Wealth บิ๊กทีวีดิจิทัล วูบ 'หกหมื่นล้าน'

Wealth บิ๊กทีวีดิจิทัล วูบ 'หกหมื่นล้าน'

ใครเข้าข่ายสละช่องทีวีดิจิทัลรายต่อไป หลังช่องอมรินทร์ และวัน ดึงทุนใหญ่ร่วมวง ขณะมาร์เก็ตแคปเกือบ 3 ปี วูบแล้ว 'หกหมื่นล้าน'

'ตัวเล็กคิดการใหญ่' เมื่อยุทธศาสตร์เติบโตครั้งสำคัญของ บมจ.อมรินทร์พริ้นติ้ง แอนด์ พับลิชชิ่ง หรือ AMARIN ภายใต้ร่มเงา 'ทายาทรุ่น 2' นำทีมโดย 'แพร-ระริน อุทกะพันธุ์ ปัญจรุ่งโรจน์' ลูกสาวคนโตของ 'ชูเกียรติ-เมตตา อุทกะพันธุ์' ในฐานะผู้ก่อตั้ง เกิดผิดแผนครั้งมโหฬาร การเปลี่ยนแปลงองค์กร (Change in Organizations) จำต้องเกิดขึ้น..

การกระโจนเข้าสู่เส้นทางที่ตัวเองมีความถนัดเท่ากับศูนย์อย่าง 'ธุรกิจทีวีดิจิทัล' ด้วยการส่งบริษัทย่อย 'อมรินทร์ เทเลวิชั่น' เข้าซื้อใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ เพื่อให้บริการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล ประเภทธุรกิจระดับชาติ หมวดหมู่ทั่วไปแบบความคมชัดสูง มูลค่า 3,320 ล้านบาท เมื่อวันที่ 26 ธ.ค.2556

ถือเป็นฉนวนเหตุสำคัญ ที่ทำให้ธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์อายุ 40 ปีแห่งนี้ จำต้องรีบหนีตาย ก่อนจะถึงวันที่ต้องควักเงินจ่ายค่าใบอนุญาตทีวีดิจิตอลครั้งที่ 4 ในเดือนพ.ค.2560 หลังตัวเลขโฆษณาทีวีอนาล็อกและทีวีดิจิทัล ในช่วง 10 เดือนของปี 2559 (ม.ค.-ต.ค.) ยังคงปรับตัวลดลง 15.31% และทรงตัวที่มูลค่า 17,627 ล้านบาท ตามลำดับ

การพลิกตัวครานี้ จำต้องขอความช่วยเหลือจาก 'กลุ่มทุนหนา' ที่มีสัมพันธ์ที่ดีมาช้านาน ตัวช่วยสำคัญจึงหนีไม่พ้น 'กลุ่มเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี' เจ้าของเบียร์ช้าง แต่การเข้าลงทุนสัดส่วน 47.62% ในครั้งนี้กับมีวิธีการไม่เหมือนเช่นทุกครั้ง เพราะการเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุน 200 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 4.25 บาท มูลค่า 850 ล้านบาท ดำเนินการผ่าน บริษัท วัฒนภักดี จำกัด โดย 'ฐาปน สิริวัฒนภักดี' และ 'ปณต สิริวัฒนภักดี'

แตกต่างจากหลายดีลก่อนหน้านี้ที่นิยมซื้อบริษัทจดทะเบียนที่มีการเติบโตสม่ำเสมอ หรือมัก ส่งบริษัทจดทะเบียนเข้าดำเนินการลงทุน ที่สำคัญคนแวดวงแทบไม่เคยเห็นเจ้าสัวเจริญใส่เงินลงทุนในกิจการสื่อที่ขาดทุน ฉะนั้นจึงไม่แปลกหากดีลขนาดเล็กจะเกิดขึ้นเพียงเพราะต้องการช่วยเหลือคนกันเอง

ทว่าการเปิดทางให้ 'กลุ่มทุนเป็นเจ้าของสื่อครั้งนี้' อาจกำลังสะท้อนว่า เกือบ 3 ปีที่ผ่านมาคนในแวดวงธุรกิจทีวีดิจิทัลต้องทนแบกรับ ผลขาดทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผู้เล่นหน้าใหม่ที่มีธุรกิจหลักขนาดเล็กไม่เพียงพอต่อการสร้างเงิน และมีโครงสร้างเงินทุนไม่แข็งแกร่งพอ รวมถึงการแข่งขันที่ดุเดือด

เรื่องเหล่านี้ถือเป็นเหตุผลสำคัญที่ให้ผู้ประกอบการหลายราย เลือกดึงเม็ดเงินโฆษณา ด้วยวิธีการปรับลดค่าโฆษณา เพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และการแข่งขันรุนแรงในธุรกิจทีวีดิจิทัล หลังเม็ดเงินโฆษณาฟรีทีวีไม่ได้เพิ่มขึ้น ตามจำนวนช่องใหม่ที่ขยายตัว 4 เท่าตัว

