วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

แบงก์ระบุฟินเทค 'โอกาส-ท้าทาย'

"แบงก์" มอง "ฟินเทค" เป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย มั่นใจยังได้เปรียบจากฐานทุน-ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ผ่านวิกฤติ แนะปรับตัวบนจุดแข็งที่มี

สมาคมเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์ จัดสัมมนาทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2560 หัวข้อ "เศรษฐกิจไทยก้าวอย่างไร ในยุคเทคโนโลยีป่วนโลก” วานนี้ (16 พ.ย.) โดยมีนักธุรกิจ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ สะท้อนมุมมองเศรษฐกิจไทยและการปรับตัวในยุคเทคโนโลยี

นายอนุชิต อนุชิตานุกูล ประธานสายพัฒนาระบบงาน ช่องทางขายและผลิตภัณฑ์ ธนาคารเกียรตินาคิน กล่าวในงานเสวนา“เมื่อเทคโนโลยีใหม่ เขย่าภาคการเงิน” ว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว ทำให้การมองแค่ภูมิภาคไม่พอ โจทย์ตอนนี้ มาจากที่ไหนเมื่อไรก็ได้ แลนด์สแคปเปลี่ยนเร็วตามเทคโนโลยี อีกเทรนด์สำคัญคือบทบาทสถาบันการเงินที่เป็นตัวกลาง ถููกท้าทายด้วยเทคโนโลยี แต่ก็เป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย

“คนสมัยนี้กล้าลอง เป็นโอกาสสำหรับผู้เข้าตลาดใหม่ ดังนั้น สถาบันการเงินถูกท้าทายตลอด ทุกคนมองหาของฟรี เป็นแรงกดดันประเภทหนึ่ง ไม่กี่ปีก่อนธปท.ยังกดดันให้แบงก์เลิกพึ่งดอกเบี้ย มาพึ่งค่าฟี ตอนนี้ฟีก็ไม่มี เป็นเรื่องยากลำบาก แต่ก็เป็นความท้าทายผู้เข้ามาใหม่เช่นกัน ก็ต้องคิดว่าจะให้บริการมีต้นทุนเท่าไร ทุกอย่างเป็นเหรียญสองด้าน”

นอกจากนี้ ผู้ใช้บริการ ในสมัยนี้ ยังเชื่อเพื่อนค่อนข้างมาก ทำให้ตลาดเปลี่ยน แต่ในแง่ของสถาบันการเงิน ความน่าเชื่อถือยังเป็นหัวใจ ขณะเดียวกันอีกแนวโน้มหนึ่งที่ท้าทายสถาบันการเงินที่อาศัยความเชี่ยวชาญในธุรกิจเช่นการเป็นผู้ให้คำแนะนำหรือการปล่อยสินเชื่อ กำลังถูกท้าทาย ด้วยเทคโนโลยี AI

สำหรับรูปแบบการให้บริการหลังจากนี้ สาขาจะมีความจำเป็นน้อยลง สังคม คนเปลี่ยนไป ดิจิทัลมากขึ้น แม้กระนั้น แบงก์ยังมีข้อได้เปรียบเทียบฟินเทค เช่น มีเงินทุน ความเชี่ยวชาญ การให้สินเชื่อและจัดเก็บ ดังนั้น การปรับตัวบนความเชี่ยวชาญที่มีอยู่ เป็นเรื่องสำคัญ และความเชื่อมั่นที่มีต่อธนาคาร อาจจะไม่ใช่เรื่องของเงินกองทุนเหมือนเดิม แต่ต้องไปถึงเรื่องความปลอดภัยของระบบเทคโนโลยีและพลังของเครือข่ายข้ามชาติ

