ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา "ผู้บริหาร" บางส่วนของบริษัทที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนได้ "ขายหุ้น" ออกมา ซึ่งแต่ละรายก็มีเหตุผลในการขายที่แตกต่างกัน
หุ้นที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นั้น ตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์แล้ว Strategic Shareholder ที่เข้าข่ายทุกรายไม่จำเป็นต้องถูกห้ามขายหุ้น แต่ทั้งนี้ให้ผู้เข้าข่ายทุกรายทำการตกลงกันภายในกลุ่ม โดยจะแบ่งหุ้นมาในสัดส่วนคนละเท่าใดก็ได้ แต่รวมแล้วต้องให้ได้จำนวนหุ้นที่ห้ามขายคิดเป็น 55% ของทุนชำระแล้วหลังการเสนอขายหุ้นไอพีโอ
อย่างไรก็ตามในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา พบว่าผู้บริหารบางส่วนของบริษัทที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนได้ขายหุ้นออกมาเช่นกัน ซึ่งแต่ละรายก็มีเหตุผลในการขายที่แตกต่างกันไป และเน้นขายให้นักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะกองทุนเทมเพิลตัน
สำหรับหุ้นน้องใหม่ที่เพิ่งเข้าจดทะเบียนเมื่อปี 2558 หลักๆ แล้วพบว่ามีผู้บริหารของ 5 บริษัท ที่มีการขายหุ้น ได้แก่ เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง (TKN) เอสซีไอ อีเลคตริค (SCI) คอมเซเว่น (COM7) เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ (JWD) และออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ (ORI) โดยคิดเป็นมูลค่ารวมของการขายหุ้นทั้งสิ้น 4,566.8 ล้านบาท
สำหรับ เถ้าแก่น้อย เป็นการขายออกมาโดยตระกูลพีระเดชาพันธ์ รวมกันทั้งสิ้น 120 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 8.69% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยเป็นการขายออกมาทั้งสิ้น 4 ครั้ง ระหว่างราคา 13.7-25.5 บาท รวมมูลค่าการขายทั้งสิ้น 2,358.5 ล้านบาท
ทั้งนี้ นายอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แจ้งว่า ส่วนตัวและครอบครัวได้ดำเนินการขายหุ้นสามัญผ่านกระดานรายใหญ่ (big lot) ผ่านทาง บล.เอเซียพลัส ซึ่งเป็นผู้จัดหาผู้ซื้อ โดยเป็นการซื้อขายตามปกติ เพื่อเพิ่ม free float เนื่องจากที่ผ่านมาได้รับความสนใจจากกองทุนและนักลงทุนเพิ่มมากขึ้น และภายหลังการขายหุ้นครั้งนี้ทางนายอิทธิพัทธ์ และครอบครัว ยังคงถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 65.2%
ถัดมาคือ ออริจิ้น เป็นการขายออกมาโดย อารดา จรูญเอก กรรมการและผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 2 ของบริษัท รวมทั้งสิ้น 55 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 8.3% ที่ราคา 10 บาท และ 11.5 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 595 ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้ได้แจ้งผ่าน ก.ล.ต. ว่าเป็นการขายให้กับกองทุนเทมเพิลตันเพื่อการถือครองระยะยาว โดยภายหลังการขายหุ้นยังเหลือสัดส่วนการถือประมาณ 110 ล้านหุ้น หรือ 16.64%
ด้าน เอสซีไอ ขายออกมาโดยตระกูลพฤฒินารากร 3 ราย รวมทั้งสิ้น 45 ล้านหุ้น หรือ 6% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ที่ราคาระหว่าง 8.5-10.2 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 397.1 ล้านบาท โดยเป็นการขายให้กับกองทุนเทมเพิลตัน 27 ล้านหุ้น บลจ.กรุงไทย 16 ล้านหุ้น และขายให้กับลูกจ้าง 2 ล้านหุ้น โดยภายหลังการขายหุ้นคาดว่าทั้ง 3 ราย ยังเหลือสัดส่วนการถือราว 293.8 ล้านหุ้น หรือ 39.1%
ขณะที่ เจดับเบิ้ลยูดี เป็นการทำรายการของอัจฉรา นิมิตรปัญญา และอมรพรรณ บัณฑิตกฤษดา ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 4 และ 5 ของบริษัท ขายหุ้นออกมารวมกัน 41.06 ล้านหุ้น หรือ 4.01% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ที่ราคา 19 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 780.25 ล้านบาท โดยเป็นการขายให้กับกองทุนเทมเพิลตันทั้งหมด โดยภายหลังการขายหุ้นคาดว่าทั้ง 2 ราย จะเหลือสัดส่วนการถือรวมกันราว 31.03 ล้านหุ้น หรือ 5.07%
สุดท้ายคือ คอมเซเว่น ซึ่งนายสุระ คณิตทวีกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 1 ของบริษัท ขายหุ้นออกมา 40 ล้านหุ้น คิดเป็น 3.33% ของหุ้นทั้งหมด โดยขายที่ราคา 10.9 บาท รวมมูลค่าทั้งสิ้น 436 ล้านบาท อย่างไรก็ตามนายสุระไม่ได้เปิดเผยถึงสาเหตุในการขายหุ้นออกมาครั้งนี้ โดยภายหลังการขายหุ้นยังเหลือสัดส่วนการถือราว 352.65 ล้านหุ้น หรือ 29.39%







