ดัชนีเงินดอลลาร์ พุ่งแตะระดับสูงสุดรอบ 13 ปีครึ่งอีกครั้ง หลัง “เยลเลน” ระบุชัดเลือกตั้งสหรัฐไม่กระทบแผนขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ทะยานสูงสุดรอบ 13 ปีครึ่ง ขณะค่าดอลล์เทียบเยนแข็งค่าสุด 5 เดือน หลัง “เยลเลน” ระบุการเลืออกตั้งสหรัฐไม่กระทบแผนเฟดที่จะขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ นักวิเคราะห์มองมีโอกาส 90% ปรับขึ้นเดือน ธ.ค.
ส่วนดัชนีค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบตะกร้าเงินสกุลหลัก ทะยานสู่ระดับสูงที่สุดในรอบ 13 ปีครึ่งที่ระดับ 101.32 ในตลาดโตเกียววานนี้ (18 พ.ย.) ส่วนค่าเงินดอลลาร์เทียบเยนก็แข็งค่าที่สุดในรอบ 5 เดือนที่ระดับเหนือ 110 เยน ค่าเงินดอลลาร์เทียบยูโรยังแข็งค่าที่สุดในรอบ 12 เดือน ขณะที่เงินบาทเทียบดอลลาร์ปิดตลาดที่ 35.61 บาทอ่อนค่าลงจากวานนี้อยู่ที่ 35.44 บาทต่อดอลลาร์
การแข็งค่าของเงินดอลลาร์มีขึ้นหลังจากนางเจเนต เยลเลน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจร่วมของสภาผู้แทนราษฎร ว่าการเลือกตั้งสหรัฐไม่กระทบต่อแผนการของเฟดที่จะขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ พร้อมเสริมว่าเฟดจะเปลี่ยนแปลงแนวโน้มในกรณีที่จำเป็น หลังจากรัฐบาลใหม่เปิดเผยแผนการที่อาจรวมถึงการลดภาษีหลายพันล้านดอลลาร์และการทุ่มงบใช้จ่ายภาครัฐ
นางเยลเลน กล่าวว่า ขณะนี้ข้อมูลทางเศรษฐกิจ เอื้อต่อการขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆ นี้ และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เฟดก็จะค่อยๆ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ
นอกจากนั้น นางเยลเลนยังกล่าวว่าจะทำหน้าที่ประธานเฟดไปจนหมดสมัย คือปลายปี 2561 หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งชนะการเลือกตั้งสหรัฐ เคยปราศรัยระหว่างการหาเสียง กล่าวหาเฟดว่าดำเนินนโยบายเอื้อต่อพรรคเดโมแครตและจะหาคนใหม่มาทำหน้าที่ประธานเฟดเมื่อนางเยลเลนหมดวาระ โดยนางเยลเลนกล่าวด้วยว่าธนาคารกลางเป็นอิสระจากการเมือง
คำกล่าวของนางเยลเลนมีขึ้นหลังจากสหรัฐรายงานตัวเลขที่สะท้อนภาพเศรษฐกิจแง่บวก ไม่ว่าจะเป็นราคาผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 6 เดือน การสร้างบ้านใหม่ก็ทะยานสูงที่สุดในรอบ 9 ปี และการขอสิทธิประโยชน์จากการว่างงาน ลดลงสู่ระดับต่ำที่สุดตั้งแต่เดือนพ.ย. 2516
นักวิเคราะห์ฟันธงขึ้นดบ.เดือนหน้า
นายลุค บาร์โธโลมิว นักวิเคราะห์แห่งอาเบอร์ดีนแอสเซตแมเนจเมนต์ กล่าวว่านางเยลเลนกำลังเดินเครื่องสำหรับการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 ธ.ค.
นางซู ตรินห์ นักวิเคราะห์แห่งรอยัลแบงก์ออฟแคนาดา กล่าวว่าคำพูดของนางเยลเลนยังคงหลักการเดิม พร้อมคาดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 13-14 ธ.ค. จากนั้นจะปรับขึ้นอีก 2 ครั้งๆ ละ 0.25% ในปีหน้า
ด้านนักลงทุนในตลาดเงินล่วงหน้า มองว่ามีโอกาส 90% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเดือนหน้า จากนั้นน่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ครั้งในปีหน้า
อย่างไรก็ตาม มีการคาดหมายด้วยว่านโยบายของนายทรัมป์ จะกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐให้ขยายตัวได้มากขึ้น และทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น อันจะบีบให้เฟดต้องขึ้นดอกเบี้ยในอัตราเร็วขึ้น สภาพการณ์ดังกล่าวทำให้กระแสเงินไหลไปหาดอลลาร์ และมีการเทขายเงินตลาดเกิดใหม่
เงินเอเชียอ่อนค่า
ค่าเงินตลาดเกิดใหม่อ่อนค่าถ้วนหน้า โดยเงินวอนเกาหลีใต้อ่อนค่า 0.6% และเทรดเดอร์คาดว่าธนาคารกลางได้เข้าแทรกแซงด้วยการเทขายดอลลาร์เพื่อพยุงเงินวอน เงินริงกิตมาเลเซียอ่อนค่า 0.4% และต่ำที่สุดในรอบ 10 เดือนจนธนาคารกลางต้องเข้าแทรกแซงตลาดเพื่อพยุงเงินริงกิต แต่รองผู้ว่าการธนาคารกลางปฏิเสธว่าไม่มีแผนนำมาตรการควบคุมเงินทุนมาใช้เพื่อป้องกันเงินไหลออก
เงินเปโซฟิลิปปินส์ต่ำสุดตั้งแต่เดือนพ.ย. 2551 โดยร่วงลงไป 0.4% เงินรูเปี๊ยะห์อินโดนีเซียอ่อนค่า 0.3% และเงินดอลลาร์สิงคโปร์อ่อนค่า 0.3%
