วานนี้ ( 22 พ.ย.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) จัดเสวนาเรื่อง“ Fin Fin with FINTECH นวัติกรรมธนาคารดิจิทัล”เพื่อเตรียมความพร้อมรับเทคโนโลยี
ทางการเงิน หรือ ฟินเทค และกระตุ้นให้เกิดการคิดค้นนวัติกรรมใหม่ เพื่อสร้างโอกาสใหม่ในการทำธุรกิจเพื่อให้คนไทยมีบ้าน
“ฉัตรชัย ศิริไล”กรรมการผู้จัดการธอส. บอกในงานดังกล่าวว่า ธนาคารเตรียมใช้เทคโนโลยีในการให้บริการมากขึ้น นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าแล้ว ยังช่วยลดต้นทุนของธนาคารด้วย ซึ่งต้นทุนที่ลดได้ก็จะนำมาลดอัตราดอกเบี้ยให้กับลูกค้า โดยในเดือนธ.ค.นี้จะเริ่มนำโมบายแอพพลิเคชั่น GH Bank Smart Receipt หรือ ระบบใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์มาใช้แทนการจัดพิมพ์กระดาษ เริ่มใช้กับกลุ่มลูกค้าที่ชำระเงินกู้ผ่านธนาคารพาณิชย์ และกลุ่มลูกค้าสวัสดิการก่อน
สำหรับในปีหน้าจะเปิดแอพพลิเคชั่นหลายตัว เพื่อให้ลูกค้าสามารถยื่นกู้ผ่านแอพฯได้ ทั้งการติดต่อกับเจ้าหน้าที่สินเชื่อ การยื่นเอกสาร ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเดินทางมาติดต่อที่ธนาคาร ช่วยทำให้สามารถอนุมัติสินเชื่อได้เร็วขึ้นหรืออนุมัติเบื้องต้น (Pre Approve )ได้ภายใน 24 ชั่วโมง และอนุมัติสินเชื่อได้ภายใน 48 ชั่วโมง จากเดิมหากลูกค้ามีเอกสารพร้อมจะอนุมัติสินเชื่อได้เร็วสุดภายใน 5 วัน
“การให้บริการผ่านแอพฯจะช่วยให้ต้นทุนการให้บริการ ของธนาคารลดลง โดยต้นทุนที่ลดลง ธนาคารก็ไม่ได้เก็บไว้ แต่จะคืนประโยชน์ให้ลูกค้า ด้วยการนำไปลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้ ซึ่งคาดว่าลดได้อย่างต่ำ 0.25% และสูงสุดได้ถึง 0.5-0.75% เมื่อเทียบกับการยื่นกู้ปกติ เบื้องต้นกำหนดวงเงินสินเชื่อที่ยื่นกู้ผ่านแอพฯนี้ไว้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท”
เขาบอกด้วยว่า ขณะนี้ธนาคารอยู่ระหว่างให้ความรู้และทำความเข้าใจกับพนักงานว่าฟินเทคไม่ได้น่ากลัว และเป็นโอกาสของสถาบันการเงินในการลดต้นทุน รวมทั้งโอกาสในการทำการตลาดแนวใหม่ อย่างไรก็ตามในการนำฟินเทคมาใช้ในการทำธุรกิจนั้น ธนาคารก็ต้องหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เรื่องกฎกติกาต่างๆ เพื่อให้เกิดความมั่นใจ
“สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา”ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) บอกว่า ธปท.สนับสนุนให้เกิดฟินเทค เพราะเราไม่สามารถต้านกระแสโลกได้ ซึ่งขณะนี้ทั่วโลกมีการพัฒนาฟินเทคไปมาก และหลากหลายรูปแบบ มีทั้งการให้กู้ยืมโดยตรง โดยไม่ผ่านคนกลางอย่างสถาบันการเงิน เป็นต้น
