นับถอยหลังอีกไม่ถึงสัปดาห์ ตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ของ วรภัค ธันยาวงษ์ ก็จะสิ้นสุดลง ระยะเวลา 4 ปีของการทำงานวรภัคเปิดใจ
ถึงความภูมิใจในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาคือ ความร่วมมือและการต้อนรับของคนกรุงไทย ที่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงเกินความคาดหมาย แม้ก่อนรับตำแหน่งเขายอมรับว่าโดนขู่เรื่องสหภาพพนักงานธนาคารกรุงไทยค่อนข้างมาก
เมื่อได้สัมผัสเขายืนยันว่าคนกรุงไทยมีพลังเต็มเปี่ยม เป็น“ม้าแข่งพันธ์ดี” ที่เมื่อวาดภาพให้เห็นและสร้าง“ลู่วิ่งที่ดี”ให้แล้ว ก็พร้อมที่จะวิ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันอย่างเต็มกำลังช่วยให้ เขาสามารถผลักดันแผนได้เป็นไปตามเป้าหมาย และเป็นแนวทางที่ทำให้ธนาคารแห่งนี้มีความมั่นคง แต่น่าเสียดายที่จังหวะเวลาของการ Transformation แล้วเสร็จเป็นช่วงเศรษฐกิจผงกหัวลง ทำให้ผลจากการปรับโครงสร้างที่ผ่านมายังไม่เห็นเป็นรูปธรรมมากนัก
ผลงานความสำเร็จที่วรภัคผลักดันออกมาได้คือการบริหารงานบุคคลและการจัดการข้อมูล โดยเขาสามารถเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กร คนทำงานดีหรือไม่ดี ต้องได้ผลตอบแทนที่แตกต่างกัน จากเดิมที่พนักงานในองค์กรรัฐวิสหกิจจะมีแนวคิดว่าการทำงานที่กรุงไทยจะต้องเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข แต่วรภัคยืนยันว่า แม้จะเป็นรัฐวิสาหกิจแต่กรุงไทยก็ต้องเทียบชั้นกับบริษัทจดทะเบียนอื่น ๆ ดังนั้น ผลตอบแทนและความก้าวหน้าต้องสัมพันธ์กับผลงานและศักยภาพของคนทำงาน นี่เป็นโจทย์หลักที่วรภัคใช้เปลี่ยนแปลงธนาคารแห่งนี้ ขณะที่การจัดการฐานข้อมูลที่เป็นระบบมากขึ้นช่วยให้สาขามีเครื่องมือในการบริหารจัดการได้ดีขึ้น
สำหรับสุขภาพของธุรกิจนั้นวรภัค มั่นใจว่าความเสี่ยงจากเอ็นพีแอลของธนาคารกรุงไทยในอนาคตจะลดลง โดยสินเชื่อรายย่อยและเอสเอ็มอีที่ปล่อยไปในรุ่นหลัง ๆ (Vintage) หรือตั้งแต่ปี 2558 ที่มีการปรับกระบวนการพิจารณาสินเชื่อไปแล้ว จะพบว่ามีคุณภาพที่ไม่แพ้แบงก์ใด หลังการปรับกระบวนการการให้สินเชื่อแล้วเสร็จต้นปีก่อน โดยสินเชื่อรายย่อยของธนาคารมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อสูงถึง 30% สูงกว่าตลาด 20-30%
อย่างไรก็ตามคุณภาพสินเชื่อยังเป็นความท้าทายจากสินเชื่อในวินเทจเก่า (ก่อนปี 2558) โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและรายย่อย และเมื่อเศรษฐกิจไม่ดีก็ยังต้องตั้งสำรองเพิ่ม เขายอมรับว่าในขณะนี้ยังเห็นเอ็นพีแอลเพิ่มปรับเพิ่มขึ้น โดยไตรมาสล่าสุดธนาคารมีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นทุบสถิคิโดยอยู่ที่ 4.24%ของสินเชื่อรวม
“เอ็นพีแอลจากสินเชื่อรายย่อยน่าจะสูงสุดแล้ว แต่ภาพรวมยังอาจจะเพิ่มขึ้นได้อีกเล็กน้อยในปีหน้า”
