“ทิสโก้” มองเงินนอกส่อไหลออกต่อเนื่องอีก 1-2 สัปดาห์ เหตุนโยบาย “ทรัมป์” ดึงเงินไหลกลับ แนะเพิ่มพอร์ตหุ้นสหรัฐตามกระแสทุนเคลื่อนย้ายโลก
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า หลังจากนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีไปอย่างพลิกความคาดหมาย ส่งผลให้เงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดหุ้นไทยต่อเนื่อง จากนโยบายของ นาย ทรัมป์ ที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ผ่านการลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐฯ ทำให้ค่าเงินดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และจุดชนวนให้เกิดเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่
“นับตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค. จนถึงวันที่ 23 พ.ย. นักลงทุนต่างชาติได้ขายหุ้นไทยไปแล้วรวมประมาณ 5 หมื่นล้านบาท เราประเมินแนวโน้มเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยต่อจากนี้ โดยเปรียบเทียบกับการขายหุ้นของนักลงทุนต่างชาติใน 2 ช่วง ได้แก่ ช่วงไตรมาส 4 ปี 2558 ที่ เฟด ประกาศขึ้นดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. และ เหตุการณ์ Taper Tantrum ในปี 2556”
โดยกรณีแรกในช่วงไตรมาส 4 ปี 2558 นักลงทุนต่างชาติมีการขายหุ้นไทยรวม 6.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งมากกว่าการขายในรอบนี้อยู่อีกราว 1.5 หมื่นล้านบาท และหากประเมินจากยอดขายสุทธิของนักลงทุนต่างชาติเฉลี่ยรายวัน ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ประมาณวันละ 2,000 ล้านบาท คาดว่าจะมีแรงเทขายในลักษณะนี้อีกราว 8 วันทำการ หรืออีก 1-2 สัปดาห์หลังจากนี้” นายคมศร กล่าว
ส่วนในกรณี Taper Tantrum ซึ่งเริ่มต้นโดยนายเบน เบอร์นันเก้ ประธาน เฟดFed ในขณะนั้นได้กล่าวถึงการทยอยลดการเข้าซื้อพันธบัตรตามมาตรการ QE ซึ่งทำให้เกิดเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่อย่างรุนแรง เหตุการณ์ดังกล่าวกินระยะเวลา 4 เดือน (ตั้งแต่เดือน พ.ค. ถึง ก.ย. 2013) และมีเงินทุนไหลออกจากตลาดหุ้นไทยเป็นจำนวน 1.1 แสนล้านบาท ซึ่งหากเทียบกับกรณีนี้ ก็อาจชี้ว่านักลงทุนต่างชาติมีโอกาสขายหุ้นไทยได้อีกราว 6 หมื่นล้านบาท หรืออีก 1-2 เดือนนับจากนี้ ซึ่งเรามองว่าจะเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด
เงินทุนเคลื่อนย้ายที่ไหลออกส่วนใหญ่ ได้ไหลกลับไปลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ซึ่งมีเงินทุนไหลเข้ากว่า 3 หมื่นล้านดอลลาร์ ในช่วง 2 สัปดาห์หลังเลือกตั้ง เนื่องจากบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายของนายทรัมป์ เช่น การลดภาษี และแผนการใช้จ่ายภาครัฐฯ ที่จะช่วยกระตุ้น GDP สหรัฐฯ ให้กลับมาเติบโตได้เกิน 3% ในปีหน้า
ส่วนด้านนโยบายภาษี เราประเมินว่าสภาคองเกรส จะอนุมัติให้ลดอัตราภาษีนิติบุคคลลงเหลือ 25% จาก 35% ในปัจจุบัน ซึ่งจะส่งผลให้กำไรของบริษัทจดทะเบียนในดัชนี S&P500 เพิ่มขึ้น 8 % โดยประมาณ จึงแนะนำให้นักลงทุนเพิ่มการลงทุนในตลาดหุ้นสหรัฐฯ เพื่อรับกระแส Fund Flow ดังกล่าว









