กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ เจียระไนแบรนด์ ‘ชิค รีพับบลิค’

กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ เจียระไนแบรนด์ ‘ชิค รีพับบลิค’

เมื่อความต้องการลูกค้าเปลี่ยน ตลาดซอยย่อยหลากเซ็กเมนท์ เปิดทาง’ชิค รีพับลิค’กุมบังเหียนโดย’กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ’ ขอชิงเค้กตลาดเฟอร์นิเจอร์

หยิบจับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 ปี ผ่านมา 3 ทศวรรษ เห็นแนวโน้ม(Trends)ตลาดเปลี่ยน จากร้านป่าป๊า หม่าม้า แปลงห้องแถวเพื่อขายเฟอร์นิเจอร์ ไม่คำนึงถึงเรื่องแบรนด์ เน้นประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก 

ก่อนที่ตลาดจะเปลี่ยนเข้าสู่ยุคห้างค้าปลีก เมื่อแบรนด์เฟอร์นิเจอร์เข้าไปยึดห้างเป็นโชว์รูมสินค้า กระทั่งวิวัฒนาการล่าสุด ตลาดพัฒนาเป็นร้านเดี่ยว (Stand Alone) และกำลังจะถูกแบ่งยิบย่อยหลากหลายเซ็กเมนต์มากขึ้นเรื่อยๆ  

มุมมองของ“กิจจา ปัทมสัตยาสนธิ” ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชิค รีพับบลิค จำกัด นักปั้นแบรนด์มือทองของวงการสินค้าเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน

จากเคยเป็นหุ้นส่วนและปลุกปั้นแบรนด์เฟอร์นิเจอร์อินเด็กซ์ ลิฟวิ่ง มอลล์ แต่บทบาทใหม่ของ “กิจจา” คือเจ้าของแบรนด์ร้านเฟอร์นิเจอร์“ชิค รีพับบลิค” 100% กับความพยายามตั้งโจทย์แจ้งเกิด “Destination Store” แบรนด์เฟอร์นิเจอร์ เพื่อชิงเค้กตลาดเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านบาท (ที่มา:ศูนย์วิจัยกสิกรไทย)

เมื่อต้องนับ 1 ใหม่กับธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ผสานกับความ “เก๋า” ของฝีไม้ลายมือและประสบการณ์ที่สั่งสม 

โจทย์แรกที่เขาให้ความสำคัญคือ “ตำแหน่งทางการตลาด” โดยชูความเป็น “แฟชั่นสโตร์แห่งแรก” ซึ่งภาพของชิค รีพับบลิคที่หลายคนมองอาจเทียบเป็นร้านเฟอร์นิเจอร์ที่ทำตลาดอยู่บนเส้นสุขุมวิท ตั้งแต่ออกแบบอาคารร้านต้องคลาสสิก หรูหรามีระดับ 

โจทย์ที่ 2 บรรยากาศภายในร้านต้องหรู สินค้าที่ขายเหมือนยกมาจากยุโรป อเมริกา เฟอร์นิเจอร์เป็นไม้จริง เพื่อต้องการสร้างความแตกต่างจากสินค้าเฟอร์นิเจอร์ที่มีทั่วไปในท้องตลาด เป็นต้น

แม้ภาพลักษณ์เฟอร์นิเจอร์จะดูแพง! แต่ “ราคา” กลับตั้งให้ซื้อง่ายขายคล่อง ยกตัวอย่าง โต๊ะไม้ 1 ตัว ที่ลูกค้ามองว่า ราคาขายควรอยู่ที่ 9,000 บาท หากเดินเข้ามาเจอราคา 12,000 บาท แสดงว่าแบรนด์ตั้งราคาล้มเหลว แต่ถ้าตั้งราคาที่ 8,000บาท ลูกค้าจะรู้สึกเหนือความคาดหวังได้อยากครอบครองสินค้า 

ดังนั้น การคุ้มค่าเงิน หรือ value for money ราคาถูกกว่าที่คิดจึงเป็นโจทย์ที่ 3

“กิจจา” เล่าว่า สาเหตุที่ต้องสร้างความต่างรอบด้าน เพราะมองว่ายุคนี้เป็นยุคที่ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่าย ทำให้เปรียบเทียบสินค้าได้ง่ายขึ้น 

“เหมือนแอปเปิ้ลกับแอปเปิ้ล การทำสินค้าเหมือนคนอื่น สุดท้ายก็ต้องแข่งที่ราคา ซึ่งการตัดราคาไม่ใช่หนทางการดำเนินธุรกิจยั่งยืน”

ขณะเดียวกัน การเข้ามาในธุรกิจเฟอร์นิเจอร์หลังอีกหลายแบรนด์ ทำให้มองเห็นแนวโน้มตลาดว่า กำลังเปลี่ยนเหมือนธุรกิจเสื้อผ้า ที่มีเซ็กเมนท์หลากหลายทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ การที่แบรนด์ๆเดียวจะทำร้านขนาดใหญ่ มีสินค้าสไตล์เดียวเพื่อกินรวบทั้งตลาด (One for all) คงทำไม่ได้อีกต่อไป 

ดังนั้น เขาจึงพยายามโฟกัสในตำแหน่งของแบรนด์ให้มั่น เพื่อเจาะใจผู้ซื้อไว้ให้ได้ !

