วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

Daily Market Outlook (14 พ.ย.59)

กระแสเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่เข้าหาพันธบัตรสหรัฐฯ

คาดตลาดหุ้นไทยวันนี้อ่อนตัวลงตามทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาค จากเม็ดเงินลงทุนที่จะไหลเข้าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ให้อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น บนความคาดหวังต่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากในสหรัฐฯ นับจากนี้ที่จะผลักดันให้เงินเฟ้อขยายตัวและก่อให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องออกพันธบัตรรัฐบาลมาเพื่อระดมทุนในการลงทุนดังกล่าว ขณะที่ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่น่าจะมีมากขึ้นสร้างความกังวลให้กับตลาดในเอเชีย ปัจจัยในประเทศค่อนข้างผสม โดยมีแรงหนุนจากการเร่งโครงการลงทุนของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจให้สามารถเริ่มดำเนินการได้ในปีหน้า ขณะที่ตัวเลขการใช้งบโฆษณาที่หดตัวแรง 45% ในเดือน ต.ค. น่าจะสร้างแรงกดดันส่วนหนึ่งให้กับหุ้นกลุ่มบันเทิง


หุ้นเด่นวันนี้: BDMS(ราคาปิด 22.80 บาท; ซื้อ; ราคาเป้าหมายปี 60 ของ AWS 32.00 บาท)

บมจ. กรุงเทพดุสิตเวชการ เป็นหุ้นเด่นในวันนี้จากการคาดการณ์ว่ากำไรจะดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังและการขยายเครือข่ายโรงพยาบาลอย่างแข็งแกร่ง แม้ว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/59 จะลดลง QoQ แต่เราคาดว่ากำไรของ BDMS จะกลับมาดีขึ้นอีกครั้งทั้งในไตรมาส 3/59 และ 4/59 ต้อนรับช่วงไฮซีซั่นซึ่งจะช่วยหนุนจำนวนคนไข้ให้เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้ง บริษัทจะยังคงดำเนินการขยายเครือข่ายโรงพยาบาลต่อไป โดยตั้งเป้าไว้ที่ 50 โรงพยาบาลภายใน 1-2 ปีข้างหน้า และเมื่อเร็วๆ นี้ BDMS ได้อนุมัติให้บริษัท เปาโลเมดิค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้าซื้อและรับโอนกิจการทั้งหมดของบริษัท เมโยโพลีคลีนิค จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนภายใต้ชื่อ โรงพยาบาลเมโย ซึ่งเน้นกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง โดยโรงพยาบาลแห่งใหม่นี้จะเพิ่มจำนวนโรงพยาบาลในเครือข่ายของ BDMS เป็นทั้งหมด 44 โรงพยาบาล การขยายเครือข่ายโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่องดังกล่าวไม่ได้แค่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายเท่านั้น แต่ยังช่วยให้บริษัทได้ประโยชน์จากการกระจายความเสี่ยงทางด้านรายได้จากกลุ่มคนไข้อีกด้วย เราประมาณการการเติบโตของกำไรปกติที่ 15.9% ในปี 59 และ 6.5% ในปี 60 Price Pattern ของ BDMS มีความแข็งแกร่งทั้งในระยะสั้นและระยะกลาง จากการเกิดทั้ง Daily & Weekly Buy Signal แต่แนวโน้มหลักยังอยู่ในแนวโน้มขาลงจากการเกิด Monthly Sell Signal ทั้งนี้แนวโน้มหลักของ BDMS จะเปลี่ยนจากแนวโน้มขาลงไปสู่แนวโน้มขาขึ้น เมื่อ Price Pattern ของ BDMS สามารถปรับตัวขึ้นมาปิดตลาดรายเดือนได้เหนือ 23.50 บาท ซึ่งมีโอกาสที่ BDMS จะกลับมามีแนวโน้มหลักอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากเมื่อพิจารณา Price Pattern ของ BDMS มีเป้าหมายถัดไปของการทำ New High อยู่ที่ 28.25 บาท ทั้งนี้ BDMS มีจุด Stop Loss ระยะสั้นรอบนี้อยู่ที่ 21.40 บาท (Resistance: 23.00, 23.20, 23.40; Support: 22.60, 22.40, 22.20)

ปัจจัยสำคัญ

ประเด็นในประเทศ:

• เร่งเส้นตายลงทุนภาครัฐ รมว.คลังระบุรัฐบาลขอรัฐวิสาหกิจเร่งเดินหน้าโครงการลงทุนให้อยู่ในปีหน้า จากเดิมกรอบเวลาสองปี สอดคล้องกับความพยายามภาครัฐที่จะกระตุ้นการลงทุนในปี 60 รวมถึงเป็นการป้องกันความเสี่ยงขาลงต่อการเติบโตจากความไม่แน่นอนของทั่วโลกท่ามกลางการลงทุนภาคเอกชนที่ยังชะงักงัน (Bangkok Post)

• การใช้จ่ายโฆษณาลดลง 45% ใน ต.ค.Nielsen ประเทศไทยรายงานการใช้จ่ายโฆษณารวมในทุกสื่อสำหรับ ต.ค. เท่ากับ 5.61 พัน ลบ. ร่วง 45% เทียบปีก่อนจาก 1.02 หมื่น ลบ. เพราะเป็นช่วงถวายความอาลัย ทีวีได้รับผลกระทบมากสุดเพราะรัฐให้พักการถ่ายทอดเนื้อหาบันเทิงและการโฆษณาไปก่อน สำหรับช่วง 10 เดือนแรกตัวเลขการใช้จ่ายร่วง 9.4% เหลือ 9.22 หมื่น ลบ. (Bangkok Post)

• PTT (335.00 บ.) รายงานกำไรสุทธิงวด 3Q59 อยู่ที่ 2.70 หมื่นลบ. เป็นไปตามที่ตลาดคาดไว้ที่ 2.51 หมื่นลบ. (Bloomberg consensus) โดยผลประกอบการพลิกจากขาดทุนมหาศาลในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ 2.66 หมื่นลบ. จากการหายไปของรายการขาดทุนด้อยค่าสินทรัพย์ใน PTTEP ขณะที่กำไรสุทธิปรับตัวสูงขึ้น 8% QoQจากผลประกอบการในระดับสูงของธุรกิจก๊าซฯ ของ PTT โดยเฉพาะธุรกิจโรงแยกก๊าซฯ ที่ยังคงได้รับผลบวกจากต้นทุนก๊าซฯ ที่ปรับตัวลดลง ซึ่งช่วยชดเชยกับการอ่อนตัวลงของผลประกอบการของบริษัทย่อยในธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมต้นน้ำ (PTTEP) รวมถึงบริษัทลูกในธุรกิจโรงกลั่นและปิโตรเคมีที่ได้มีการรายงานผลประกอบการออกมาก่อนหน้านี้ (SET)ความเห็น: ผลบวกจากต้นทุนราคาก๊าซฯ ที่ปรับตัวลดลงจะยังคงต่อเนื่องไปจนถึงช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้าที่ราคาก๊าซฯ จะเริ่มมีการปรับตัวสูงขึ้น

• SIRI (1.69 บาท)รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/59 ที่603 ล้านบาท, ลดลง 3% QoQจากกำไรสุทธิ 622 ล้านบาทในไตรมาส 2/59(SET)ความเห็น:หากหักรายการพิเศษออก SIRI จะมีกำไรปกติ 576 ล้านบาท ลดลง4%จากกำไรปกติ 604 ล้านบาทในไตรมาส 2/59 เพราะรายได้การขายอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 3/59 อ่อนตัวลงเป็น 6,619 ล้านบาท ลดลง 19% QoQ ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่29.9% เมื่อเทียบกับ 30.3% ในไตรมาส 2/59 ข่าวดีคือการแบ่งปันส่วนได้เสีย(Equity Sharing) ของบริษัทร่วมทุน BTSG กับมามีกำไรเป็น31 ล้านบาทจากขาดทุน53 ล้านบาทในไตรมาส 2/59 และขาดทุน78 ล้านบาทในไตรมาส3/58กำไรสุทธิงวด 9M59 เป็น 1.8 พันล้านบาทคิดเป็น 56% ของประมาณการทั้งปีของเราที่ 3.1 พันล้านบาท บริษัทคาดหวังรายได้และกำไรสุทธิที่ก้าวกระโดดใน 4Q16 แต่อาจจะต้องมีการปรับลดเป้าหมายลงเพราะอยู่ในระยะเวลาการไว้ทุกข์ของประเทศอย่างไรก็ตามเราคงคำแนะนำซื้อด้วยราคาเป้าหมาย 2.24 บาท

ต่างประเทศ:

• เรื่องราวของสองตลาดที่สวนทางกัน ดัชนีดาวโจนส์ปรับตัวขึ้นสูงสุดในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานับแต่ปี 2554 เมื่อวันศุกร์เนื่องจากภาคธนาคาร ภาคอุตสาหกรรม พลังงาน เครื่องบินต่างปรับตัวขึ้นจากการคาดการณ์ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลสหรัฐ นอกจากนี้ ตลาดที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี สินค้าเพื่อสิ่งแวดล้อม และตลาดเกิดใหม่ถูกโจมตีจากขบวนการต่อต้านโลกาภิวัฒน์ การเลือกตั้งแบบประชานิยมจาก Brexitและการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐครั้งล่าสุด จะมีการเจรจาความสัมพันธ์ทางการค้า และคาดว่าจะมีการส่งเสริมการผลิตพลังงานภายในประเทศของสหรัฐแต่จะตัดงบอุดหนุนเกี่ยวกับพลังงานสีเขียว (Reuters)

• ตลาดเกิดใหม่โดนกระทบจากการกระโดดตัวของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ความเสี่ยงจากอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐฯ ทำให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อตลาดเกิดใหม่ในหลายๆ ประเทศ อีกทั้ง การอ่อนค่าของดอลลาร์นับตั้งแต่ชัยชนะของทรัมป์ทำให้มีการขายพันธบัตรจำนานมาก ซึ่งการเทขายของตลาดพันธบัตรทั่วโลกกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นการขายมากที่สุดในช่วง 1 – 1 ปีครึ่งที่ผ่านมา การกระโดดขึ้นของอัตราผลตอบแทนดังกล่าวทำให้ดึงเงินทุนจากตลาดเกิดใหม่ ( Bank of America Merill Lynch)

• สัญญาฟิวเจอร์สที่อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรระยะยาวลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 10 เดือนเมื่อวันศุกร์เนื่องจากนักลงทุนเป็นกังวลว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐจะออกกฎหมายที่ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้มูลค่าพันธบัตรลดลง ราคาสัญญาฟิวเจอร์สที่อ้างอิงกับอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ลดลงสู่ระดับ 127-5/32 ต่ำสุดนับแต่วันที่ 12 ม.ค. ก่อนจะถอยมาสู่ระดับ 127-10/32 (Reuters)

• ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นมากที่สุดในรอบ 9 เดือนเทียบกับสกุลเงินหลักๆ เมื่อวันศุกร์ เป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดในช่วง 1 ปีเนื่องจากนักลงทุนมองว่ามีโอกาสมากขึ้นที่ทรัมป์จะกระตุ้นอัตราเงินเฟ้อ ดัชนีค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้นกว่า 2% ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดในรอบ 1 สัปดาห์นับแต่เดือนพ.ย. 58 (Reuters)

สหรัฐ:

• ดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันศุกร์ ทำให้เป็นสัปดาห์ที่ดีที่สุดนับแต่ปี 2554 หลังชัยชนะที่ไม่คาดฝันของนายโดนัลด์ ทรัมป์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดี ตั้งแต่ที่ทรัมป์ได้รับชัยชนะเมื่อวันอังคาร นักลงทุนคาดว่าคำสัญญาที่ให้ไว้ในการหาเสียงที่จะลดความซับซ้อนเกี่ยวกับกฎระเบียบภาคประกันสุขภาพและภาคการเงิน และใช้จ่ายงบจำนวน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในโครงการเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานเป็นเวลา 1 ทศวรรษ อย่างไรก็ตาม ดัชนี S&P500 ปรับตัวลงจากราคาหุ้นในกลุ่มพลังงาน (Reuters)

• ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐพุ่งขึ้นในเดือนพ.ย. ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐของมหาวิทยาลัยมิชิแกนซึ่งได้จัดทำก่อนทราบผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 91.6 จาก 87.2 ในเดือนต.ค. ซึ่งเพิ่มขึ้น 0.3% YoYและสูงกว่าระดับเฉลี่ยในปี 59 ที่ 91.1 นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่าดัชนีดังกล่าวจะอยู่ที่ 88.0 ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคดีขึ้นในเดือน พ.ย. แม้จะมีการคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นในระยะสั้นและระยะยาวสู่ระดับ (2.7% จากระดับ 2.4% ในเดือนที่แล้ว (University of Michigan)

ยุโรป:

• ตลาดหุ้นยุโรปเมื่อวันศุกร์ปรับตัวลดลงนำโดยหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวลงตามการอ่อนตัวลงของราคาโลหะและราคาน้ำมัน ขณะที่แรงเทขายในหุ้นที่มีตลาดที่เกี่ยวข้องในประเทศเกิดใหม่เนื่องจากความกังวลว่านโยบายของนาย Donald Trump ประธานาธิบดีคนใหม่สหรัฐฯ จะกีดกันการค้ากับต่างประเทศ (Reuters)

