วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

‘ไอแบงก์’ เร่งปรับโครงสร้าง เปิดหาพันธมิตรใหม่ปีหน้า

“ไอแบงก์”เรียกประชุมผู้ถือหุ้นธ.ค.นี้ ขออนุมัติปรับโครงสร้างการเงิน รองรับคลังใส่เงินเพิ่มทุน 1.8 หมื่นล้าน ให้เงินกองทุนไม่ติดลบ

หวังพลิกสถานะเป็น “กู้ดแบงก์” ก่อนเริ่มกระบวนการหาพันธมิตรใหม่เข้ามาร่วมทุน คาดทยอยเพิ่มทุนได้ต้นปีหน้า และได้ผู้ร่วมทุนปลายปี60

คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) หรือซูเปอร์บอร์ด ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ได้อนุมัติให้ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย(ไอแบงก์)เริ่มกระบวนการหาพันธมิตรรอบใหม่ได้ หลังจากการหาพันธมิตรรอบรอบแรกได้ล้มเลิกไป แม้จะมีนักลงทุนสนใจมากกว่า 20 ราย เพราะทุกรายต่างต้องการต่อรองให้รัฐบาลช่วยทำให้ฐานะเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือBIS Ratioของธนาคารไม่ติดลบเสียก่อน

“ชัยวัฒน์ อุทัยวรรณ์”ประธานคณะกรรมการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์พิเศษ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า คนร.ได้เห็นชอบให้ธนาคารเริ่มกระบวนการหาพันธมิตรรอบใหม่ หลังจากรอบแรกได้ยุติไปเมื่อไตรมาส 2 ที่ผ่านมา พร้อมกับเห็นชอบให้กระทรวงการคลังตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์(เอเอ็มซี)เพื่อรับโอนหนี้เสีย หรือ เอ็นพีเอฟที่ไม่ใช่กลุ่มลูกค้ามุสลิมของธนาคาร ที่มีอยู่ประมาณ 4.8 หมื่นล้านไปบริหาร

นอกจากนี้คนร.มอบหมายให้กระทรวงการคลังพิจารณาหาแนวทางที่จะทำให้เงินกองทุนของธนาคารที่ติดลบอยู่ กลับมาเป็นไม่ติดลบ ด้วยการเพิ่มทุนจำนวน 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อให้ดำเนินการหาพันธมิตรมาร่วมทุนต่อไปอย่างไรก็ตามเพื่อความรอบคอบ ในระหว่างหาพันธมิตร ก็ให้ธนาคารทำแผนเพื่อให้ธนาคารกลับดำเนินธุรกิจตามปกติได้ด้วย โดยให้ทำควบคู่กัน

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้จัดตั้งบรรษัทบริหารสินทรัพย์ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ชื่อ ไอแอม หรือ Islamic Asset Management(IAM) ถือหุ้นโดยคลัง 100%

กระบวนการหลังจากนี้ธนาคารจะเรียกประชุมผู้ถือหุ้นในช่วงครึ่งหลังของเดือนธ.ค.เพื่อขออนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นเรื่องการขายหนี้เอ็นพีแอลให้กับกระทรวงการคลังซึ่งจะมีรายละเอียดทั้งเรื่องการการตัดขายหนี้ จะกำหนดราคาตัดขาย ณ วันไหน และราคาเท่าไหร่ ซึ่งก็คือราคาตามมูลค่าทางบัญชี โดยกระทรวงคลังจะออกตราสารมาจ่ายให้ธนาคาร ซึ่งเป็นตราสารที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม

นอกจากนี้จะยังขออนุมัติที่ประชุมผู้ถือหุ้นปรับโครงสร้างของธนาคาร ด้วยการขออนุมัติลดทุนจดทะเบียน จากปัจจุบันมีกว่า 1 แสนล้านบาท แต่เป็นทุนที่ชำระแล้วเพียง 1 หมื่นล้านบาท พร้อมขออนุมัติออกหุ้นเพิ่มทุน เพื่อให้กระทรวงการคลังใส่เงินเพิ่มทุนเข้ามาจำนวน 1.8 หมื่นล้านบาทเพื่อให้เงินกองทุนไม่ติดลบเป็นเงินที่มาจากงบประมาณที่คลังตั้งไว้แล้วตั้งแต่ปี 2556 จำนวน 2 พันล้านบาท และที่เหลือจะมาจากเงินกองทุนพัฒนาสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หรือกองทุนแบงก์รัฐ