'กิจพล ไพรไพศาลกิจ' ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) แสดงความเห็นผ่าน 'กรุงเทพธุรกิจ Biz Week' ว่า การแข่งขันที่รุนแรง บวกกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และเม็ดเงินโฆษณาที่กระจายตัวไปในหลากหลายสื่อ รวมถึงการมีต้นทุนการดำเนินงานที่สูงมาก ทำให้ตัวเลขมาร์เก็ตแคปเกือบ 3 ปี ของเหล่าผู้เล่นหน้าใหม่ในสื่อทีวีดิจิทัลปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันขยับลงแล้วเฉลี่ย 6.25 หมื่นล้านบาท

นำทีมโดย BEC ,AMARIN ,MCOT และ GRAMMY สะท้อนผ่านตัวเลขมาร์เก็ตแคปก่อนเข้าร่วมประมูลใบอนุญาตที่อยู่ระดับ 102,000 ล้านบาท 4,200 ล้านบาท 19,754 ล้านบาท 12,090 ล้านบาท ตามลำดับ ปัจจุบันปรับตัวลดลงเหลือ 37,400 ล้านบาท 1,800 ล้านบาท 8,794 ล้านบาท และ 8,363 ล้านบาท ตามลำดับ

'มีเพียง RS, และ WORK เท่านั้นที่มีตัวเลขมาร์เก็ตแคปเป็นบวกในปัจจุบัน จากระดับ 7,154 ล้านบาท และ 7,199 ล้านบาท ตามลำดับ เป็น 8,332 ล้านบาท และ 15,855 ล้านบาท ตามลำดับ'

ทว่าหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ AMARIN จำต้องยกหุ้นส่วนหนึ่งให้กลุ่มทุนรายใหม่ นอกเหนือจากการเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่ตัวเล็กที่สุดในวงการแล้ว สะท้อนผ่านตัวเลขมาร์เก็ตแคป คงเป็นเพราะความอ่อนด้อยของโครงสร้างเงินทุนที่ไม่แข็งแกร่ง

รวมถึงความไม่เชี่ยวชาญในธุรกิจสื่อทีวีดิจิทัล ทำให้องค์กรแห่งนี้ จำเป็นต้องโบกมือลา แม้ธุรกิจหลักอย่างสื่อสิ่งพิมพ์จะสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้อย่างดี แต่ก็ไม่อาจทดแทนผลขาดทุนที่เกิดจากการทำช่องดิจิทัลได้

หากพิจารณาดีๆ จะพบว่า ตั้งแต่ AMARIN โดดเข้ามาร่วมวง ก็มีความพยายามรักษากระแสงินสด ด้วยการจ่ายเงินปันผลเป็นหุ้นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในปี 2535 สำหรับผลประกอบการงวดปี 2556 ในสัดส่วน 10:1 หุ้น หลังเล็งเริ่มเห็นว่า ธุรกิจทีวีดิจิทัลต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล

ยิ่งองค์กรเดินทางมาอยู่ใน 'จุดขาดทุนต่อเนื่อง' นับตั้งแต่ปี 2557 –9 เดือนปี 2559 สะท้อนผ่านตัวเลขติดลบ 85.18 ล้านบาท 417.15 ล้านบาท และ 468.93 ล้านบาท ตามลำดับ ยิ่งพบว่า การทำธุรกิจนี้ไม่หมูอย่างที่คิด เพราะสถาบันการเงิน ก็มีความเข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยเงินกู้ ขณะที่ตระกูลอุทกะพันธุ์เอง ก็คงไม่มีความสามารถในการใส่เงินเพิ่มทุนมากพอ

'การที่ AMARIN มีสินค้ารักษาสุขภาพอาจเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของเบียร์ช้างที่ไม่เคยมีสินค้าประเภทดังกล่าวก็เป็นได้ ยิ่งใช้เงินลงทุนต่ำเช่นนี้ เจ้าสัวเจริญอาจมองเห็น โอกาสอะไรบางอย่าง'

เมื่อถามถึงแนวโน้มธุรกิจทีวีดิจิทัลในปี 2560 'กิจพล' วิเคราะห์ว่า ทิศทางอาจเริ่มดีขึ้น หลังสถานการณ์ภายในประเทศกำลังกลับเข้าสู่ภาวะปกติ เจ้าของสินค้าจะเริ่มกลับมาใช้เงินเพื่อการโฆษณามากขึ้น

ที่สำคัญต้นปีหน้าคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) อาจเคาะมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ ด้วยการเปลี่ยนวิธีการชำระเงินค่าใบอนญาตใน 3 งวดที่เหลืออยู่ (ปี 2560-2562) ออกไปเป็น 12 ปี

