หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่ผ่านมา
บอร์ด กสท.มีมติ “เห็นชอบ” หลักการสนับสนุนประชาชนให้ได้รับชมทีวีดิจิทัลอย่างทั่วถึง ด้วยการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเผยแพร่ทีวีดิจิทัลเป็นการทั่วถึง ตามประกาศ “มัสต์แคร์รี่” ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณทีวีดิจิทัล เพื่อออกอากาศผ่านโครงข่ายระบบดาวเทียมและเคเบิลทีวี โดยเสนอให้ บอร์ด กสทช. พิจารณาหลักการดังกล่าว วานนี้ (9 พ.ย.)
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (เลขาธิการ กสทช.) กล่าวว่าที่ประชุมบอร์ด กสทช. ได้มีมติ “เห็นชอบ” ในหลักการตามที่ บอร์ด กสท. เสนอ โดยการให้ กสทช. อุดหนุนค่าเชื่อมต่อสัญญาณทีวีดิจิทัลระบบดาวเทียมและเคเบิลทีวี ตามประกาศมัสต์แคร์รี่ แทนผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เป็นเวลา 3 ปี เพื่อให้ประชาชนสามารถรับชมทีวีดิจิทัลได้อย่างทั่วถึง
ในส่วนของหลักการดังกล่าวบอร์ด กสทช. ยังไม่อนุมัติงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการ ตามที่บอร์ด กสท. เสนอมาจำนวน 2,500 ล้านบาท โดยมีคำสั่งให้คณะอนุกรรมการฯ ไปศึกษาความเหมาะสมด้านงบประมาณ เนื่องจากเห็นว่าการที่ กสทช. เป็นผู้ชำระเงินค่าส่งสัญญาณโครงข่ายระบบทีวีดาวเทียมเพียงรายเดียวจึงน่าจะมีอำนาจต่อรองเรื่องราคามากกว่า งบประมาณที่ บอร์ด กสท. เสนอ
สำหรับการส่งสัญญาณทีวีดิจิทัล แบ่งออกเป็น 2 โครงข่าย ประกอบด้วย โครงข่ายส่งสัญญาณระบบดิจิทัลภาคพื้นดิน (Mux) โดยมีผู้รับใบอนุญาต 4 ราย คือ ททบ. ,อสมท , ไทยพีบีเอส และกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งช่องทีวีดิจิทัล ระบบเอสดี (SD) จ่ายค่าเช่าเฉลี่ยเดือนละ 4-5 ล้านบาท และช่องเอชดี (HD) เดือนละ 12-14 ล้านบาท และการส่งสัญญาณโครงข่ายระบบดาวเทียมและเคเบิลทีวี ตามประกาศมัสต์ แคร์รี่ โดยช่องเอสดี มีค่าเช่าเดือนละ 1 ล้านบาท ส่วนช่องเอสดี เดือนละ 3 ล้านบาท ซึ่งเป็นส่วนที่ บอร์ด กสท.และ กสทช. เห็นชอบหลักการสนับสนุนค่าใช้จ่าย
นายเดียว วรตั้งตระกูล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายธุรกิจ “ช่องวัน 31” บริษัท เดอะวัน เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด กล่าวว่าการเห็นชอบหลักการสนับสนุนค่าใช้จ่ายส่งสัญญาณดาวเทียมและเคเบิลดังกล่าว ถือเป็นการ “ต่อลมหายใจ” ให้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านทีวีดิจิทัลที่ผ่านมา ทั้งนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการมีเงินทุนในการพัฒนาคอนเทนท์มากขึ้น
ปัจจุบันค่าใช้จ่ายคงที่ของทีวีดิจิทัล ที่มีต้นทุนสูงคือ ค่าใบอนุญาต ,ค่าเช่ามักซ์ และค่าเช่าโครงข่ายดาวเทียม ทั้งนี้ต้องการให้ กสทช. พิจารณาสนับสนุนเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติม ตามที่ผู้ประกอบการได้เสนอ ไปก่อนหน้านี้ ทั้งการพิจารณาเลื่อนการชำระใบอนุญาต การเจรจาลดค่าเช่ามักซ์ เป็นต้น
