติดกับสำนักงานเดิม งบลงทุนประมาณ 50 ล้านบาท อาคารสำนักงานแห่งใหม่จะมีโชว์รูมสินค้า 2 ชั้น ขนาดพื้นที่ 2,000ตารางเมตร ทำให้สามารถนำเสนอสินค้าอุปกรณ์และเครื่องมือแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุได้อย่างเต็มที่
'ก่อนเข้าตลาดหุ้น TM เติบโตตามทิศทางวงเงินกู้ที่แบงก์อนุมัติ ผลที่ตาม คือ ภาระหนี้ระยะสั้นขยายตัวมากขึ้น ทำให้หุ้นใหญ่ไม่กล้าขยายการลงทุน เพราะกลัวหนี้บาน ส่งผลให้ที่ผ่านมาการเติบโตขององค์กรอยู่ในวงจำกัด ทว่าวันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว เราพร้อมเดินหน้าเต็มสูบ' 'ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร' ยืนยัน