สำหรับการขยายสินเชื่อในปีนี้เชื่อว่าจะต่ำกว่าเป้าหมายหรือมีสินเชื่อที่ลดลง โดย 9 เดือนแรกของปีสินเชื่อของธนาคารติดลบไปแล้ว 6% ส่วนใหญ่หรือกว่า 50% เพราะภาครัฐมีการชำระคืนหนี้ และอีก 50% กระจายไปยังลูกค้ารายใหญ่ เอสเอ็มอีและรายย่อย แต่ธนาคารจะไม่หย่อนเกณฑ์สินเชื่อเพื่อให้การเติบโตเป็นไปตามเป้าหมาย โดยสินเชื่อทั้งปียังหดตัวต่อแต่น่าจะน้อยกว่า 6% แล้ว เพราะในไตรมาสสุดท้ายจะมีสินเชื่อจากฤดูกาลเข้ามาช่วยด้วย แต่ปี 2560 สินเชื่อน่าจะกลับมาเป็นบวกได้จากเศรษฐกิจที่ดีขึ้นและการลงทุนภาครัฐ โดยยุทธศาสตร์ธนาคารจะหันมาเน้นเอสเอ็มอีและรายย่อยมากขึ้น ส่วนรายใหญ่เรายังไม่ต้องการโตมาก
ในแง่ผลดำเนินงานนั้น ธนาคารมีกำไรเป็นอันดับ 4 ของสถาบันการเงินส่วนหนึ่งเพราะยีลด์ หรืออัตราผลตอบแทนของสินเชื่อที่สะท้อนไปถึงพอร์ตสินเชื่อที่มีรายใหญ่ค่อนข้างมากแต่เอสเอ็มอีและรายย่อยยังมีน้อย อย่างไรก็ตามในช่วง 4 ปีที่ผ่ามา รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น 2 หลัก
เขาระบุว่า ในปี 2555 ธนาคารมีกำไรก่อนสำรองอยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาท และในปี 2559 คาดว่าจะอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท โดยในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมากำไรจากการดำเนินงานแซงธนาคารกรุงเทพแต่กำไรสุทธิอาจจะน้อยกว่าธนาคารกรุงเทพ เพราะขึ้นกับการตั้งสำรองซึ่งในปีนี้ธนาคารได้ปรับการตั้งสำรองเพิ่มจากเดือนละ 500 ล้านบาท เป็น1,000 ล้านบาท และยังมีสำรองพิเศษเพิ่มด้วย ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารยังมีการตั้งสำรองหนี้ในระดับต่ำกว่าระบบ โดย ณ ไตรมาส 3 อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคาร (Coverage Ratio) อยู่ที่ 105.58%
สำหรับ ผยง ศรีวณิช ที่จะเข้ามารับไม้ต่อจากเขานั้น วรภัคระบุว่าเป็นผู้ที่เข้ามาได้ด้วยฝีมือแม้จะมีกระแสข่าวอย่างไรก็ตาม แต่จะเห็นว่าในช่วง 2 ปีหลังจากผยงเข้ามาในกรุงไทย ได้รับการยอมรับในองค์กร แม้กระทั่งสหภาพที่วรภัคระบุว่าผยงเป็นคนเดียวที่เขาปล่อยให้คุยกับสหภาพได้โดยที่ไม่ต้องเข้าไปเจรจาด้วย พร้อมฝากฝังให้สื่อและสังคมช่วยเป็นหูเป็นตาไม่ให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงการทำงานของนายผยงอีกด้วย
"กรุงไทย ถ้าไม่มีการแทรกแซงทางการเมืองทุกระดับ องค์กรจะไปได้อีกมาก โชคดีที่ตลอด 4 ปีของการทำงาน ปราศจากการแทรกแซงจากทางการ แต่ไม่ใช่ 100% ก็มีบ้าง แต่เราก็คุยกันรู้เรื่อง ที่เป็นห่วงเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหาร หรือแต่งตั้งคนแบบมีคำถาม ซึ่งตั้งแต่ปีแรกผมเคยขอบอร์ดแล้วว่า อย่าฝากคน เพราะอยากตั้งคนมีฝีมือจริง ๆ เพราะที่ผ่านมาผมก็ตั้งคนที่มีฝีมือจริง ๆ เข้ามา"
