ถือว่าแหวกแนวกว่าสตาร์ทอัพรายอื่น ๆตรงที่ สโตน แล็บ ต้องการ “ปฏิรูป” ระบบการทำงานของ “ห้องแล็บ” ทั้งจะเดินกลยุทธ์ธุรกิจแบบ “บีทูบีทูบี"
ซึ่งหากไม่รู้จริงรู้ลึกก็อาจมองไม่เห็นปัญหาและนำมาซึ่งโอกาส แต่ “สิทธิกร นวลรอด” CEO ของ System Stone ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น “สโตน แล็บ” เรียนจบทางด้านมาตรวิทยา จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (เวลานี้สอนหลักสูตรนี้เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย) เขายังเป็นคนเดียวที่สมัครใจเรียนในปีการศึกษานั้นอีกด้วย
"ที่ญี่ปุ่น เยอรมัน อเมริกา จะรู้ดีว่ามาตรวิทยาคือรากฐานของทุกอุตสาหกรรม การสร้างเครื่องมือที่มีความแม่นยำสูงได้ การประกอบมือถือได้ มันคือเรื่องมาตรวิทยาทั้งนั้นแต่ไม่ค่อยมีคนสนใจเพราะมันเป็นศาสตร์ที่ค่อนข้างยาก"
ภายหลังที่เรียนจบ สิทธิกรก็ได้ไปทำงานในห้องแล็บและได้เห็นปัญหามากมายที่เกิดขึ้นเพราะ “คน” ทั้งสิ้น
เนื่องจากห้องแล็บหรือห้องปฏิบัติการต้องได้รับการรับรองจากมาตรฐานคุณภาพต่างๆ และต้องอาศัยคนดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดและเงื่อนไข ทว่าเมื่อคนมีการโอนย้ายไม่ว่าจะขยับสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นหรือลาออก ที่สุดก็จะเกิดภาวะสุญญากาศทำให้งานเกิดความชะงักงันกระทั่งระบบงานต่างๆอาจถึงขั้นล่ม
"พอเปลี่ยนคนใหม่เข้ามาอยู่สองสามปีก็ออก ทำให้ห้องแล็บต้องรับภาระเทรนคนขึ้นมาใหม่อยู่เรื่อยๆ ซึ่งมีการพูดถึงดิจิทัล ทรานฟอร์เมชั่นในหลายๆธุรกิจแล้ว แต่ยังมาไม่ถึงธุรกิจห้องแล็บที่ซับซ้อนควรเปลี่ยนเป็นอันดับแรก ความเป็นจริงมีซอฟท์แวร์่ของต่างประเทศแต่ราคาแพงเป็นหลักล้าน ผมเลยคิดทำซอฟท์แวร์ช่วยแก้ปัญหาแบบถาวร"
แต่นักวิทยาศาสตร์ก็คงเขียนโค้ดเองไม่ได้ ที่สุดสิทธิกร ก็ได้พบกับ “ณัฎฐ์นภันต์ อรรครังสี” ซึ่งเรียนจบด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เลยชักชวนกันมาร่วมกันก่อตั้งและเป็น CTO ของ System Stone
การแปลงไอเดียมาเป็นแอพยากง่ายอย่างไร? สิทธิกร บอกว่า เนื่องจากไอเดียมีความเฉพาะด้านในขั้นแรกเขาต้องพูดคุยเพื่อให้ณัฎฐ์นภันต์ มีความเข้าใจเสียก่อน รวมถึงต้องได้เข้าไปดูถึงระบบการทำงานในห้องแล็บจริงอีกด้วย
"ตอนที่เราคุยกันก็กินเวลาไปสองถึงสามเดือน ตอนนั้นผมกับน้องๆที่ช่วยกันเขียนโปรแกรมยังไม่ได้ลาออกมาทำเต็มตัว ก็กลายเป็นว่าเราใช้เวลาเสาร์อาทิตย์นัดคุยกันเพื่อเก็บข้อมูลเอามาออกแบบ แล้วก็คอยเช็คกันคอนเฟิร์มกันตลอดว่าอย่างนี้มันถูกต้องไหม ใช้ได้ไหม"
ณัฎฐ์นภันต์ กล่าวและยอมรับว่าที่ผ่านมา สโตน แล็บ เลยเป็นสตาร์ทอัพที่ทำงานกันแบบเนิบๆ แต่เวลานี้เขาได้ลาออกจากงานประจำแล้ว ขณะที่สิทธิกรออกมาลุยทำแบบเต็มตัวมาเป็นเวลา 4-5เดือนก่อนหน้า
