วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (15 พ.ย.59)

หุ้นวัฏจักรขึ้น แต่ตลาดเกิดใหม่ พันธบัตร ไฮเทค ร่วง

คาดหุ้นไทยวันนี้เคลื่อนไหวในกรอบแคบตามหุ้นสหรัฐ นักลงทุนเริ่มกลับมาพิจารณาผลลบของนโยบายของ Trump เกี่ยวกับการปกป้องทางการค้า ผลกระทบที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงทางการเมืองในยุโรปที่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่เพิ่มขึ้น การคาดการเงินเฟ้อสหรัฐที่สูงขึ้น เป็นผลลบต่อผลตอบแทนรวมในพันธบัตรระยะยาวทั่วโลก และหุ้นในตลาดเกิดใหม่ ภายในประเทศการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญจะทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนลดลงในระยะสั้น แต่จะเป็นประโยชน์ต่อการท่องเที่ยวของไทยในระยะยาว ด้วยการสกัดลูกทัวร์ที่มีรายได้ต่ำออกไป รัฐบาลสามารถระบายข้าวได้ 1.1 หมื่นตัน มันสำปะหลังได้ 8 แสนตัน ในวันแรกของการประชุมจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ขายในประเทศและผู้ซื้อในประเทศต่างๆ เป็นระยะเวลา 4 วัน ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงพาณิชย์ โดยประเมินว่าจะสามารถทำเงินได้ราว 6.3 หมื่นล้านบาทตลอดการประชุมนี้


หุ้นเด่นวันนี้: ERW (ราคาปิด 4.60 บาท; ซื้อ ราคาเป้าหมายปี 59 ของ AWS 5.50 บาท)

บมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด เป็นหุ้นเด่นที่เราเลือกในวันนี้ เพราะเป็นหุ้นท่องเที่ยวที่ขับเคลื่อนโดยอุปสงค์จากในประเทศและภูมิภาคเอเชียเป็นหลัก พร้อมทั้งมีการฟื้นตัวทางเทคนิคที่แข็งแกร่ง เราเชื่อว่าแนวโน้มอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยยังสดใสและเป็นหนึ่งในไม่กี่ปัจจัยที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไปได้ ERW มีกำไรที่ดูแข็งแรงขึ้นที่โดยประกาศออกมา 56 ลบ. เพิ่มขึ้น 229% QoQ และเพิ่มขึ้นจากขาดทุน 20 ล้านบาท ใน 3Q58 นับเป็นกำไรในช่วงไตรมาสที่ 3 ที่ดีที่สุดในรอบเก้าปี อันเป็นผลมาจากการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่องของจำนวนนักท่องเที่ยวไทย ที่โตขึ้น 13% YoYใน 3Q59 และรายได้ท่องเที่ยวของไทยเพิ่มขึ้นถึง 15% เทียบปีก่อน โรงแรมราคาประหยัด Hop Inn เป็นตัวสร้างการเจริญเติบโตของรายได้ที่สูงที่สุดให้ ERW บริษัทวางแผนจะเปิดโรงแรม Hop Inn อีก 9 แห่ง แบ่งเป็นในประเทศ 8 แห่งและฟิลิปปินส์ 1 แห่ง การฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวรัสเซียหลังจากที่ลดลงในปี 2558 น่าจะสนับสนุนผลการดำเนินงานครึ่งหลังของปี แม้ว่าการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญจากประเทศจีน ที่กระทบทำให้จำนวนของนักท่องเที่ยวชาวจีนลดลงไปสักพัก แต่เราเชื่อว่าผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยไม่น่ามากนัก กลับกันน่าจะสร้างประโยชน์ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว คาดการณ์เฉลี่ยกำไรสุทธิของ ERW เติบโตที่แข็งแกร่ง 74% ในปีนี้และ 22% ในปี 2560 Price Pattern ของ ERW ยังคงมีความแข็งแกร่งทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง จากการเกิดทั้ง Daily & Weekly Buy Signal แม้ว่าแนวโน้มหลักยังอยู่ในแนวโน้มขาลง (Downtrend) จากการเกิด Monthly Sell Signal ก็ตาม เป้าหมายถัดไปอยู่ที่ 4.72 บาท และมีเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ 5.10 บาท ซึ่ง ERW มีจุด Stop Loss ระยะสั้นอยู่ที่ 4.46 บาท (Resistance: 4.66, 4.72, 4.80; Support: 4.54, 4.46, 4.40)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• การปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญจะทำให้การท่องเที่ยวชะลอตัวชั่วคราว สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลังหรือสศค. เผยว่าจากตัวเลขของสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) รายได้จากการท่องเที่ยวคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเพียง 1.28% YoYในไตรมาส 4 ของปีนี้เนื่องจากการปราบปรามแพ็คเกจทัวร์ศูนย์เหรียญอย่างหนักนับตั้งแต่ปลายเดือนส.ค. และส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากช่วงไว้ทุกข์ของประเทศ อย่างไรก็ตาม สศค. ประมาณการว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปีนี้ทั้งปีที่จะเข้ามาในประเทศจะเท่ากับ 33.25 ล้านราย เพิ่มขึ้น 11.3% และสร้างรายได้ให้แก่ประเทศอยู่ที่ 1.68 ล้านล้านบาท ในปีหน้า สศค. ประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติว่าจะเพิ่มขึ้น 12% อยู่ที่ 37.24 ล้านราย (Bangkok Post)

