วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘เฟลิกซ์ ตัน’ มือปั้นสตาร์ทอัพจาก The FinLab

จุดเด่นในการพัฒนาโปรดักท์และบริการทางการเงินที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว

เป็นคุณสมบัติสำคัญของสตาร์ทอัพกลุ่มฟินเทคที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ไม่อาจมองข้าม

จากความรวดเร็วในการตอบสนองความต้องการ การส่งมอบประสบการณ์ดีๆ ให้กับลูกค้า ที่มาพร้อมกับความแปลกใหม่ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นสิ่งที่ เฟลิกซ์ ตัน กรรมการผู้จัดการโครงการ The FinLab ตระหนักถึงความสามารถที่ไร้ขีดของสตาร์ทอัพเป็นอย่างดีว่าจะทำได้มากขนาดไหน หากได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง

การวาง 3 แพลตฟอร์มหลักๆ เอาไว้ทั้งเรื่อง การจัดตั้งแหล่งบ่มเพาะ โอกาสในการระดมทุน ความแข็งแกร่งและศักยภาพของเครือข่ายในระดับภูมิภาคจึงเป็นแนวทางการขับเคลื่อนระหว่างธนาคารยูโอบี กับ สตาร์ทอัพ โดยมองถึงโอกาสของการจับมือกันเดินไปข้างหน้าพร้อมๆกัน

เฟลิกซ์ เข้าใจเป็นอย่างดีในกระบวนการการ “เกิด” และ “เติบโต” สตาร์ทอัพว่าไปได้ไกลแค่ไหน หรือต้อง (จำใจ) โบกมือลาไปก่อนเวลาอันควร

ก่อนเข้ามาเป็นผู้บริหารโครงการ The FinLab ในวันนี้ เฟลิกซ์ เป็นหนึ่งในสตาร์ทอัพยุคแรกๆ ของสิงคโปร์ ทำมาแล้วทั้งบริษัทอินเตอร์เน็ต SilkRoute Holdings ในปี 1995 และอีกบริษัทคือ ECNet ในปี 1996 จากนั้นก็ Exit ธุรกิจด้วยมูลค่าที่สูง

หากเปรียบเทียบสตาร์ทอัพในยุคนี้ กับ ยุคก่อนหน้า เฟลิกซ์ ว่า แตกต่างกันอย่างมาก

“ เริ่มทำสตาร์ทอัพครั้งแรก ประมาณ 20 ปีที่แล้ว เป็นยุคที่อินเทอร์เน็ตกำลังอยู่ในกระแส ซึ่งนับว่ามีความยากมากมากเพราะตอนนั้น ไม่มีใครเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจสตาร์ทอัพ ธนาคารก็ไม่เข้าใจ เลยมีความยากในการหาเงินทุน

ต่างจากปัจจุบัน เรามี Ecosystem ที่คอยสนับสนุน เช่น ดูเรื่อง business model หรือ ดู segment ต่างๆ ซึ่งต่างจากช่วงเวลานั้นไม่มีใครสอนเราในเรื่องเหล่านี้ ทำธุรกิจด้วยความรู้สึกล้วนๆ”

จังหวะนี้จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะทำสตาร์ทอัพ เฟลิกซ์ บอก ไม่ใช่แค่ที่ประเทศไทยเท่านั้น แต่เป็นทั่วโลก เนื่องจาก ตอนนี้รัฐบาลสนับสนุน แบงค์ก็สนับสนุน และ VC ก็มีความเข้าใจ startups

แม้จะมีการสนับสนุนกันอย่างเต็มที่แต่ในโลกความเป็นจริง สัดส่วนของสตาร์ทอัพที่ “สำเร็จ” ก็ยังมีส่วนน้อยกว่า “ล้มเหลว” อยู่ดี

จากที่โลดแล่นอยู่ในวงการนี้มีกว่า 20 ปี เฟลิกซ์ ชี้ให้เห็นถึงหลายประเด็นสำคัญ

พบว่า หลายครั้งที่สตาร์ทอัพมีไอเดียในการทำธุรกิจ ที่คิดว่าเป็นปัญหาว่าสามารถช่วยตอบโจทย์ให้กับลูกค้าในตลาด แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย ผู้บริโภคไม่ได้คิดว่าเป็นปัญหา ดังนั้นไอเดียที่สตาร์ทอัพพยายามทำและสร้างขึ้นมาจึงล้มไป

