ไขเคล็ดลับ 'ปิดประตูเจ๊ง' LDC

ไขเคล็ดลับ 'ปิดประตูเจ๊ง' LDC

ได้เวลาพลิกฟื้นกิจการ หลังขาดทุนหนัก จากการเปิดสาขาใหม่ 11 แห่ง ภายใน 1 ปี “วัฒนา ชัยวัฒน์” แห่ง “แอลดีซี เด็นทัล” รองรับเช่นนั้น

“กลยุทธ์เร่งขยายสาขาเชิงรุก เพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายรายได้ 1 พันล้านบาท ภายในปี 2560”

ถือเป็นชนวนเหตุสำคัญที่นำไปสู่ “ผลขาดทุน” 30.62 ล้านบาท ในปี 2558 และ 57.26 ล้านบาท ในช่วง9 เดือนปี 2559ของ บมจ.แอลดีซี เด็นทัล หรือ LDC ผู้ให้บริการทางทันตกรรมแบบครบวงจร

แม้ฐานะการเงินขององค์กรแห่งนี้จะอยู่ในช่วงขาลง แต่ราคาหุ้นที่ต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน บวกกับโอกาสฟื้นตัวของธุรกิจยังพอมีให้เห็น ทำให้ในช่วงต้นเดือนส.ค.ที่ผ่านมา “นักลงทุนรายใหญ่ดีกรีหมอศิริราช ,รพ.เอกชัยการแพทย์ และรพ.รามาธิบดี”

ตัดสินใจเข้าเจรจากับผู้ก่อตั้ง “ทพ.วัฒนา ชัยวัฒน์” เพื่อขอซื้อหุ้นเพิ่มทุน50 ล้านหุ้น มูลค่าตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท ราคาหุ้นละ 1.56 บาทต่อหุ้น นำทีมโดย “หมอวิน-นพ.รัชต์ชยุตม์ จีระพรประภา” และ “นพ.ยรรยง พันธุ์วงศ์กล่อม” เป็นต้น

หลังจากก่อนหน้านี้ตัดขายหุ้นเพิ่มทุนล็อตแรก 50 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ1.63 บาท ให้กับนักลงทุนรายใหญ่ 7 ราย ในเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา หนึ่งในนั้น คือ “ประชา ดำรงค์สุทธิพงศ์” ควักเงินซื้อไป 10,000,000 หุ้น

หุ้นเพิ่มทุนทั้งสองล็อตของ LDC ไม่ติดเกณฑ์ "ไซเลนต์ พีเรียด" เท่ากับว่า วันนี้นักลงทุนเหล่านั้นอาจทยอยขายทำกำไรไปแล้วก็เป็นได้....

แน่นอนว่า สตอรี่สำคัญที่จะช่วยผลักดันราคาหุ้น LDC คงหนีไม่พ้นเรื่อง “หยุดขยายสาขา” และหันไปทำ Dental Tourism” ควบคู่กับการเข้าไป “เปิดคลีนิคฟันตามโรงพยาบาลอื่นๆ”

“หมอหนึ่ง-วัฒนา ชัยวัฒน์” กรรมการผู้จัดการ บมจ.แอลดีซี เด็นทัล ยืนยันผ่าน“กรุงเทพธุรกิจ Biz Week” ว่า ตอนนี้บริษัทหยุดขยายสาขาแล้ว หลังในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเน้นขยายตัวไปตามต่างจังหวัด โดยเฉพาะหัวเมืองใหญ่จำนวน 11 สาขา ไม่ว่าจะเป็น เชียงใหม่ ,เชียงราย, ลำปาง,อุดรธานี,นครพนม,มุกดาหาร,นครราชสีมา (โคราช) ,อุบลราชธานี, ขอนแก่น ,มหาสารคาม ,นครสวรรค์ และ นครศรีธรรมราช

แผนงานดังกล่าวเป็นความตั้งใจแต่แรกของทีมงานที่ต้องการผลักดันสาขา จาก 20 สาขา เป็น 40 สาขา ในปี 2560 แต่การดำเนินการดังกล่าว ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายและค่าเสื่อมราคาค่อนข้างมาก

หลังงบลงทุนต่อหนึ่งสาขาอยู่สูงถึง 15-16 ล้านบาท แม้จะพยายามลดต้นทุนด้วยการเช่าที่ดินระยะยาว 15 ปีขึ้นไปก็ตาม แต่ยิ่งพบว่า ยอดรายรับในสาขาต่างจังหวัดเติบโตไม่ทัน ทำให้บริษัทประสบปัญหาขาดทุน

ในช่วงที่เร่งขยายสาขาใหม่ ภาวะเศรษฐกิจในประเทศอยู่ในอาการซบเซา ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ส่งผลให้กำลังซื้อในต่างจังหวัดหดตัว แม้จะรับรู้สภาพเศรษฐกิจ แต่ก็เลือกที่จะขยายสาขาต่อ เพราะมีความคิดว่า หากเข้าไปเลือกที่ตั้งของสาขาได้ก่อนคนอื่นอาจทำได้เปรียบคู่แข่งที่มีทุนหนากว่าเรา

ทว่าสุดท้ายทุกอย่างไม่เป็นอย่างหวัง แต่ยังถือว่า มีข้อดีอย่างหนึ่ง คือ ได้แนะนำตัวเองให้คนพื้นที่ได้รู้จักก่อน ฉะนั้นหน้าที่ของเราในเวลานี้ต้องเร่งสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักเพราะนั่นคือทางเดียวที่จะเหนือคู่แข่ง