สำหรับประเทศไทยคาดว่าจะมีการพัฒนาหลายรูปแบบ ทั้งการให้กู้ยืม และระบบการชำระเงิน หรือเพย์เม้นท์ อย่างไรก็ตามในฐานะผู้กำกับดูแล ก็ต้องมองเรื่องเสถียรภาพของระบบด้วยดังนั้นจึงจะมีการทำระบบแซนด์บ๊อกซ์ (Sand Box)มาใช้ในปีหน้า เพื่อให้สถาบันการเงินและผู้ประกอบการฟินเทค มีการทดลองใช้ฟินเทคที่สร้างขึ้นกับกลุ่มลูกค้าตัวอย่าง ก่อนการนำมาใช้จริง โดยผู้ประกอบการ หรือสถาบันการเงินก็ต้องมาเสนอขออนุมัติจากธปท.เป็นรายผลิตภัณฑ์ไป ซึ่งหลักเกณฑ์ในการอนุมัติเบื้องต้น ธปท.ใช้หลัก 3 ประโยชน์ 2 ความ ประกอบด้วย
1.จะดูว่าเทคโนโลยีนั้น มีประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่ 2.มีประโยชน์ต่อพัฒนาหรือสถาบันการเงิน ในเรื่องประสิทธิภาพ และลดต้นทุนหรือไม่ 3. ผลิตภัณฑ์ทางการเงินนั้นมีประโยชน์ต่อประเทศหรือไม่ 4.มองเรื่อง ความเสี่ยงทั้งต่อลูกค้าและผู้ให้บริการ หรือสถาบันการเงิน 5.มองเรื่องความรู้ที่ให้กับลูกค้ามีอย่างเพียงพอหรือไม่
“ ฟินเทคอาจจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจธนาคารพาณิชย์บ้าง การเปิดสาขาของธนาคารพาณิชย์อาจจะมีน้อยกว่าการปิดสาขา เพราะต้นทุนในการเปิดสาขาสูง เพราะแต่เดิมการเปิดสาขาต้องให้บริการเต็มรูปแบบ แต่ขณะนี้ธปท.ได้แก้ไขหลักเกณฑ์ ให้ หากธนาคารพาณิชย์เปิดสาขา ไม่จำเป็นต้องให้บริการเต็มรูปแบบ ทำให้ต้นทุนต่อสาขาถูกลง”
“กรณ์ จาติกวนิช”ประธานชมรมฟินเทคแห่งประเทศไทย บอกว่าฟินเทคสามารถตอบโจทย์การให้บริการทางการเงินได้ 4 กลุ่มหลักๆคือ 1. ประชาชนผู้ใช้บริการ ช่วยให้เข้าถึงบริการทางการเงินได้สะดวกมากขึ้น สามารถทำทุกรายการผ่านมือถือได้ 2. ช่วยให้สถาบันการเงินมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงของธุรกรรมได้เที่ยงตรงมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้ต้นทุนปรับลดลง 3.สร้างความมั่นใจมากขึ้น จากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น และ 4.ช่วยให้แบ็คออฟฟิสมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีผลโดยตรงต่อการช่วยลดภาระต้นทุน
ทั้งนี้ได้หารือร่วมกับกระทรวงการคลังและธปท.ในการจัดให้มี National Fin Tech Sandbox (NFS) หรือศูนย์ทดสอบและพัฒนาฟินเทคแห่งชาติ ขึ้นในไทย เพื่อเปิดโอกาสให้ฟินเทคหน้าใหม่ กลุ่มธนาคาร หรือบริษัทเอกชนที่มีความสนใจทำเรื่องฟินเทคเข้ามาทดลองในSandboxหรือกระบะทราย เพื่อเป็นการเปิดพื้นที่ ทดสอบการให้บริการฟินเทคที่พัฒนาขึ้นมา รวมถึงทดลองดูว่าสิ่งที่พัฒนาขึ้นมานั้นขัดต่อกฎ ระเบียบของทางราชการ และมีข้อจำกัดในการทำธุรกิจอย่างไร คาดว่าเปิดตัวSandboxในช่วงต้นปี 2561