แน่นอนว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้ตลาดเฟอร์นิเจอร์ในไทย เปลี่ยนไป เป็นเพราะการมาของแบรนด์เฟอร์นิเจอร์เบอร์ 1 ของโลกอย่าง “อิเกีย (IKEA)”  มีส่วนสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภครู้จักเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้านสไตล์ต่างๆมากขึ้น 

อย่างไรก็ตาม เมื่ออยู่สมรภูมิเดียวกัน สิ่งที่เขาบอกตัวเองคือ “อย่าชน!” เพราะเขา(อิเกีย)เป็นร้านขนาดใหญ่

“ถ้าเข้าไปแข่ง บทเรียนแรกที่เจอคือตัดราคา เราจึงต้องไปหาบลู โอเชียน (ตลาดใหม่) และเมื่อเข้าไปตลาดไหนก็ตามอย่าชนกับเขา คุณชนเบอร์1 แล้วได้อะไร มีแต่หัวแตก เจ็บตัว ตลาดไม่ได้มีแค่เบอร์ 1 ที่จะกิน เพราะกินไม่หมด”  

ผ่านไป 5 ปี กับการสร้างอาณาจักรแห่งใหม่ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ชิค รีพับบลิค เปิดให้บริการแล้ว 3 แห่งที่เอกมัย-รามอินทรา, บางนา-ตราด และพัทยา และจะเปิดสาขา 4 ที่ราชพฤกษ์ในปีนี้ ทั้งหมดใกล้เคียงตามแผนที่วางไว้ และภายใน 5 ปีข้างหน้า ยังวาดแผนลงทุนอีกร่วม 2,000-3,000 ล้านบาท เปิดสาขาใหม่เพิ่มให้ครบ 8-10 แห่ง รวมทั้งออกไปปักฐานในอาเซียน

“ขณะนี้มีนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาติดต่อเจรจาธุรกิจ 2-3 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี)” เขาบอก และขยายความว่า 

เงื่อนไขการเข้าไปลงทุนจะพิจารณาองค์กรประกอบ 5 ด้าน คือ 1.มีพันธมิตรดีเพราะต้องการเข้าไปลงทุนเปิดสาขาที่มีขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อตลาดในวงกว้าง

2.มุมมองพันธมิตรต้องเป็นการลงทุนระยะยาว 3.มีการจัดการที่ดีในด้านธุรกิขของตนเองและประสบความสำเร็จ 4.สร้างฐานการเงินแข็งแกร่ง รองรับการลงทุนขนาดใหญ่ และ5.ทำเลที่ตั้งต้องอยู่ใจกลางในเมืองหลวง ที่มีความต้องการตลาดสูงและขนาดตลาดใหญ่

“การไปต่างประเทศเราหวังความสำเร็จ ไม่ใช่แค่ไปก่อนเพื่อชิงความได้เปรียบ แต่ไปแล้วต้องมีขนาดธุรกิจที่ใหญ่และมีผลกระทบต่อตลาด ถ้าไปแล้วอยากเป็นเบอร์1ไม่ใช่ไปแล้วผู้บริโภคมองเป็นเพียงแบรนด์เล็กๆ”

ในฐานะที่อยู่มานาน มองเทรนด์ตลาดเฟอร์นนิเจอร์จะเปลี่ยนอย่างไรอีก?

“กิจจา” ย้ำว่า ลูกค้าจะแบ่งกันชัด ไม่มี One for all ดังนั้นการขับเคลื่อนธุรกิจในอนาคต แบรนด์ต้องโฟกัส และเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน 

“ธุรกิจไม่มีโฟกัส ไม่มีเป้าหมายทำยาก เพราะทุกตลาดมีผู้เล่นใหม่เข้ามาตลาด หากแบรนด์ไม่ชัดเจนจะถูกแย่งส่วนแบ่ง แต่เมื่อชัดเจนในสิ่งที่เก่ง เป็นที่สุดในเซ็กเมนท์นั้น คู่แข่งก็เข้ามาไม่ง่าย เพราะเมื่อเห็นเราเก่งมากๆก็ไม่กล้าเข้ามา” 

ที่สำคัญ กุญแจความสำเร็จตลอด 3 ทศวรรษที่บริหารธุรกิจคือ มองลูกค้าให้ออกว่าเป็นใคร แล้วตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้ ก็มีชัยไม่ยาก!