วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'กพช.'เคาะเปิดเสรี'แอลพีจี' เลิกโควตานำเข้า

"กพช."เคาะเปิดเสรีธุรกิจก๊าซแอลพีจี ยกเลิกระบบโควตานำเข้า เตรียมนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีเพิ่ม รับความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติทะลุ 5 พันล้านลบฟ./วัน

การประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) วานนี้ (8 ธ.ค.) เห็นชอบแผนเปิดเสรีธุรกิจก๊าซปิโตรเหลว (แอลพีจี) พร้อมแผนการจัดหาในระยะยาว โดยให้ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการ

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า แผนดังกล่าวแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านก่อนจะเปิดเสรีทั้งระบบ โดยจะยังมีการควบคุมราคาโรงกลั่นและโรงแยกก๊าซฯ แต่จะเปิดเสรีเฉพาะในส่วนการนำเข้า โดยให้ยกเลิกระบบโควตาการนำเข้า และสามารถส่งออกเนื้อก๊าซที่ผลิตในประเทศได้

อย่างไรก็ตาม จะปรับราคาหน้าโรงกลั่นจากเดิมเป็นราคาตะวันออกกลาง (ซีพี) ติดลบ 20 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล (CP-20$) และยังอยู่ภายใต้การควบคุมของกรมธุรกิจพลังงาน ซึ่งกำหนดให้เริ่มดำเนินการเปิดเสรีส่วนนำเข้าตั้งแต่เดือน ม.ค. 2560 เป็นต้นไป โดยจะมีการดูแลไม่ให้กระทบต่อภาคประชาชนโดยยังใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาดูแล

ส่วนระยะที่ 2 จะเป็นการเปิดเสรีธุรกิจก๊าซแอลพีจีทั้งระบบ โดยจะยกเลิกการควบคุมราคาและปริมาณของทุกแหล่งผลิตและจัดหา รวมถึงยกเลิกการประกาศราคา ณ โรงกลั่นและราคาขายส่ง ณ คลังก๊าซ ภายหลังจาก พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... มีผลบังคับใช้ แต่ยังไม่ได้มีการกำหนดระยะเวลาเปลี่ยนผ่านจากระยะที่ 1 ไปถึงระยะที่ 2 ขึ้นอยู่กับการแข่งขันของผู้ประกอบการเอกชนในตลาด

ปรับประมาณการแผนก๊าซธรรมชาติ

นอกจากนั้น ที่ประชุมฯได้รับทราบแนวทางการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (เอ็นจีวี) และก๊าซธรรมชาติเหลว (แอลเอ็นจี) เพื่อความมั่นคงของประเทศภายหลังจากการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมบงกชและเอราวัณล่าช้า ในขณะที่การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินชะลอไป โดยได้รับทราบการทบทวนและปรับประมาณการความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติตามแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ ปี 2558-2579 (Gas Plan 2015) ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความต้องการใช้ในประเทศ

คาดว่าในปี 2579 ความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติจะอยู่ที่ระดับ 5,062 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ประมาณการไว้ตามแผน PDP 2015 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 4,344 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในขณะที่การจัดหาก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยจะมีปริมาณลดลงในอนาคต ส่งผลทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลเอ็นจี) เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ คาดว่าในปี 2565 ความต้องการการนำเข้าแอลเอ็นจีจะอยู่ที่ประมาณ 17.4 ล้านตันต่อปี และในช่วงปลายแผน คือในปี 2579 ความต้องการการนำเข้าแอลเอ็นจีจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 34 ล้านตันต่อปี จากประมาณการเดิมอยู่ที่ 31 ล้านตันต่อปี

ไฟเขียวปตท.เดินหน้าแผนซื้อก๊าซธรรมชาติ

พล.อ.อนันตพร กล่าวว่า กพช.ยังได้เห็นชอบการปรับแผนโครงสร้างพื้นฐานและการจัดหาแอลเอ็นจีในระยะยาวของประเทศ ให้สอดคล้องและสามารถรองรับความต้องการใช้และการจัดหาที่เพิ่มมากขึ้นตามที่คาดการณ์ โดยให้นำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีเพิ่มเติมโดยเห็นชอบร่างสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลวระยะยาว (LNG SPA) ระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับบริษัท ปิโตรนาส แอลเอ็นจี ( PETRONAS LNG LTD.) ด้วยสัญญาระยะยาวเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และกำหนดส่งมอบในปี 2560 - 2561 ในปริมาณรวม 1 ล้านตันต่อปี และตั้งแต่ปี 2562 ในปริมาณ 1.2 ล้านตันต่อปี อายุสัญญาประมาณ 15 ปี

ให้ ปตท. ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลวระยะยาว กับบริษัท PETRONAS LNG LTD. ภายหลังจากที่ร่างสัญญาฯ ได้ผ่านการตรวจพิจารณาจากสำนักงานอัยการสูงสุด และผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว

ในส่วนการเตรียมความพร้อมโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการจัดหาก๊าซแอลเอ็นจี มีมติให้ดำเนินการใน 3 โครงการได้แก่ 1.โครงการ LNG Receiving Terminal แห่งใหม่ จ.ระยอง [T-2] ที่มอบหมายให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เป็นผู้ดำเนินโครงการ ให้ดำเนินการขยายกำลังการแปรสภาพก๊าซแอลเอ็นจี เพื่อให้สามารถรองรับการนำเข้าก๊าซแอลเอ็นจีที่เพิ่มขึ้นตามการคาดการณ์ความต้องการในอนาคต จากเดิม 5 ล้านตันต่อปี เป็น 7.5 ล้านตันต่อปี ประมาณการเงินลงทุนรวม 38,500 ล้านบาท และกำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2565

อนุมัติกฟผ.-ปตท.สร้างคลังลอยน้ำ

พล.อ.อนันตพร กล่าวอีกว่า กพช.อนุมัติโครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในพื้นที่อ่าวไทยตอนบน เพื่อรองรับการจัดหา LNG ในอนาคต รองรับการใช้ก๊าซฯ ของโรงไฟฟ้าพระนครใต้และโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ และเพิ่มการแข่งขันธุรกิจจัดหา LNG ในอนาคต ขนาด 5 ล้านตันต่อปี ประมาณการเงินลงทุนรวม 24,500 ล้านบาท และกำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2567 โดยมอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เป็นผู้ดำเนินการ และรายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ เป็นระยะ

นอกจากนี้ ยังอนุมัติโครงการ Floating Storage and Regasification Unit (FSRU) ในประเทศเมียนมา เพื่อทดแทนการผลิตก๊าซฯจากพม่าที่จะหมดไปในอนาคต และกระจายความเสี่ยงในการจัดหาก๊าซฯ โดยกระจายไปฝั่งตะวันตก เพื่อลดการพึ่งพาการจัดหาจากฝั่งตะวันออก ขนาด 3 ล้านตันต่อปี กำหนดส่งก๊าซธรรมชาติได้ภายในปี 2570

โครงการนี้ มอบหมายให้ ปตท. ไปดำเนินการศึกษาในรายละเอียดให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พ.ค.2560 และนำเสนอผลการศึกษาต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง).

ชี้ขาดโรงไฟฟ้าถ่านหินเดือนหน้า

พล.อ.อนันตพร กล่าวถึงกรณีที่มีอดีต สส. พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้เปลี่ยนแผนสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้ทั้ง “กระบี่-เทพา” เป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซแอลเอ็นจีเป็นเชื้อเพลิง ว่าเรื่องนี้ไม่ต้องมีใครเสนอ ทางกระทรวงพลังงานก็ได้เตรียมแผนสำรองไว้แล้วว่า หากประชาชนไม่ยอมรับโรงไฟฟ้าถ่านหิน จะทำอย่างไร

อย่างไรก็ตาม ในการประชุมคณะกรรมการ กพช.ครั้งต่อไปในเดือน ม.ค.2560 กระทรวงพลังงานจะเสนอข้อมูลเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ ให้ที่ประชุมฯตัดสินใจ โดยข้อมูลจะประกอบไปด้วยความต้องการใช้พลังงานในพื้นที่ภาคใต้ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต้นทุนค่าก่อสร้างโรงไฟฟ้า ต้นทุนเชื้อเพลิงทั้งในส่วนที่เป็นเชื้อเพลิงถ่านหินและเชื้อเพลิงก๊าซแอลเอ็นจี

ส่วนการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ก็จะมีการนำเสนอข้อมูลการสำรวจความต้องการของคนในพื้นที่ด้วย ทั้งนี้ ยอมรับว่าต้นทุนของโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซแอลเอ็นจีเป็นเชื้อเพลิงนั้นมีต้นทุนที่ต่ำกว่าโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่หากรวมต้นทุนเชื้อเพลิงด้วยพบว่าโรงไฟฟ้าถ่านหินมีต้นทุนที่ต่ำกว่า ดังนั้นการสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซแอลเอ็นจีเป็นเชื้อเพลิงจะกระทบต่ออัตราค่าไฟฟ้าของประชาชนได้ในระยะยาว

“การจะสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่ กพช.จะเป็นคนตัดสินใจอีกครั้ง ซึ่งกระทรวงพลังงานก็เตรียมการไว้ทุกอย่างทั้งในกรณีที่โรงไฟฟ้าสร้างได้และสร้างไม่ได้ หากสร้างไม่ได้เราก็ดูทางเลือกอื่นๆ เช่น การลงทุนสายส่งไฟฟ้าจากพื้นที่ภาคกลางลงไปเพิ่มเติม ซึ่งก็ติดปัญหาเรื่องการเรียกร้องค่าผ่านพื้นที่ที่มีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆจากประชาชนที่สายไฟฟ้าผ่าน รวมทั้งการสร้างโรงฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงแอลเอ็นจีเป็นเชื้อเพลิง” พล.อ.อนันตพร กล่าว