หากเป็นเช่นนั้นโอกาสจะเห็นตัวเลขเม็ดเงินโฆษณาไหลเข้ามาในสื่อทีวีดิจิทัลเฉลี่ยมากกว่าเดือน 2,000 ล้านบาท ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าระหว่างทางไม่มีเรื่องเซอร์ไพรส์สิ้นปี 2560 อาจเห็นเม็ดเงินโฆษณาในทีวีดิจิทัลเติบโตเฉลี่ย 10% หรือมีมูลค่าประมาณ 24,000 ล้านบาท

'เม็ดเงินโฆษณาจากสื่อวิทยุ และสื่อสิ่งพิมพ์ อาจโยกมาลงสื่อทีวีมากขึ้น ยิ่งช่องไหนมีเรตติ้งที่ดีอยู่ใน 5 อันดับแรกของตาราง เงินก็คงวิ่งไปทางนั้น' 

ใครจะเป็นรายต่อไป?

ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เจ้าของช่องทีวีดิจิทัลหลากหลายรายต้องทนแบกรับภาระต้นทุนค่าใบอนุญาต และต้นทุนการผลิตคอนเทนท์ต่อปีที่สูงถึงเกือบปีละ 'พันล้าน' ขณะที่เม็ดเงินโฆษณากับไหลเข้าสื่อดิจิทัลคงที่ในตัวเลขเฉลี่ยปีละ 21,000 ล้านบาท แถมผู้ประกอบการยังต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันที่ดุเดือดมากขึ้นทุกวัน

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ผู้เล่นหน้าใหม่บางรายไม่ประสบความสำเร็จใน 'ทะเลสีแดง' (Red Ocean) ฉะนั้นในช่วงที่ผ่านมาจึงเห็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก โบกมืออำลาจากเส้นทางนี้ เริ่มจาก 'เจ๊ติ๋ม ทีวีพูล' หรือ 'พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย' ที่ตัดสินใจปิดช่องไทยทีวี และช่อง Loca หลังขาดทุนหนัก 300 ล้านบาท

รายล่าสุด คือ ช่อง AMARIN ที่เลือกเปลี่ยนกลุ่มทุนแทนการปิดช่อง ขณะที่ช่อง ONE ของแกรมมี่ และ 'ถกลเกียรติ วีรวรรณ' ตัดสินใจลดสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท เดอะ วัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ด้วยการดึงบริษัท ประนันท์ภรณ์ จำกัด ของ “ปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ” เข้าถือหุ้น 50%

'กิจพล ไพรไพศาลกิจ' วิเคราะห์ว่า ปีหน้าอาจเห็นผู้เล่นหน้าใหม่อย่างน้อย 2 ราย เดินตามรอยเท้าช่อง AMARIN ช่องทีวีพูล และช่อง ONE หลังผู้ประกอบการที่มีเรตติ้งอันดับ 5 ลงไปเริ่มมี 'กระแสเงินสดจากการดำเนินงานติดลบ' และ 'ไม่สามารถกู้เงินแบงก์ได้' แม้ตัวเลขอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) จะอยู่ในต่ำก็ตาม

เหตุผลสำคัญที่ใส่เกียร์ถอย คงหนีไม่พ้นการที่มีช่องใหม่มากเกินไปสวนทางกับเม็ดเงินโฆษณาที่ต้องกระจายไปในหลากหลายสื่อ เมื่ออุปสงค์อุปทานไม่สอดคล้องกันย่อมมีคนเดินออกจากเกม ที่สำคัญต้นทุนต่อปีที่สูงมากเฉลี่ยพันล้าน ทำให้ผู้เล่นไม่สามารถลืมตาอ้าปากได้

แต่หากทางการออกมาช่วยเหลืออาจช่วยต่อลมหายใจ เพราะจะเหลือภาระในการจ่ายค่าใบอนุญาตเพียง 100 กว่าล้าน จากเกือบ 500 ล้านบาทต่อปี แต่สุดท้ายจะอยู่รอดยาวนานหรือไม่ขึ้นอยู่ที่สายป่านของแต่ละเจ้า

'ปีหน้าจะเห็นผู้เล่น TOP10 ขยับขึ้นค่าโฆษณา แต่ต้องขึ้นอยู่กับผู้เล่นเบอร์ใหญ่อย่าง WORK ที่มีอัตราค่าโฆษณาเฉลี่ยตั้งแต่ 50,000–หลักแสนบาทต่อนาที ด้วยว่ามีแผนจะขยับหรือไม่ หากเขาขึ้นแผนงานที่เคยให้ไว้ในระดับ 20% ผู้เล่นรายใหญ่คงพากันขึ้น หากเป็นเช่นนั้นคงต้องจับตาดูรายเล็กต่อไป'