“ฟินเทคเดี่ยวๆ สู้แบงก์ที่มีเครือข่ายข้ามชาติไม่ได้ มันเป็นพาวเวอร์ของเครือข่ายที่สร้างมานาน การตอบสนองการแข่งขันของแบงก์ การลดราคาก็ทำให้ผู้เข้ามาใหม่ทำได้ยาก แบงก์มีฐานพอทำได้ อีกด้าน เกี่ยวกับฝ่ายกำกับ เมื่อถูกรุกคืบจากธุรกิจอื่นก็ต้องขยายกลับไปยังธุรกิจอื่น เป็นไปได้ว่าแบงก์มีช่องทาง การขยายสู่ธุรกิจอื่นเพื่อหารายได้เช่นบัตรเครดิต ห้นไปขายของ ใช้ข้อมูลจากบิ้กดาต้ามาขายของทดแทน”

ขณะที่ธุรกิจแบงก์ผ่านวงจรขึ้นลงของเศรษฐกิจ เจ้าของเปลี่ยน เพิ่มทุนเปลี่ยนมืออยู่รอดมาได้ แม้การแข่งขันมีขึ้นมา แต่ก็มีความท้าทายแต่เมื่อเจอวิกฤต จะกวาดไปหมดเหลือแต่ตัวจริง

แอสเซ็นต์ยังไม่แข่งแบงก์ปล่อยกู้

นายธีรวัฒน์ ดิลกสกุลชัย หัวหน้าสายงานฝ่ายกลยุทธ์ บริษัทแอสเซ็นต์กรุ๊ป ในกลุ่มอาลีบาบา ในฐานะนอนแบงก์ที่เข้ามามีบทบาทในภาคการเงิน กล่าวว่าที่ผ่านมา อาลีบาบา ต้องการขยายไประดับโลก ส่วนหนึ่งเพราะนักลงทุนจีน ต้องการลงทุนในไทย ซึ่งความร่วมมือของอาลีบาบากับบริษัทจะไม่ได้สร้างการแข่งขันกับแบงก์มากนัก เพราะเราไม่มีใบอนุฐาตและไม่ได้มีฐานทุนมากพอที่จะปล่อยกู้เพื่อแข่งกับแบงก์ได้

นายบาลา จักราวาตี ศาสตราจารย์ด้านการสร้างผู้นำและสร้างการเปลี่ยนแปลง สถาบันการพัฒนาและบริหารจัดการระหว่างประเทศ (ไอเอ็มดี) กล่าวว่า ปัจจุบันอันดับการแข่งขันของไทยอยู่ในระดับกลาง เนื่องจากยังมีจุดอ่อนทางด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือกันสนับสนุนให้เกิดกลุ่มสตาร์ทอัพไทย และผลักดันให้ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อสร้างรายได้มหาศาลและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

กลุ่มสตาร์ทอัพ ที่ประสบความสำเร็จ หรือเรียกว่า กลุ่มยูนิคอน ยกตัวอย่างที่ในต่างประเทศ เช่น อาลีบาบา และ อูเบอร์

ทั้งนี้ ประเทศไทยสามารถผลักดันให้เกิดกลุ่มยูนิคอร์นเพิ่มขึ้นได้ ผ่านการสนับสนุนด้านเงินทุนให้เปล่า และองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อสร้างการทดลองและวิจัยให้เกิดนวัตกรรม หรือสิ่งใหม่

จีนครองแชมป์ยูนิคอนเอเชีย

จากการรวบรวมข้อมูลโดยไอเอ็มดี พบว่า การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ทำให้เกิดกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ ยูนิคอน ทั่วโลก จำนวนกว่า 174 ราย ซึ่งธุรกิจของยูนิคอร์นมีมูลค่าตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) รายละไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 3.5 หมื่นล้านบาท ยูนิคอนที่มีมาร์เก็ตแคปสูงสุด 25 อันดับแรกมาจากจีนมากสุด ส่วนใหญ่ พบว่ายังไม่มียูนิคอนที่มีมาร์เก็ตแคปสูง

