ตลาดหลักทรัพย์คาด เฟดชะลอขึ้นดอกเบี้ยเดือน ธ.ค.นี้ ประเมินตลาดหุ้น"ทั่วโลก-ไทย"ผันผวนมากขึ้น เพื่อรอดูนโยบายเศรษฐกิจของ"ทรัมป์"
นายภากร ปีตธวัชชัย รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ระบุว่า การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในเดือน ธ.ค.นี้ คาดจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยหลังจาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เป็นประธานาธิบดี เพราะยังมีความไม่แน่นอนสูงว่าประธานเฟดคนปัจจุบัน จะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ ทรัมป์ เคยประกาศว่า หากได้เป็นประธานาธิบดี จะปลด นางเจเน็ต เยลเล็น จึงเชื่อว่าเฟดยังคงไม่ขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้
ดังนั้น ตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย จะมีความผันผวนมากขึ้น เพราะยังมีความไม่นอนนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐจะเป็นอย่างไร หลังจากทรัมป์ได้เป็นประธานาธิบดี และประธานเฟดจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ และนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจยุโรปและจีนอย่างไร ซึ่งอาจจะทำให้นักลงทุนโยกเงินลงทุนไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย เช่น ตราสารหนี้ ทองคำ แต่ตลาดหุ้นไทยที่ผ่านมาถือว่าปรับตัวเร็วจากมีความแข็งแกร่งในเรื่องเศรษฐกิจและบริษัทจดทะเบียนไทยมีกำไรที่ดี
ทั้งนี้เดือน ต.ค.ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 18,145 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการขายครั้งแรกในรอบ 5 เดือน และเงินลงทุนของนักลงทุนต่างประเทศในตราสารหนี้ไทยไหลออกสุทธิ 26,800 ล้านบาท เนื่องจากความกังวลต่อผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยในเดือนที่ผ่านมา
ขณะที่ดัชนีหุ้นไทย ณ สิ้นเดือน ต.ค.2559 ปิดที่ 1,495.72 จุด เพิ่มขึ้น 16.1% จากสิ้นปี 2558 ซึ่งถือว่าเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงอันดับ 3 ของเอเชียรองจากอินโดนีเซียและเวียดนาม มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) รวมของตลาดหลักทรัพย์ และตลาดเอ็ม เอ ไอ ณ สิ้นเดือน ต.ค. 59 อยู่ที่ 15.3 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.70% จากสิ้นปี 2558 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดหลักทรัพย์ และตลาดเอเอ็มไอในเดือน ต.ค.อยู่ที่ 63,540 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.05% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
ส่วน 10 เดือนแรกของปีนี้ พบว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และตลาดเอ็มเอไอ มีมูลค่าการระดมทุนรวม 225,554 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.03% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 208,787 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการระดมทุนในตลาดรอง 183,400 ล้านบาท โดยเป็นการเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิม (RO) สูงถึง 111,067 ล้านบาท ส่วนการระดมทุนผ่านตลาดแรก (IPO) อยู่ที่ 42,154 ล้านบาท
จากที่ตลาดหลักทรัพย์ ได้เข้าร่วมประชุมสหพันธ์ตลาดหลักทรัพย์นานาชาติ (WFE) ที่โคลอมเบีย โดยได้นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับตลาดหุ้นไทย ซึ่งตลาดหุ้นอื่นๆต่างแปลกใจถึงที่เห็นตลาดหุ้นไทยในปีนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ซึ่งต่างปรับตัวลดลง ขณะที่มูลค่าการซื้อขายปรับตัวสูงขึ้น 2 เท่าของสิงคโปร์ รวมถึงไอพีโอที่เข้ามาจดทะเบียนสูงที่สุดในอาเซียนต่อเนื่องมา 3-4 ปี โดยกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ จะเน้นในเรื่องคุณภาพของบริษัทที่จะมาจดทะเบียนและเน้นสินค้าที่มาจากอุตสาหกรรมใหม่ที่มีไฮ แวลู และสามารถอยู่รอดได้ในช่วงเศรษฐกิจไม่ดี เช่น ที่รัฐบาลพูดถึงไทยแลนด์ 4.0 ฟินเทค แต่จะหาบริษัทที่ดีได้ยาก






