บริษัทผู้สอบบัญชีชี้มาตรฐานบัญชีใหม่ หนุนเอสเอ็มอีแต่งตัวเข้าตลาดหุ้นเร็วขึ้นไม่เกินปี ระบุ ธุรกิจครอบครัวเสี่ยงสุด หวั่นยื่นไฟล์ลิ่งไม่ผ่าน
พบทุจริต ถูกระงับเข้าตลาดหุ้นยาว 5 ปี
นายชาญชัย ชัยประสิทธิ์ หุ้นส่วนสายงานตรวจสอบบัญชี บริษัท PWC ประเทศไทย ระบุว่า การเปลี่ยนมาตรฐานการบัญชีชุดเล็กในส่วนของกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) เป็นมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม (TFRS for SMEs) อาจส่งผลกระทบต่อกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ โดยเฉพาะบริษัทที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
"ผลกระทบ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่ว่าเป็นกิจการที่ซับซ้อนหรือไม่ หากกิจการที่ไม่ซับซ้อน เช่น กิจการไม่ใช่บริษัทขนาดใหญ่ บริษัทย่อย บริษัทร่วม และบริษัทร่วมค้า จะได้รับการยกเว้นการบังคับใช้ในบางเรื่อง เช่น การด้อยค่าของสินทรัพย์ รายการที่มีเนื้อหาของสัญญาเช่า และภาษีเงินได้รอตัดบัญชี เป็นต้น"
ขณะเดียวกัน กลับส่งผลดีกับกิจการที่ต้องการแหล่งเงินทุน เช่น การยื่นขอกู้ยืมเงิน การออกหุ้นกู้ การลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศ โดยเฉพาะธุรกิจที่มีแผนการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะช่วยลดต้นทุน และลดเวลาเตรียมความพร้อมในการจัดทำงบการเงินตามมาตรฐาน TFRS
การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานดังกล่าว แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ปรับเปลี่ยนหลักการ วิธีคิด และแนวปฏิบัติชัดเจนขึ้น ยกเว้นบางรายการ เช่น อสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนที่ต้องวัดที่มูลค่ายุติธรรม การจ่ายโดยใช้หุ้นเป็นเกณฑ์ที่ต้องวัดมูลค่ายุติธรรม พิจารณาด้อยค่าของสินทรัพย์ ต้องประมาณการกระแสเงินสด หรือหามูลค่ายุติธรรม เป็นต้น มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.2561
ระยะที่ 2 เป็นข้อกำหนดใหม่ไม่เคยนำมาใช้ปฏิบัติมาก่อน เช่น งบกระแสเงินสด โปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้า ผลประโยชน์พนักงาน และภาษีเงินได้รอตัดบัญชี เป็นต้น บังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.2562
และระยะที่ 3 บางเรื่องยังไม่ได้บังคับใช้ ได้แก่ เครื่องมือทางการเงิน การจัดประเภทหนี้สินทางการเงิน ส่วนของเจ้าของ การพิจารณาสกุลเงินที่ใช้ดำเนินงาน บังคับใช้อีก 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2565
หากเริ่มใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ จะทำให้แผนเอสเอ็มอี เข้าจดเบียนในตลาดหลักทรัพย์เร็วขึ้น ใช้เวลา 1 ปี หรืออาจต่ำกว่า 1 ปี เพราะกว่า 80% ของเอสเอ็มอี เป็นธุรกิจซื้อมาขายไปและบริการ มีความซับซ้อนทางธุรกิจน้อย เทียบกับปกติการทำงบการเงินจากมาตรฐานเดิม ไปเป็นมาตรฐานใหม่ใช้เวลา 2-3 ปี ยกเว้นบริษัทที่พร้อมอยู่แล้วใช้เวลา 1 ปี
"เอสเอ็มที่มีความพร้อมเข้าจะทะเบียนในตลาดหุ้นน้อยมาก โดยเฉพาะเอสเอ็มอีต่างจังหวัด ปัญหาที่พบคือ คุณภาพการทำบัญชีไม่ครบถ้วน ตามมาตาฐานบัญชีเล่มเดียว หากต้องการได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้น และลดภาษี ต้องลงบัญชีตามมาตรฐานให้ครบถ้วน ซึ่งมี 4 เรื่องหลัก คือ งบการเงินรวม งบกระแสเงินสด บัญชีเงินได้รอตัดบัญชี และบัญชีผลประโยชน์พนักงาน"
ส่วนความจำเป็นจะลงบันทึกบัญชีเพิ่มเติม ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจต้องมีความพิเศษ หรือแตกต่างออกไป สำหรับขั้นตอนนี้มีผลบังคับใช้ปี 2562 ซึ่งยังมีเวลาเตรียมตัว หากต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์ ถึงเวลาเปลี่ยนมาเป็นมาตรฐานชุดใหญ่ ก็ไม่ยากแล้ว คาดใช้ไม่ถึง 1 ปีเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้
แหล่งข่าวผู้สอบบัญชีรายหนึ่ง ระบุว่า การตรวจสอบงบการเงินของเอสเอ็มอี ปัจจุบันพบข้อผิดพลาดมาก ส่วนใหญ่รู้ว่ามีสองชุด แต่บันทึกบัญชีไม่ครบ หรือทำชุดเดียว แต่ลงบัญชีไม่ครบเช่นกัน
อีกทั้งปัญหาเอสเอ็มอีไทย คือ เริ่มจากธุรกิจครอบครัว และยังแยกกระเป๋าเงินระหว่างนิติบุคล กับครอบครัวไม่ชัดเจน พบว่า รายจ่ายของครอบครัว มาบันทึกเป็นของบริษัท ต้องการทำกำไรต่ำ เพื่อผลประโยชน์ทางภาษี และต้องการเข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อจะทำกำไรสูง ซึ่งจุดนี้ผู้สอบบัญชี ต้องระวังมาก โดยเฉพาะรายการรับรู้สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริต
"หาก ก.ล.ต. ตรวจสอบพบ เอสเอ็มอี ยื่นไฟล์ลิ่งไม่ผ่าน เพราะไม่โปร่งใส มีการทุจริต ฝ่ายบริหารมีส่วนรับรู้รายการ จะถูกระงับการเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นเวลา 5 ปี"