สโตน แล็บ คือแอพที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยบริหารจัดการห้องแล็บอย่างมืออาชีพ ซึ่งหัวใจสำคัญของห้องแล็บก็คือ “เครื่องมือวัด” ที่ต้องคอยดูแลควบคุมคุณภาพอยู่เสมอเพื่อให้ผลแล็บเกิดความแม่นยำ เครื่องมือทุกๆชิ้นจะมีกำหนดการบำรุงรักษา กำหนดการสอบเทียบ ห้องแล็บควรต้องลงทะเบียนและทำประวัติเครื่องมือทุกๆชิ้น
โดยทาง สโตน แล็บ จะมีบาร์โค้ดที่เป็นสติกเกอร์ให้ห้องแล็บนำเอาไปติดที่เครื่องมือ เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้มือถือสแกนทุกครั้งที่มีการใช้งาน เบิกหรือคืน สโตน แล็บยังมีเว็บไซต์เพื่อให้ผู้บริหารใช้ตรวจสอบได้ว่ามีเครื่องมืออะไรอย่างไรบ้างเพื่อนำเอาไปวางแผนการทำงาน
"เครื่องมือในแล็บที่ลงทะเบียนจะโชว์ให้เห็นและรู้ว่าเครื่องมือไหนอยู่ที่แล็บของหน่วยงานไหน เครื่องมือไหนกำลังถูกใช้งานอยู่ ถ้าใช้อยู่ใครเป็นคนใช้ หรือใช้งานครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ ในหนึ่งรอบปีเครื่องมือชิ้นไหนถูกใช้งานบ่อยที่สุด" สิทธิกรกล่าว
เนื่องจากบริษัทหรือในโรงงานแต่ละแห่งอาจมีเครื่องมือประเภทเดียวกันหลายตัว ถ้าไม่มีการบันทึกก็ไม่มีทางรู้ว่าเครื่องมือตัวไหนที่ถูกหยิบไปใช้บ่อยที่สุด และระบบจะมีการแจ้งเตือนถึงเวลาการซ่อมบำรุงและการสอบเทียบด้วย
ซึ่งการที่เครื่องมือไม่ได้รับการบำรุงรักษาที่สุดอาจจะพังเสียหายโดยไม่รู้ตัว ส่งผลทำให้ต้องหยุดไลน์การผลิตเกิดความสูญเสีย สาระสำคัญก็คือ การที่สโตน แล็บช่วยทำให้เห็นภาพการใช้งานทั้งหมด จะทำให้สามารถวางแผน “ลดความเสี่ยง” ได้
ทั้งหมดนี้ครอบคลุมทุกปัญหาห้องแล็บแล้วหรือไม่? พวกเขาบอกว่า คงตอบได้สำหรับโจทย์หลักๆ แต่ไม่ว่าธุรกิจใดก็ย่อมต้องมีปัญหาใหม่ให้ต้องแก้ไขอยู่เรื่อยๆ ดังนั้น “มูลค่าเพิ่ม” เป็นเรื่องที่สโตน แล็บ จะต้องคำนึงถึงอยู่ตลอดเวลา
ไม่เพียงแค่การลงทะเบียนเครื่องมือ สโตน แล็บ ยังมีฟีเจอร์อื่นๆที่ช่วยต่อยอดผลประโยชน์ให้ห้องแล็บ เช่น การแมทชิ่งระหว่างห้องแล็บเจ้าของเครื่องมือกับห้องแล็บสอบเทียบ
"ถือว่าเราเป็นเจ้าแรกในโลกที่ทำ โดยปกติ เครื่องมือถ้าใช้ไปเรื่อย ๆมันจะเพี้ยน โดยระบบมาตรฐานจะกำหนดให้เอาเครื่องมือไปปรับจูนกับห้องแล็บระดับสูงหรือห้องแล็บสอบเทียบปีละหนึ่งครั้งเป็นอย่างน้อย"
ปัญหาก็คือ ห้องแล็บสอบเทียบมีอยู่จำกัดตรงกันข้ามที่เครื่องมือมีจำนวนมากและมีหลากหลายชนิด สิทธิกรบอกว่าสโตน แล็บจะช่วยทำให้แล็บเจ้าของเครื่องมือไม่ต้องเสียแรงไปควานหารายชื่อห้องแล็บสอบเทียบว่าอยู่ที่ไหน มีความเชี่ยวชาญเรื่องอะไร ทั้งยังสามารถตรวจสอบเปรียบเทียบราคาของแต่ละรายได้อีกด้วย
"ลูกค้าที่ใช้ระบบของเราจะลิงค์กันได้โดยอัตโนมัติเลย กดปุ่มเดียวก็เจอ เราช่วยเขาทั้งเรื่องเวลา ต้นทุน และการจัดการข้อมูล"