• ผู้ส่งออกได้เซ็น MOU เพื่อขายข้าวและมันสำปะหลัง จากการประชุมจับคู่ธุรกิจระยะเวลา 4 วันจัดโดยกระทรวงพาณิชย์ระหว่างผู้ส่งออกข้าวไทยและมันสำปะหลังกับผู้ซื้อ 300 รายจาก 41 ประเทศ ผู้ส่งออกไทยประสบความสำเร็จในการเซ็น MOU 5 ฉบับ ในการขายข้าวจำนวน 11,000 ตันและมันเส้นจำนวน 800,000 ตันกับผู้ซื้อจากฮ่องกง เหตุการณ์ดังกล่าวคาดว่าจะก่อให้เกิดคำสั่งซื้อมูลค่ารวม 6.3 หมื่นล้านบาท (Bangkok Post) ความเห็น: ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามจากภาครัฐเพื่อกระตุ้นการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในช่วงที่เหลือของปี

• กสทช. ลงนาม MoUร่วมกับญี่ปุ่นและภูฏานในงาน ITU Telecom World Forum 2016 เพื่อร่วมมือกันพัฒนากลุ่มอุตสาหกรรม ICT โดยกสทช. ลงนามข้อตกลงร่วมกับกระทรวงมหาดไทยและการสื่อสารของญี่ปุ่นในการร่วมพัฒนาในด้านการสื่อสารและการออกอากาศระหว่างประเทศ ขณะที่ MoUร่วมกับภูฏานจะเป็นข้อตกลงที่ทางกสทช. จะแนะแนวทางและความรู้เกี่ยวกับระเบียบและกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม ICT เพื่อช่วยพัฒนาระบบโครงสรางพื้นฐานดิจิตอลในประเทศภูฏาน (Bangkok Post)

ต่างประเทศ:

• เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรชันขึ้น นักลงทุนแห่เทขายพันธบัตรเมื่อวันจันทร์ ส่งผลให้ตลาดพันธบัตรตกต่ำสุดในรอบกว่า 7 ปี จากการคาดการณ์มากขึ้นว่าเงินเฟ้อจะกลับมาเป็นแรงผลักดันภายใต้นโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีซึ่งอ่อนไหวมากที่สุดต่อเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นเหนือระดับ 3% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนม.ค. ส่วนต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี และ 2 ปีเพิ่มขึ้นจาก 1.21% ณ สิ้นสัปดาห์ที่แล้ว มาอยู่ที่ 1.26% ซึ่งมีความกว้างมากที่สุดนับแต่เดือนธ.ค. ของปีที่แล้ว (Reuters)

• ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 11 เดือนเทียบกับสกุลเงินหลักๆ เมื่อวันจันทร์เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐปรับตัวขึ้นจากการคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้น 1.1% อยู่ที่ 100.10 หลังจากแตะระดับ 100.22 ในวันจันทร์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับแต่ 3 ธ.ค. 58 (Reuters)

สหรัฐ:

• ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐปิดเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเมื่อวันจันทร์ หลังจากพุ่งขึ้นมากในสัปดาห์ก่อน โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีร่วงลงอย่างหนักกลบหุ้นกลุ่มการเงินที่ปรับตัวขึ้นมากเนื่องจากนักลงทุนคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะสูงขึ้นและทางการจะผ่อนคลายกฎระเบียบของภาคธนาคาร ดัชนีแนสแดคซึ่งมีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีรวมอยู่ในการคำนวณดัชนีได้รับแรงกดดันนับแต่การเลือกตั้งประธานาธิบดีในวันที่ 8 พ.ย. เนื่องจากนักลงทุนเข้าลงทุนในกลุ่มการเงิน กลุ่มอุตสาหกรรมและพลังงาน ซึ่งคาดว่าจะได้รับประโยชน์จากนโยบายของทรัมป์ (Reuters)

• แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐดูเหมือนจะขยายตัวแข็งแกร่งเพียงพอสำหรับเฟดที่จะดำเนินการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างค่อยเป็นค่อยไป นายสแตนลีย์ ฟิสเชอร์ รองประธานเฟดได้ให้ความเห็นเป็นครั้งแรกหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐว่าเฟดใกล้จะบรรลุเป้าตัวเลขการจ้างงานและอัตราเงินเฟ้อ และส่งสัญญาณขานรับนโยบายของนายทรัมป์ในการเพิ่มมาตรการกระตุ้นทางการคลัง เพื่อผ่อนคลายภาระของเฟดในการใช้นโยบายทางการเงิน (Reuters)

• โอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะมีมากขึ้นหากรัฐบาลใช้วิธีปรับลดภาษีหรือเพิ่มการใช้จ่ายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จากคำกล่าวของนายเจฟฟรีย์ แลคเกอร์ ประธานเฟดสาขาริชมอนด์เมื่อวันจันทร์ (Reuters)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันจันทร์ปรับตัวสูงขึ้นโดดเด่นนำโดยการปรับตัวสูงขึ้นของหุ้นกลุ่มธนาคาร ขณะที่ราคาหุ้น IntrumJustitia ซึ่งเป็นผู้ให้บริการบริหารจัดการสินเชื่อในยุโรปได้พุ่งสูงขึ้นจากข่าวการควบรวมกิจการ เช่นเดียวกับราคาหุ้น Siemens ที่ได้แรงหนุนจากข่าวการเข้าซื้อกิจการ Software(Reuters)

• รองประธาน ECB กล่าวเตือนถึงความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจจากชัยชนะของ Donald Trumpนาย VitorConstancioรองประธาน ECB กล่าวว่าตลาดการเงินต่างๆ ได้ปรับตัวตอบรับไปแล้วกับมุมมองเชิงบวกจากการขยายตัวของเศรษฐกิจที่จะมีมากขึ้นหลังจากชัยชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ของ Donald Trump อย่างไรก็ตามนโยบายเศรษฐกิจในลักษณะปกป้องตัวเอง (Protectionism) รวมไปถึงความเสี่ยงทางการเมืองต่างๆ ของ Trump เชื่อว่าจะส่งผลกระทบกับยุโรปหลังจากนี้ (Reuters)

• การลงประชามติในรัฐธรรมนูญของอิตาลีที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 ธ.ค. นี้ ถูกมองมากขึ้นว่าเป็นตัวชี้วัด Sentiment ความนิยมของประชาชนหลังจากเหตุการณ์ที่ Donald Trump ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งนี้หากผลโหวคออกมาเป็น No จะส่งผลให้พรรค Five Star Movement ที่กำลังได้รับคะแนนเสียงจากประชาชนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เข้าใกล้การเป็นรัฐบาลมากขึ้น (Reuters)

เอเชีย:

• ผู้กำหนดนโยบายของญี่ปุ่นจะเริ่มเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นขั้นตอนต่อไป ในการจุดประกายการเติบโตทางเศรษฐกิจที่จะได้รับแรงหนุนทางการเงินของธนาคารกลางน้อยลง และความไม่แน่นอนของวาระการประชุมของประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ นายโดนัลด์ ทรัมป์(Reuters)

• เศรษฐกิจของจีนส่วนใหญ่แสดงให้เห็นสัญญาณการทรงตัวในเดือนตุลาคมตามที่คาดไว้ แต่อัตราการเติบโตของยอดขายค้าปลีกน่าผิดหวัง และความกลัวการกีดกันการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีใหม่ นายโดนัลด์ ทรัมป์จะทำให้แนวโน้มไม่สดใส การลงทุนในสินทรัพย์คงที่ขยายตัว 8.3% YoYในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2559 ตามความคาดหวังของตลาดและได้รับการสนับสนุนโดยการใช้จ่ายส่วนใหญ่ของภาครัฐ การลงทุนโดยรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้น 20.5% เป็นสัญญาณที่ดีกับการเจริญเติบโตของการลงทุนภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้นเป็น 2.9% จาก 2.5% ในงวด 9 เดือนแรกของปี 2559 แม้ว่ามันจะยังคงซบเซาหลังจากแตะจุดต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2.1% ใน 8เดือนแรกของปี 2559 ซึ่งการลงทุนภาคเอกชนคิดเป็นประมาณ 60% ของการลงทุนโดยรวมในประเทศจีน(Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• ราคาน้ำมันดิบเมื่อวันจันทร์ค่อนข้างทรงตัว โดยในช่วงท้ายมีการฟื้นตัวจากระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือน หลังจากที่มีข่าวว่าสมาชิกกลุ่ม OPEC ยังคงมีการพูดคุยที่จะแก้ปัญหามุมมองที่แตกต่างกันออกไปของแต่ละกลุ่มประเทศสมาชิก เพื่อนำไปสู่การลดกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มฯ โดยราคาน้ำมันดิบ Brent ล่วงหน้าปรับตัวลดลง 0.72% มาอยู่ที่ 44.43 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ WTI ล่วงหน้าปรับตัวลดลง 0.2% มาอยู่ที่ 43.32 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรล (Reuters)

• ราคาทองคำเมื่อวันจันทร์ปรับตัวลดลงเป็นวันที่ 3 ติดต่อกันสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 5 เดือนครึ่ง จากแรงกดดันของการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ฯ โดยราคาทองคำตลาดจรปรับตัวลดลง 0.6% มาอยู่ที่ 1,218.92 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ ซึ่งในระหว่างการซื้อขายได้มีการปรับตัวลดลงถึงระดับ 1,211.08 ดอลลาร์ฯ ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 3 มิ.ย. ทั้งนี้การปรับตัวลดลงของราคาทองคำในช่วง 3 วันหลังสุดนับเป็นการลดลงที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือน ก.ค. 2558 (Reuters)