“เราชี้แจ้งนักลงทุนมาตลอดว่า ช่วงสตาร์ทอัพ ธุรกิจจะเติบโตช้ามากอาจต้องนั่งตบยุงสัก 2-3 ปี เพราะร้านหมอฟันเป็นงานที่ต้องอาศัยความน่าเชื่อถือ” 

“หมอหนึ่ง” เล่าต่อว่า แผนหยุดขยายสาขา ส่วนหนึ่งมาจากคำแนะนำของนักลงทุนรายใหม่ ซึ่งเราก็มองว่าเป็นเรื่องดี ฉะนั้นจากนี้จะขอเน้นบริหารสาขาที่มีอยู่ให้มีกำไรเสียก่อน เมื่อคุ้มทุนแล้วค่อยกลับมาคิดเรื่องขยายสาขาใหม่

แต่เรื่องหนึ่งที่สำคัญกว่าการขยายสาขา คือ การเติบโตด้วยกลยุทธ์อื่น เช่น 1.เข้าไปเช่าพื้นที่ตามโรงพยาบาลอื่นๆ เพื่อเข้าไปเปิดศูนย์ทันตกรรม ถือเป็นการขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ดีทางหนึ่ง จากการสำรวจพบว่า โรงพยาบาลหลายแห่งยังไม่มีศูนย์ทันตกรรม สวนทางกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ     

2.มองหาโอกาสการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) และประเทศจีน เนื่องจากวันนี้กำลังซื้อภายในประเทศหดตัว ตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว

ตรงข้ามกับกำลังซื้อในกลุ่ม CLMV และเมืองจีน ที่อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ประกอบกับภาพลักษณ์ของแพทย์ไทยเป็นที่ยอมรับของต่างชาติ ฉะนั้นหากเข้าไปเจาะตลาดเหล่านี้ได้ย่อมได้รับผลประโยชน์แน่นอน

สำหรับกลยุทธ์การทำงานนอกบ้าน เขา อธิบายว่า สามารถทำได้หลากหลายทาง เช่น เปิดสาขาใหม่ หรือส่งคนไข้เข้าไปรักษาตามโรงพยาบาลของประเทศนั้นๆ แต่ตอนนี้คงต้องเร่งสร้างแบรนด์และนำเสนอจุดเด่นให้ต่างชาติรับรู้ก่อน เมื่อแบรนด์เข้าถึงผู้บริโภคระดับหนึ่งอาจเข้าไปจัดตั้งสำนักงาน เพื่อให้โบรกเกอร์หรือกลุ่มทัวร์แนะนำคนไข้มารักษาที่ LDC

ในฐานะผู้ก่อตั้งธุรกิจย่อมต้องการเห็นบริษัทกลับมามีกำไรเร็วๆ แต่ทุกอย่างต้องใช้เวลา คงไม่มีเจ้าของคนไหนอยากเห็นงานที่สร้างมาเละเทะ

กรรมการผู้จัดการ ประเมินทิศทางผลประกอบการในปี 2559 ว่า ก่อนหน้านี้คาดว่ารายได้อาจขยายตัวเฉลี่ย 60% แต่ตอนนี้คงทำไม่ได้แล้ว หลังในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาสร้างรายได้เพียง 262.15 ล้านบาท ขณะเดียวกันยังมีผลขาดทุน 57.26 ล้านบาท หลังมีต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการเปิดสาขาใหม่ และมีต้นทุนในการบริหารจัดการสาขา และค่าจ้างบุคลากรค่อนข้างมาก

ส่วนตัวเชื่อมั่นว่า ในปี 2560 องค์กรแห่งนี้คงมีฐานะกลับมาเป็น “บวก” เพราะจะเริ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการสาขาใหม่ในช่วงที่ผ่านมา ขณะเดียวกันยังมีแผนทำการตลาด เพื่อสร้างการรับรู้อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เนื่องจากตลอด 10 ปีที่ผ่านมา กลุ่มลูกค้าสำคัญของ LDC ส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นเก่า ฉะนั้นต้องเร่งมือปรับองค์กรให้มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อเรียกกำลังซื้อจากกลุ่มวัยรุ่น ตามแผนจะทยอยปรับปรุงสาขาเก่าก่อน

ทันตแพทย์วัฒนา” ทิ้งท้ายว่า ผมไม่ได้รู้จักนักลงทุนที่เข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มทุนมาก่อน แต่มีที่ปรึกษาแนะนำให้รู้จัก ฉะนั้นคงไม่สามารถบังคับให้เขาเหล่านั้นถือหุ้น LDC ระยะยาวหรือระยะสั้นได้ แต่เรื่องหนึ่งที่ได้จากนักลงทุนกลุ่มนี้ คือ ทำให้เรารับรู้ว่า คนนอกคิดอย่างไรกับกิจการของ LDC ที่สำคัญได้รับข้อมูลที่ดีในการขยายกิจการ หากเรื่องใดทำได้เราไม่รีรอ

“ก่อนจะปรับแบรนด์ให้ดูมีความทันสมัย คงต้องเริ่มปรับภาพลักษณ์ของซีอีโอก่อน ด้วยการเคลือบฟันกระเบื้องทั้งปาก เพื่อยิ้มที่สดใส ใครสนใจติดต่อเราได้” เอ็มดีใหญ่ LDC ไม่ลืมที่จะขายของ