background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

‘ไอทีดี’ซื้อสินทรัพย์‘ผู้ถือหุ้นใหญ่’

‘ไอทีดี’ซื้อสินทรัพย์‘ผู้ถือหุ้นใหญ่’

"อิตาเลียนไทย" ทำรายการเกี่ยวโยง ควัก 91.61 ล้าน ซื้อห้องชุดโครงการเบ็ล อเวนิล จากกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ หวังเพิ่ม"รายได้-ผลตอบแทน"

บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด(มหาชน)หรือITD แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่า เมื่อวันที่ 28 ก.ย.2559 บริษัทได้เข้าซื้อห้องชุดในโครงการ เบ็ล อเวนิล จำนวน 4 ห้อง มูลค่ารวม 91.61 ล้านบาท จากบริษัท เบ็ล ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด ซึ่งเป็นรายการเกี่ยวโยง เนื่องจากกรรมการของบริษัทบางคน และสมาชิกในครอบครัวของกรรมการบริษัท เป็นผู้ถือหุ้นโดยอ้อมของเบ็ล

บริษัทถือหุ้นในบริษัท เบ็ลฯ 2.29% บริษัท อิตาเลียนไทย แลนด์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ถือ 6.55% และบริษัท สยามสตีล ซินดิเกต จำกัด ซึ่งมีกรรมการและสมาชิกในครอบครัวของกรรมการของบริษัท ถือหุ้นรวมกันมากกว่า 90% ถือหุ้นในเบ็ล 1.54% รวมแล้ว 10.38%

วัตถุประสงค์ในการซื้อเพื่อเป็นทรัพย์สินของบริษัท โดยบริษัทจะนำห้องชุดดังกล่าวไปให้บุคคลทั่วไป เช่าหรือ ซื้อ ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้และผลตอบแทนให้กับบริษัทจากการให้เช่า หรือ ขาย ห้องชุด โดยใช้เงินปันผลระหว่างกาลที่ได้รับมาจากการลงทุนในโครงการ เบ็ล อเวนิว
ทั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทที่มีส่วนได้เสีย คือ นายเปรมชัย กรรณสูต, นางนิจพร จรณะจิตต์, นายปีติ กรรณสูต, นายธรณิศ กรรณสูต

นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส กล่าวว่า ปี 2559 มีโอกาสที่อิตาเลียนไทยฯ จะขาดทุน โดยงวดครึ่งปีแรกปี2559 บริษัทขาดทุนสุทธิ 117 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ที่ขาดทุนสุทธิ 561 ล้านบาท เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำได้ต่ำเป็น 9.9% และอัตรากำไรสุทธิเป็น -0.5% ซึ่งมีค่าใช้จ่ายขาย-บริหารและดอกเบี้ยจ่ายที่สูง ส่วนการตั้งสำรองงานก่อสร้างบางโครงการที่เป็นเหตุให้ขาดทุนมาจาก 2 โครงการคือ เหมืองแม่เมาะ และ LPG Terminal 2

แม้บริษัทคาดปี 2560 พลิกกำไร แต่ยังไม่แน่นอน เพราะจะมีงานภาครัฐทยอยออกประมูลจำนวนมาก แต่ที่กล่าวว่ามีความไม่แน่นอนว่าจะยังขาดทุนหรือไม่ ก็ขึ้นกับราคาประมูลที่ได้งานมานั้น สามารถสร้างกำไรได้จริงหรือไม่ซี่งก็ขึ้นอยู่กับภาวะการแข่งขัน ความผันผวนของราคาวัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะเหล็ก และต้นทุนค่าแรงงาน อีกทั้งงาน 2 โครงการข้างต้นที่ต้องตั้งสำรองค่าใช้จ่ายก็ยังมีผลต่อผลการดำเนินงานในงวดปี 2560 และ 2561 ต่อไป

งานก่อสร้างในมือสูง แต่ก็ไม่สามารถทำกำไรได้ ปัจจุบันบริษัทมีงานก่อสร้างในมือ (Backlog) จำนวน 2.3 แสนล้านบาท ซึ่งจะรับรู้รายได้ในช่วง 3 ปีจากนี้ (ปี 2560-2562) เฉลี่ยปีละ 6 หมื่นล้านบาท ถือว่าสูงสุดในอุตสาหกรรมผู้รับเหมาก่อสร้างไทย แต่เนื่องจากประสิทธิภาพการทำกำไรต่ำ จึงยังมีผลการดำเนินงานเป็นขาดทุนสุทธิ