ส่วนเงินบาทวานนี้ ปิดตลาดที่ 35.62 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงประมาณ 0.28% ขณะที่แรงขายของนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นเริ่มเบาลง โดยวานนี้มียอดขายสุทธิที่ 738.38 ล้านบาท ส่วนในตลาดบอนด์มีแรงขายสุทธิ 11,262 ล้านบาท
‘สมคิด’ชี้บาทอ่อนจากข่าวเฟด
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง เป็นผลจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในสหรัฐที่จะปรับขึ้น จากนโยบายของนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งการอ่อนค่าของเงินบาท ไม่ได้เกิดเฉพาะไทยประเทศเดียว แต่หลายประเทศก็ได้รับผลกระทบจากแนวโน้มการปรับขึ้นของดอกเบี้ยสหรัฐ ที่คาดกันว่า จะทำให้เศรษฐกิจของสหรัฐปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ
เขากล่าวว่า เมื่อสหรัฐ มีการลงทุนสูงขึ้น เฟดก็จะปรับดอกเบี้ยให้สูงขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาเงินเฟ้อ ซึ่งทำให้เงินทุน หันกลับเข้าไปหาผลประโยชน์ในตลาดสหรัฐ
ในแง่ของประเทศไทย นายสมคิด กล่าวว่า ต้องมองไปข้างหน้า ซึ่งขณะนี้แนวโน้มทางเศรษฐกิจเราใช้ได้ และในปีหน้าเราจะมีการปรับฐาน ด้วยการลงทุนในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะโครงการด้านคมนาคมขนส่ง ดังนั้นในปีหน้าเราจะต้องเริ่ม โครงการลงทุนให้มากที่สุด และปีต่อๆ ไป จะทำให้เศรษฐกิจไทยเริ่มแข็งแรงขึ้น
สำหรับด้านการจัดทำงบประมาณนั้น รัฐบาลจะเน้นงบประมาณที่เป็นนโยบายและยุทธศาสตร์ของประเทศ ส่วนการจัดงบแบบลงพื้นที่ต่างจังหวัดนั้น จะให้จังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด มีบทบาทในการเสนอโครงการเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะเมืองที่กำลังเจริญ และเริ่มมีปัญหาด้านการจราจร ซึ่งอาจเสนอโครงการเข้ามา ในลักษณะโครงการร่วมภาครัฐ และเอกชน
เงินบาทอ่อนน้อยกว่าภูมิภาค
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ รองผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี กล่าวว่า เงินบาท เช้าวานนี้ (18 พ.ย.) เปิดตลาดอ่อนค่าลงทันที หลังจากที่ เฟด ยังส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยที่ชัดเจน แต่อย่างไรก็ตามระดับการอ่อนค่าของเงินบาทไทยถือว่ายังน้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค
“แม้จะมีแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติออกมาทั้งในตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ แต่เงินบาทไม่ถึงกับอ่อนค่ารุนแรงนัก ส่วนหนึ่งเพราะเขาถือบอนด์เราไม่มากนัก อีกทั้งยังมีเงินบาทส่วนจากทางญี่ปุ่นที่ไหลเข้า หลังจากที่บีโอเจ (ธนาคารกลางญี่ปุ่น) ผ่อนคลายนโยบายการเงินด้วยการเข้าซื้อบอนด์รัฐบาลเพื่อประคองบอนด์ยีลด์ของเขาไม่ให้สูงมากนัก”
สำหรับแนวโน้มสัปดาห์หน้า เชื่อว่ายังมีโอกาสอ่อนค่าลงได้ต่อเนื่อง คาดว่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 35.75-35.80 บาทต่อดอลลาร์
นายพิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ภัทร กล่าวว่า จากถ้อยแถลงของ นางเยลเลน สะท้อนภาพว่า เฟด ยังคงมุมมองเรื่องการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในเร็วๆ นี้ พร้อมกับส่งสัญญาณเตือนเรื่องการใช้นโยบายการคลังของ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ท่ามกลางตลาดแรงงานที่เริ่มตึงตัว เงินเฟ้อที่กำลังสูงขึ้น ถ้าผลักดันนโยบายดังกล่าวมากเกินไป อาจกระทบต่อเสถียรภาพในระบบการเงินได้เช่นกัน ถ้าเป็นเช่นนั้น เฟด อาจคงต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วขึ้น
“ถ้าตีความเหมือนกับ เฟด พยายามจะส่งสัญญาณว่า การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในขณะที่ภาวะแรงงานเริ่มตึงตัวขึ้น และ เฟด ก็กำลังจะถอนคันเร่ง แต่ นายทรัมป์ จะเข้ามาเหยียบคันเร่งฝั่งนโยบายการคลังแทน อาจสร้างปัญหาเรื่องเสถียรภาพได้”
ส่วนผลกระทบกับเงินทุนเคลื่อนย้ายนั้น แน่นอนว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของเฟด คงส่งผลกระทบต่อภาวะเงินทุนที่จะไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะดอกเบี้ยสหรัฐที่ปรับขึ้น ย่อมเพิ่มแรงจูงใจให้กับผู้ลงทุนด้วยเช่นกัน