“การเพิ่มทุน ไม่ได้บอกว่า จะต้องให้เงินกองทุนได้ 8.5%เพราะหากจะให้เงินกองทุนอยู่ที่ 8.5%จะต้องใส่เงินเพิ่มทุน 2.3 หมื่นล้านบาท เอาเป็นให้ไม่ติดลบก่อน แล้วไปหาพันธมิตรต่อเพราะที่เหลือพันธมิตรก็คงจะเอาเงินเข้ามาใส่ อย่างไรก็ตามในการเพิ่มทุนนั้นจะให้สิทธิกับผู้ถือหุ้นเดิมก่อน หากผู้ถือหุ้นเดิมไม่ใช้สิทธิก็ค่อยมาที่กระทรวงการคลัง”

สำหรับการเพิ่มทุนนั้น จะทยอยเพิ่มทุน โดยคาดว่าก้อนแรก 2พันล้านบาท ซึ่งเป็นเงินงบประมาณที่กระทรวงคลังตั้งไว้ตั้งแต่ปี 2556 ส่วนของใหม่ จะใช้เงินจากกองทุนแบงก์รัฐ 1.6 หมื่นล้านบาท ทั้งหมดนี้จะทยอยเพิ่มทุนให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 อย่างไรก็ตามไม่จำเป็นว่าพันธมิตรใหม่จะเข้ามาหลังจากที่เพิ่มทุนเสร็จทั้งหมด เพราะหากมีความชัดเจนเรื่องแผนการเพิ่มทุน นักลงทุนก็พร้อมจะเข้ามา

“หลังการประชุมผู้ถือหุ้นเวลาผมคุยกับใคร ผมไม่ได้เอาแบดแบงก์ไปคุย ไม่ได้ให้เขาเอาเงินมาใส่ เพื่อไปล้างปัญหาที่ใครบางคนเคยทำไว้ในอดีต แต่ให้เอาเงินมาใส่เพื่อที่จะได้ทำธุรกิจต่อไปในอนาคต ซึ่งพูดคนละเรื่องกับภาพเดิม ตอนนี้ก็มีคนสนใจเข้าไปคุยแล้ว มีทั้งในเอเชีย และฝั่งตะวันออกกลาง แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นใคร หรือกลุ่มใด”

สำหรับคุณสมบัติของนักลงทุนที่จะเข้ามาเป็นพันธมิตรต้องเป็นสถาบันการเงินที่มีระบบงาน มีความสามารถ มีความเชี่ยวชาญในการทำธุรกรรมการเงินตามหลักศาสนาอิสลาม หรือหลักชารีอะห์โดยกระบวนการหาพันธมิตร ถ้าเพิ่มทุนได้กลางปี ก็หาพันธมิตรได้ ซึ่งคงใช้เวลา 6-9 เดือน ถ้าเริ่มในช่วงต้นปีหน้า กลางปีหน้าก็น่าจะรู้ผลโดยประมาณ

“ พันธมิตรที่เข้ามา เราไม่รังเกียจว่าจะมาเดี่ยว หรือมาเป็นทีม โดยคงดูทั้งเรื่องศักยภาพ มีความแข็งแกร่งด้านการเงิน มีเครือข่ายที่จะมาเสริมเรื่องธุรกิจพี่น้องชาวมุสลิมของเรา มีโปรดักด์ที่ดี มีเทคโนโลยีที่ดี มีเกณฑ์มาตรฐานที่ดี หากคุณสมบัตรเหล่านี้เท่าเทียม หรือสูสีกัน ก็ต้องมาตัดสินที่ราคาดีที่สุด”

ส่วนการเพิ่มรายได้นั้นช่วงที่ผ่านมาได้กลับเข้าสู่บริบทของธนาคาร โดยร่วมมือกับบริษัทประกัน เพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมการขาย ตามศาสนาอิสลาม ทำให้ตัวเลขเราดีขึ้น แต่ก็ยังขาดทุนอยู่ โดยปีนี้ขาดทุนประมาณ 3 พันล้านบาท จากปีก่อนหน้าที่ขาดทุน 5 พันล้านบาท ซึ่งขาดทุนเพราะมีการตั้งสำรองหนี้เสีย

ประธานบอร์ดไอแบงก์กล่าวทิ้งท้าย ว่าจุดที่จะทำให้รู้สึกว่าการแก้ปัญหาไอแบงก์ประสบความสำเร็จ มี 3 มิติคือ 1. พี่น้องชาวมุสลิมมีเชื่อมั่นต่อธนาคาร 2. เชื่อมั่นว่าผู้ที่มาร่วมทุนขยายผล ต่อเครือข่าย จะมาลงทุนสร้างประโยชน์ต่อยอดให้ไทยได้ 3. รัฐบาลสบายใจว่าปัญหาจะไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิม เพราะนายกรัฐมนตรีย้ำว่า ทำให้เสร็จแล้วอย่ากลับ ไปเป็นเหมือนเดิมโดยคาดว่าไอแบงก์จะออกจากแผนฟื้นฟู และมีพันธมิตรใหม่เข้ามา น่าจะเป็นช่วงปี 2561 หรืออาจจะเร็วกว่านั้น