“สตาร์ทอัพจะต้องเข้าใจก่อนว่าใครที่ลูกค้าหรือคนกลุ่มไหนที่เค้ามองหา แล้วพยายามนำเสนอบริการที่ตอบโจทย์ สิ่งที่สตาร์ทอัพควรทำคือการนำไอเดียทีมีไปเช็คกับตลาดก่อนว่าจริงๆ แล้ว ไอเดียนั้นใช่หรือไม่ ตลาดต้องการจริงหรือเปล่า เพราะปัญหาที่ใหญ่ จะเปิดทางไปสู่ความสำเร็จได้

ถ้าไอเดียรอบแรกที่เสนอไปไม่สำเร็จ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะล้ม แล้วรีบลุกขึ้นมาทำใหม่ ให้เร็วเรียนรู้ที่จะล้มเร็ว ลุกเร็ว"

หากมองในมุมของคนที่เคยสตาร์ทอัพมาก่อน และบทบาทการเป็นผู้บริหารโครงการ เฟลิกซ์ ย้ำว่า คุณสมบัติของสตาร์ทอัพที่น่าสนใจและอยากจะร่วมงานด้วยมีแค่ 3 ด้านหลัก

“ถ้าถามว่า สตาร์ทอัพแบบไหนที่ผมอยากจะทำงานด้วย แน่นอนว่าผมมองใน 3 เรื่องหลักๆเริ่มที่ ไอเดีย ก่อนว่ามันน่าสนใจหรือไม่ ถัดมา ทีมงาน มีคนในที่ที่มีความรู้มากพอที่จะมาช่วยตอบปัญหาหรือเปล่า และสุดท้าย จะทำเงินยังไง Business Model เป็นยังไง

ถ้า 3 อย่างนี้มันเข้ากันได้ดี เราก็เริ่มคุยกันได้แล้ว แต่ถ้า 3 อย่างนี้ส่วนหนึ่งส่วนใดไป ก็ต้องมาดูที่ ทีมก่อนเพราะมันสำคัญมาก

ถ้าคุณมีทีมที่ดี แต่ไอเดียยังต้องปรับปรุง เราช่วยคุณปรับปรุงได้แต่ถ้ามีไอเดียดีแต่ทีมไม่ค่อยแข็งแรงมันก็จะเสี่ยงได้ สำหรับผมแล้วทีมที่ดีที่แข็งแรงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เช่นเดียวกับ VC ที่จะลงทุนจะดูที่ทีมก่อนเช่นกัน”

“ทีมที่ดี” ในความเห็นของ เฟลิกซ์ ต้องควรประกอบด้วย 1. CEO คนที่จะเป็นหน้าตาของบริษัท 2. CTO เพราะนี่คือ FinTech ทีมจะต้องมีคนที่เก่งในด้าน Technology และ 3. CFO or CMO เพื่อที่จะดูเรื่องเงินและการตลาด

เมื่อถาม เฟลิกซ์ ถึงการมีโอกาสได้ทำสตาร์ทอัพขึ้นอีกครั้งจะเป็นการทำงานในแบบใด

"ผมจะมองหาไอเดียของการทำสตาร์ทอัพที่ disrupting status quo เป็นอะไรที่ไม่มีใครเคยทำมาก่อน สำหรับสตาร์ทอัพที่ต้องการก้าวไปอีกขึ้นหนึ่ง สำคัญมากที่ผู้คนจะรู้จักคุณ เพราะเค้ารู้จักคุณแล้ว ไอเดียคุณน่าสนใจ คุณก็จะได้รับเงินทุน

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการทำการตลาดให้กับไอเดียของคุณ ต้องขายวิสัยทัศน์เป้าหมายที่คุณมี ให้คนที่เค้าฟังมีความรู้สึกร่วมและสนใจที่อยากจะเข้ามาร่วมลงทุน ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญมากที่สตาร์ทอัพจะต้องเรียนรู้ในการขายไอเดียธุรกิจที่มีให้เกิดความน่าสนใจ"

ในสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ เฟลิกซ์ บอก การบริหาร The FinLab ก็เหมือนกับการทำสตาร์ทอัพ 

"เราพยายามบอกเหล่าสตาร์ทอัพให้ดูในเรื่อง process ทุกอย่างให้ lean ใช้น้อยให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพสูงสุดเราก็ทำเช่นเดียวกับสตาร์ทอัพ เราต้องเป็นตัวอย่างให้สตาร์ทอัพ พยายามจะใช้เงินให้เหมาะสมกับความจำเป็น

ส่วนในเรื่องของวัฒนธรรม เราเปิดใจที่จะรับฟังไอเดียและออกความคิดเห็นเพื่อที่จะหาวิธิที่จะทำอะไรให้ดีขึ้น เน้นการมีความคิดสมัยใหม่เพื่อที่จะตามสิ่งใหม่ๆ ได้ทัน นอกจากนี้ ก็จะแชร์ประสบการณ์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสบการณ์ที่ล้มเหลวมากกว่าที่สำเร็จ" 

สร้างโอกาสด้วย 4C

“Connections-Commercialisation-Commitment-Community” คือ 4C ที่นำไปสู่การสร้างโอกาสใหม่ๆ ในทางธุรกิจให้กับสตาร์ทอัพกลุ่มฟินเทคที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการจะได้ไปร่วม The FinLab Accelerator Programme ที่สิงคโปร์เป็นระยะเวลา 3 เดือน

โอกาสในการได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่นำไปสู่การนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าและธุรกิจทั้งในประเทศและขยายไปในตลาดต่างประเทศ

รวมถึงโอกาสในการระดมทุนจากมวลชนผ่านระบบอินเตอร์เน็ต หรือ Crowdfunding ผ่านบริษัท OurCrowd และการให้บริการการเงินกู้ในรูปแบบventure debt ผ่านบริษัทInnoVen Capital (InnoVen)

"เราเริ่มด้วย incubation model ในปี 1990  startup มีธุรกิจ ต้องหาวิธีที่จะปรับปรุงให้ดีขึ้น แต่พบว่า startups หลายๆ คน มีแต่ไอเดียแต่ไม่มีหลักการทำธุรกิจ ซึ่งถ้าต้องการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้า ต้องมีมากกว่าไอเดียต้องมี Accelerator เพื่อที่สตาร์ทอัพจะได้มีความรู้ที่จำเป็นAccelerator จะมีคนที่สอน บ่มเพาะ ไกด์สิ่งที่คุณควรจะรู้ ควรจะทำ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Accelerator 

อย่างไรก็ตาม สตาร์ทอัพจะไม่สามารถเข้ามาใน Accelerator Programme ได้ถ้ามีแต่ไอเดีย อย่างน้อยจะต้องมี Minimum Viable Product (MVP) มี Revenue tracking เพื่อที่คนอื่นจะได้เห็นว่าธุรกิจคุณมีอนาคต" เฟลิกซ์ ตัน กล่าว

ด้าน เจมส์ รามา ปัทมินทรวิภาส ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ Channels & Digitalisation ธนาคารยูโอบี (ไทย) กล่าวว่า ธนาคารได้เข้าไปทำพาร์ทเนอร์กับสตาร์ทอัพ ตั้งแต่ stage 1 , 2 และ 3 

"เราไม่คิดว่าปริมาณของสตาร์ทอัพที่จะร่วมโครงการเป็นประเด็นสำคัญ แต่เน้นที่คุณภาพเป็นหลัก ถ้าพบว่าสตาร์ทอัพมีไอเดียที่ดี ทีมที่ดี เราก็พร้อมให้การสนับสนุน

ในกรณีที่ธุรกิจกำลังโตแล้วต้องการแค่ funding เราก็ช่วยได้เช่นกัน เช่น เงินทุนในระดับของ Equity Funding หรือช่วยในเรื่อง Venture Debt ถ้าไม่อยากเสียหุ้น สุดท้ายแล้ว ถ้าอยากไปต่างประเทศ เราจะมี network รองรับสำหรับการพัฒนาไอเดีย"