นายเขมทัตต์ พลเดช กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์พีพีทีวี กล่าวว่าปัจจุบันทีวีดิจิทัลช่องเอชดี มีค่าใช้จ่ายส่งสัญญาณดาวเทียม ตามประกาศมัสต์แคร์รี่ เดือนละ 3 ล้านบาท การสนับสนุนดังกล่าวจะช่วยลดค่าใช้จ่ายปีละกว่า 30 ล้านบาท และส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงทีวีดิจิทัลอย่างทั่วถึง
พร้อมกันนี้ต้องการให้โครงข่ายส่งสัญญาณภาคพื้นดิน (Mux) เร่งขยายพื้นที่ส่งสัญญาณให้ครอบคลุมทั่วประเทศและติดตั้งสิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มขึ้น เพื่อทำให้พื้นที่ต่างๆ ที่เป็นจุดบอดรับสัญญาณ สามารถรับทีวีดิจิทัลด้วยสัญญาณคุณภาพสูง รวมทั้งต้องการให้ กสทช. พิจารณาสนับสนุนผู้ประกอบการโครงข่ายหรือ แพลตฟอร์มระบบดาวเทียมและเคเบิล ซึ่งเป็น “ภาครับ”สัญญาณทีวีดิจิทัล ให้สามารถรับสัญญาณด้วยคุณภาพเอชดี ที่จะสร้างประสบการณ์ที่ดีในการรับชมทีวีดิจิทัลเพิ่มขึ้น
ช่อง5พร้อมเยียวยาผู้เช่า
ทางด้านสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก (ช่อง5) ผู้ได้รับใบอนุญาตโครงข่ายส่งสัญญาณทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน ประกาศแผนขยายโครงข่าย ปี2560 ตามเป้าหมาย
พลเอกราชรักษ์ เรียนพืชน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก กล่าวว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานด้านโครงข่ายโทรทัศน์ระบบดิจิทัล ปัจจุบันจนถึงปี 2560 ททบ.จะดำเนินการติดตั้งสถานีเสริมประเภท Low Power อีก 84 สถานี และให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวก 32 สถานี ซึ่งได้เตรียมแผนการดำเนินงานตามระยะเวลา 2 ส่วน คือ 1.การตั้งสถานีระยะแรก 34 สถานี กำหนดออกอากาศวันที่ 1ก.พ.2560 จำนวน 22 สถานี และออกอากาศในวันที่ 1 มิ.ย.60 อีก 12สถานี โดย ททบ.เป็นผู้ให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกเองจำนวน 9 สถานี
2.การตั้งสถานีในระยะที่ 2 จำนวน 5 สถานี กำหนดออกอากาศ วันที่ 15 มิ.ย.2560 โดย ททบ. เป็นผู้ให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวก จำนวน 23 สถานี ซึ่งเมื่อตั้งครบในปีที่4 ททบ.จะมีสถานีหลัก จำนวน 39 สถานี และมีสถานีเสริม 129 สถานี ครอบคลุมคิดเป็น 95% ของจำนวนครัวเรือนประชากรในประเทศ ซึ่งเป็นไปตามแผนที่ กสทช.กำหนด
อย่างไรก็ตามสำหรับผู้เช่าโครงข่ายหรือช่องทีวีดิจิทัล ที่กำลังประสบปัญหาจากการประกอบกิจการในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัลที่ผ่านมารวมทั้งผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจซบเซา ททบ.จึงอยู่ระหว่างการหาแนวทางเยียวยาผู้เช่าโครงข่ายเช่นกัน โดยต้องเป็นไปตามแนวทางที่ กสทช. กำหนด พร้อมทั้งรับฟังข้อเสนอแนะของผู้ใช้บริการโครงข่าย ที่จะนำไปสู่การพิจารณาหาแนวทางช่วยเหลือที่ยั่งยืน และพัฒนาให้โครงข่าย ททบ.มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเดือน ธ.ค.นี้