แอพนี้ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพราะในความเป็นจริงเจ้าหน้าที่่ห้องแล็บแต่ละคนจะมีประสบการณ์การทำงานที่แตกต่างกัน บางคนเชี่ยวชาญด้านอุณหภูมิ บางคนเชี่ยวชาญด้านเคมี ทว่าสุดท้ายโปรไฟล์การทำงานมักระบุแค่ระยะเวลาเท่านั้น
"ระบบของเราเมื่อมีการสแกนใช้เครื่องมือก็ต้องมีล็อคอินว่าใครเป็นคนสแกน ใครเป็นคนที่เอาเครื่องมือไปใช้งาน จะสามารถเก็บข้อมูลได้ว่าเจ้าหน้าที่คนไหนที่ใช้งานเครื่องมือชนิดไหนบ่อยและนานแค่ไหน เป็นเหมือนการสะสมชั่วโมงบิน ความต้องการของเราก็คือการออกใบรับรองความเชี่ยวชาญช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับนักวิจัย"
ที่สุดของที่สุด สโตน แล็บต้องการจะสร้าง “อีโคซิสเต็ม”
" บางแล็บมีเครื่องมือดีๆ แต่ไม่มีคนเก่ง บางแล็บมีคนเก่งแต่ไม่มีเครื่องมือ ในอนาคตเราอยากแก้ปัญหาพวกนี้ด้วย คือถ้าเรามีแล็บและมีเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญถ้าให้เขาไปช่วยทำงานที่แล็บอื่นด้วย ก็จะมีค่าบริการกลับมาสู่บริษัท หรือถ้าเรามีเครื่องมือแพงๆ แทนที่จะตั้งไว้เฉยๆ ก็แชร์ให้กับแล็บอื่น แต่ตอนนี้เราเริ่มที่ปัญหาหลักก่อน แล้วจะยกระดับขึ้นไปเรื่อยๆ ก่อนอื่นเราต้องวางไข่ก่อน แอพสโตน แล็บคือไข่ที่เราจะเอาไปวางในแล็บทุกที่ ให้มันค่อยๆ ฟักออกมาเป็นตัวแล้วเชื่อมโยงกันจนเกิดเป็นอีโคซิสเต็ม"
อย่างไรก็ดี ที่เร่งด่วนที่ต้องทำตอนนี้ก็คือ การหารายได้มาจุนเจือปากท้องทีมงานที่มีอยู่ทั้งหมด 4 คน
โดยจะใช้กลยุทธ์แบบ “บีทูบีทูบี” ขายผ่านดีลเลอร์ที่เป็นบริษัทขายเครืองมือวิทย์ และบริการหาลูกค้าสอบเทียบอยู่แล้วซึ่งมีฐานลูกค้าเป็นห้องแล็บและคอนเน็คชั่นที่ดีอยู่แล้ว อีกด้านหนึ่งก็คือการหาผู้ลงทุน คือเดิมทีพวกเขาต้องการโตเองแต่ก็ทำให้เดินได้ช้า สุดท้ายเลยตัดสินใจเข้าโครงการของ “ทรู อินคิวบ์”
ไอเดียที่ใช่ต้องไม่มโน
แม้จะไม่รู้ว่าในอนาคตไอเดียที่คิดว่าใช่จะเป็นความจริงหรือเป็นแค่ความฝัน ก่อนอื่นต้องหาทางพิสูจน์ความเป็นไปได้
"ผมเองก็อยากมั่นใจก่อน และได้ทำตามสเต็ปของการทำธุรกิจจริงๆ ก็คือ ทำมาร์เก็ตรีเสิร์ช ไปสำรวจ ถามความต้องการของผู้ใช้ ถามว่าจะมั่นใจได้แค่ไหน มันขึ้นอยู่กับตัวแบบสอบถาม คือเราจะไม่ถามลูกค้าแค่ว่าเขาอยากได้ของแบบนี้หรือเปล่า แต่จะมีคำถามต่อเพื่อบอกถึงระดับความต้องการว่า คุณอยากได้แค่ไหน เฉยๆ อยากได้ อยากได้มาก มันแค่มีความต้องการ หรือมีความจำเป็น ไปจนถึงมีความจำเป็นขั้นสูงสุด" สิทธิกร กล่าว
ด้าน ณัฎฐ์นภันต์ ก็บอกว่า ควรต้องทำเป็นสเต็ปบายสเต็ป เริ่มจากการไปขายไอเดียในงานไทยแลนด์ แล็บ 2015 และได้แจกแบบสอบถามกับผู้ร่วมงาน ซึ่งพบว่าคนมีความสนใจ ถัดจากนั้นทีมงานก็ได้ทำโปรโตไทป์แล้วเอาไปออกบูธอีกครั้งเพื่อให้ยูสเซอร์ตัดสินว่ามันโอเคหรือไม่ ต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร เป็นต้น