• ความกังวลว่าอิตาลีอาจเป็นประเทศต่อไปที่จะเกิดผลกระทบจากการทำประชามติ เกี่ยวกับการปฏิรูปรัฐธรรมนูญที่จะมีขึ้นในวันที่ 4 ธ.ค. นี้ โดยก่อนหน้านี้ได้มีเหตุความรุนแรงและความไม่พอใจของประชาชนต่อผลการโหวตเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมไปถึงการ Brexitในเดือน มิ.ย. ที่ผ่านมา (Reuters)

เอเชีย:

• การเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นในไตรมาส 3/59 ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เนื่องจากการส่งออกที่ขยายตัวแข็งแกร่งติดต่อกัน 3 ไตรมาสแต่กิจกรรมในประเทศยังอ่อนแอจากความสงสัยเกี่ยวกับความหวังการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยเศรษฐกิจญี่ปุ่นในไตรมาส 3/59 ขยายตัว 2.2% YoYดีขึ้นกว่าตลาดที่คาดไว้ 0.9% และดีกว่าอัตราการเติบโตในไตรมาส 2/59อยู่ 0.7% โดย GDP ไตรมาส 3/59 ขยายตัว0.5% QoQเทียบกับ 0.2% QoQ ที่คาดโดยนักเศรษฐศาสตร์(Reuters)

• สินเชื่อใหม่ในเงินสกุลหยวนของจีนลงอย่างรวดเร็ว: ธนาคารจีนขยายสินเชื่อ 651.3 พันล้านหยวน (95.56 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ) ในการให้กู้ยืมใหม่สุทธิในเดือนตุลาคม ต่ำกว่าคาดและลดลงอย่างมากจาก 1.22 ล้านล้านหยวนในเดือนกันยายน แสดงว่าผู้กำหนดนโยบายเตรียมการป้องกันไม่ให้เกิดฟองสบู่สินทรัพย์ในตราสารหนี้มากขึ้น (Reuters)

• ประธานาธิบดีจีนปฏิญาณว่าจะอดทนสำหรับการเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดน: จีนจะไม่อนุญาตให้ส่วนหนึ่งของดินแดนของตนใด ๆ แยกออกไป ประธานาธิบดีสีจิ้นผิงกล่าวว่าในวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากสัปดาห์ของการตื่นตัวในฮ่องกงที่ต้องการความเป็นอิสระและไม่สนใจต่อการกระตุ้นของไต้หวันเกี่ยวกับประชาธิปไตยในด้านศูนย์กลางทางการเงินเอเชีย (Reuters)

สินค้าโภคภัณฑ์:

• น้ำมันร่วงกว่า 2% วันศุกร์ เพราะ OPEC ผลิตสูงสุดทำสถิติอีกครั้งทำให้สงสัยกันว่าแผนลดกำลังการผลิตจะทำได้จริงหรือไม่หรือจะบรรเทาปัญหาอุปทานล้นเกินที่มีมายาวนานได้หรือไม่ Brent ลบ 1.09 ดอลลาร์ (-2.4%) ปิดที่ 44.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยได้ลงไปแตะจุดต่ำสุดนับตั้งแต่ ส.ค. ที่ 44.19 ดอลลาร์ น้ำมันดิบสหรัฐล่วงหน้าลบ 1.25 ดอลลาร์ (-2.8%) ปิดที่ 43.41 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ฟื้นจากจุดต่ำสุด 43.04 ดอลลาร์ (Reuters)

• ทองคำร่วง 3% แตะจุดต่ำสุดรอบหน้าเดือนในวันศุกร์ หลังจากสินค้าโภคภัณฑ์ถูกเทขายและผลตอบแทนพันธบัตรก็พุ่งขึ้นจากการเก็งว่ารัฐบาลสหรัฐจะเทหน้าตักใช้จ่ายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างมากจะกระตุ้นเงินเฟ้อ ราคาทองคำตลาดจรปิดลบ 3% ไปอยู่ที่ 1,222.38 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แรงเทขายทำให้ทองรายสัปดาห์แย่สุดนับจาก มิ.ย. 56 แม้จะวิ่งขึ้น 5% ในวันพุธตอนที่ Trump ชนะเลือกตั้งก็ตาม ราคาทองคำสหรัฐล่วงหน้าส่งมอบ ธ.ค. ได้ลบไป 3.3% ปิด 1,224.30 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ (Reuters)