ประสบการณ์จากการทำงานในแบงก์ฝรั่งสร้างให้ “วรภัค” เป็น "Specialist" แต่งานที่กรุงไทยวรภัคยอมรับว่า การทำงานในกรุงไทยมีเนื้องานที่แตกยอดออกไปทั้งในเรื่องของการบริหารงานบุคคลที่เขาไม่เคยได้แตะ หรือการสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ
หลังจากนี้แม้จะยังไม้ระบุชัดว่าบทบาทใหม่ของวรภัคคืออะไร เขาบอกเพียงว่า จะนำประสบการณ์ที่ได้รับจากการเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทยไปร้อยเรียงเป็นหนังสือ
“เพราะตลอด 4 ปีที่ผ่านมามีทั้งความสนุก ตื่นเต้น และท้าทายที่สุดในชีวิตการทำงาน”
‘ผยง’สานต่อองค์กรยั่งยืน
ด้านผยง ศรีวณิช จะเข้ามารับไม้ต่อในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทยคนใหม่นั้น เป็นมือหนึ่งด้านตลาดเงินตลาดทุนจากธนาคารซิตี้แบงก์ และเข้ามาเริ่มงานในกรุงไทยพร้อมๆ กับการจัดตั้งสายงานธุรกิจตลาดเงินและตลาดทุนในช่วงต้นปี 2558 โดยกว่า 2 ปีมานี้ ผยง สร้างผลงานให้กับกรุงไทยทั้งการเป็นแบงก์แรกของไทยที่ออกหุ้นกู้สกุลริงกิตเพื่อใช้เป็นเงินกองทุนขั้นที่ 2 กว่า 1,000 ล้านริงกิต ช่วงกลางปี2558ซึ่งเป็นจังหวะที่ดีของการระดมทุนในมาเลเซียขณะนั้น ทำให้ได้ต้นทุนระดมทุนที่ต่ำเมื่อสวอปกลับมาเป็นเงินบาท
เพียงปีเดียวเขาสร้างรายได้จากธุรกิจตลาดเงินตลาดทุนสูงถึง 30% หรือ 5000 ล้านบาท ถึงฐานลูกค้าเก่าให้กลับมาใช้แบงก์กรุงไทยอีกครั้งและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในตลาดปริวรรตเงินตราได้มากกว่า 2% จาก 6.4% มาอยู่ที่ 8.64% ซึ่งเป้าหมายที่มองไว้ คือ 12% และยังทำให้กรุงไทยเป็นผู้เล่นอันดับหนึ่งในตลาดค้าตราสารหนี้ เอกชนได้
สำหรับบทบาทใหม่ที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 8 พ.ย. 59นี้ผยงระบุว่าในขณะนี้อยู่ระหว่างรอกระทรวงการคลังอนุมัติแผนธุรกิจที่เพิ่งยื่นไปสด ๆ ร้อน ๆ แต่ภาระกิจหลังจากนี้คือการต่อยอดจากนายวรภัคที่จะมุ่งเน้นให้ธนาคารกรุงไทยเติบโตอย่างยั่งยืน มากกว่าจะเหยียบคันเร่ง เพื่อสร้างสมดุลให้องคาพยพทุกส่วน ทั้งลูกค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น ส่วนโครงสร้างองค์กรใหม่จะเน้นให้เป็นแบบ Flat มากขึ้นเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารงาน
“ความยั่งยืนจะเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การเติบโตของธนาคารในปี 2560 แม้ว่าสิ่งแวดล้อมของธุรกิจจะเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะภาระกิจที่รับมาจากภาครัฐในการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในระบบชำระเงินและหลาย ๆ อย่างที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกรุงไทยถือเป็นหนึ่งเครื่องมือสำหรับภาครัฐ”