“ประเทศไทยต้องนำประโยชน์ของดิจิทัลมาปรับใช้ และให้ความสำคัญกับการผลิตยูนิคอน โดยต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่ เทคโนโลยีเก่าไม่ได้ทำลายบริษัท แต่สิ่งที่จะทำลาย คือ ผู้นำที่ไม่ดี อยู่เฉย และไม่เปลี่ยนแปลง"

สื่อรับมือเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงได้

นายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการอำนวยการ เครือเนชั่น กล่าวว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ทำให้วงการสื่อมวลชนค่อนข้างปั่นป่วนและต้องปรับตัวอย่างมาก ส่วนผู้บริโภคเองมีพฤติกรรมการใช้สื่อใหม่ สำหรับติดตามข่าวสารมากขึ้น โดยเริ่มอ่านหนังสือพิมพ์และดูทีวีลดลง ส่งผลให้เทรนด์ตลาดหนังสือพิมพ์โดยรวมเริ่มมียอดขายลดลง โฆษณาลดลง ส่วนภาพรวมทีวีประสบปัญหาและถูกลดบทบาทความสำคัญลงเช่นกัน จากการเสพข้อมูลผ่านสื่อใหม่ นับเป็นความท้าทายอย่างยิ่งของวงการสื่อมวลชน

“เทคโนโลยีช่วยเอื้อประโยชน์ให้คนเข้าถึงการรับรู้ข้อมูล ติดต่อข่าวสารได้เร็วขึ้น และหลายสื่อใหม่ที่เกิดขึ้นก็ช่วยลดการชี้นำในเรื่องใดเรื่องหนึ่งลง และช่วยให้มีข้อมูลเปรียบเทียบที่หลากหลาย ตรวจสอบได้มากขึ้น”

มองว่าท้ายที่สุด วงการสื่อจะสามารถปรับตัวรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปได้ หากองค์กรไหนมีเครี่องมือสื่อหลายประเภท เช่น ทีวี หนังสือพิมพ์ วิทยุ ก็อาจปรับตัวได้ง่ายกว่าองค์กรที่มีสื่อประเภทเดียวอยู่ในมือ

นอกจากนี้ มองว่าในทุกครั้งที่เกิดเรื่องวิกฤติต่างๆ ผู้คนจะยังคงให้ความสำคัญ และเข้ามาดูข้อมูลจากสื่อกระแสหลัก เช่น หนังสือพิมพ์ ทีวี กันอยู่มาก เพราะมองว่าสื่อกระแสหลักมีความน่าเชื่อถือ มีจรรยาบรรณ และมีมาตรฐานวิชาชีพในการทำงาน ทำให้ข้อมูลน่าเชื่อถือกว่าข้อมูลออนไลน์ที่แชร์กันมา ดังนั้นสื่อกระแสหลักยังมีความสำคัญ และทำให้เกิดความน่าเชื่อถือในสังคมได้อยู่

แนะออกกฎหนุนเทคโนโลยี

นางเอมี่ กุลโรจน์ปัญญา ผู้อำนวยการสื่อสารและมวลชนสัมพันธ์ บริษัท อูเบอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า ถ้าหากประเทศไทย ต้องการจะขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศด้วยการดึงประโยชน์จากเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้น ก็อาจต้องมีนโยบายที่ปรับเปลี่ยนให้สอดรับหรือเอื้ออำนวยต่อการนำประโยชน์เทคโนโลยีมาใช้พัฒนาด้วยเช่นกัน โดย อูเบอร์ ก็มีความตั้งใจที่จะดำเนินธุรกิจภายใต้กฎหมาย โดยในปัจจุบันมีทั้ง สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ที่ยอมรับ และปรับเปลี่ยนกฎหมายกับการใช้เทคโนโลยีกับการเดินทางในรูปแบบนี้ ทำให้ อูเบอร์ ดำเนินธุรกิจในประเทศดังกล่าวอย่างถูกต้องตามกฎหมายแล้ว