"โคแมนชี่" ระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ นำเงินระดมทุนพัฒนานวัตกรรม-เทคโนโลยี หวังยกระดับขึ้นเป็นผู้ให้บริการด้าน"เทคโนโลยีท่องเที่ยว"
หากเอ่ยชื่อบริษัท ‘โคแมนชี่’ หลายคนที่อยู่นอกวงการท่องเที่ยวคงจะมีคำถามขึ้นมาว่าเป็นธุรกิจประเภทใด อย่างไรก็ตาม บริษัทดังกล่าวน่าจะกำลังเป็นที่รู้จักมากขึ้น อย่างน้อยก็ในแวดวงตลาดทุน
โคแมนชี่ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ COMAN คือผู้พัฒนาโปรแกรมสำหรับบริหารจัดการภายในโรงแรม และเซอร์วิส อพาร์ทเมนท์ โดยมีรายได้หลักจากการจำหน่ายและติดตั้งโปรแกรม รวมถึงการให้บริการดูแลรักษาระบบและซ่อมบำรุงหลังการขาย
‘โคแมนชี่’ อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ โดยคาดว่าจะเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียนได้ภายในปี 2559
สมบูรณ์ ศุขีวิริยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยถึง วัตถุประสงค์ในการเข้าระดมทุนในครั้งนี้ว่า บริษัทมีเป้าหมายหลักที่จะยกระดับตัวเองขึ้นไปเป็นผู้ให้บริการด้าน ‘เทคโนโลยีการท่องเที่ยว’(Tourism Technology) แบบครบวงจร ผ่านการใช้นวัตกรรมในการพัฒนาระบบไอที (Information Technology)
“แต่เดิมบริษัทเป็นเพียงผู้พัฒนาโปรแกรมสำหรับธุรกิจโรงแรมเป็นหลัก ซึ่งถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ในอนาคตบริษัทต้องการจะก้าวขึ้นไปเป็นผู้ให้บริการในด้านไอทีของการท่องเที่ยวทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง และการทำกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งการจะก้าวไปอยู่ในจุดนั้นบริษัทจำเป็นจะต้องใช้เงินลงทุนในการลงทุนในโปรแกรมให้ครอบคลุมด้านอื่นทั้งหมด”
การจะลงทุนพัฒนาโปรแกรมให้อยู่ในจุดที่พร้อมใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพคงต้องใช้เวลานานเหมือนอย่างโปรแกรม ‘โคแมนชี่’ ที่ใช้เวลาเป็น 10 ปี ฉะนั้นบริษัทจึงมีแผนที่จะใช้เงินระดมทุนส่วนหนึ่งเข้าร่วมลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพ และพัฒนาโปรแกรมได้สำเร็จแล้ว รวมถึงสามารถสร้างรายได้และกำไรระดับหนึ่ง โดยหลังจากเข้าตลาดน่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนในเรื่องนี้
ก่อนหน้านี้บริษัทเคยเข้าลงทุนในบริษัทย่อย คือ เอ็มเอสแอล ซอฟต์แวร์ (ไทยแลนด์) หรือ MSL ซึ่งมีประสบการณ์ในการรับงานโปรเจคขนาดใหญ่มาหลายครั้ง อาทิ การบินไทย ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเน้นให้คำปรึกษา วางแผน และพัฒนาระบบร่วมกับลูกค้า นอกจากนี้ เอ็มเอสแอล ยังประสบความสำเร็จในการพัฒนาระบบสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมาก อาทิ การวิเคราะห์ข้อมูลในสื่อออนไลน์ ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดร่วมกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้
โครงสร้างรายได้ของบริษัทในปัจจุบันมาจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การขายและติดตั้งโปรแกรม 35% การดูแลรักษาและซ่อมบำรุง 30% และเอ็มเอสแอล 30% ส่วนที่เหลือเป็นงานให้บริการอื่นๆ โดยระหว่างปี 2556-2558 รายได้ของบริษัทเติบโตจาก 53.06 ล้านบาท มาเป็น 63.9 ล้านบาท และมาเป็น 101.14 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนของปีนี้ มีรายได้ 57.66 ล้านบาท
ด้านกำไรสุทธิในช่วงเวลาเดียวกันเพิ่มขึ้นจาก 9.41 ล้านบาท เป็น 13.29 ล้านบาท และเพิ่มเป็น 27.08 ล้านบาท ส่วนงวด 6 เดือนของปีนี้ มีกำไรสุทธิ 15.65 ล้านบาท โดยรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นมากในปี 2558 เป็นผลจากการเริ่มบันทึกรายได้และกำไรจากเอ็มเอสแอลเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลัง
นอกจากเป้าหมายที่จะยกระดับไปเป็นผู้ให้บริการด้านไอทีอย่างครบวงจรในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว บริษัทยังต้องการที่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำในระดับภูมิภาคอีกด้วย ซึ่งก็เป็นหนึ่งในวัตถุประสงค์ของการจะเข้ามาระดมทุนในครั้งนี้
ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนรายได้จากในประเทศ 85% ต่างประเทศ 15% โดยลูกค้าต่างประเทศนั้นกระจายอยู่ใน 17 ประเทศ ในเอเชีย ซึ่งในจำนวนนี้บริษัทมีตัวแทนจำหน่าย (Dealer) อยู่เพียง 7 ประเทศ ได้แก่ จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และลาว โดยบริษัทหวังจะขยายดีลเลอร์ในประเทศอื่นๆ ให้มากขึ้น
“การมีดีลเลอร์อยู่ในแต่ละประเทศจะช่วยให้การขายมีประสิทธิภาพมากขึ้น เนื่องจากความเป็นคนท้องถิ่น ซึ่งช่วยในด้านของการติดต่อสื่อสาร ทำการตลาด และดูแลหลังการขาย โดยบริษัทต้องการจะขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากจะช่วยขยายฐานรายได้แล้ว ยังเป็นการกระจายความเสี่ยง และสร้างความยั่งยืนให้กับบริษัทมากขึ้น ซึ่งในอนาคตหวังว่าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะขึ้นไปถึง 50%”
ขณะเดียวกันการกระจายออกไปหลายประเทศจะทำให้บริษัทสามารถรักษาอัตรากำไรไว้ที่ระดับปัจจุบันเป็นอย่างน้อย โดยล่าสุดมีอัตรากำไรขั้นต้น 75.46% และอัตรากำไรสุทธิ 26.99% เนื่องจากการขายระบบให้กับลูกค้าต่างประเทศมีต้นทุนต่ำกว่า บริษัทเพียงแต่ขายสินค้าให้กับดีลเลอร์ โดยไม่มีต้นทุนพนักงานเข้าไปติดตั้ง หรือดูแลถึงสถานที่ของลูกค้า และยังสามารถให้บริการหลังการขายได้ผ่านการควบคุมจากระยะไกล (Remote Desktop)
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มาร์จินค่อนข้างสูง เพราะต้นทุนหลักมีเพียงแค่บุคคลากร แต่อีกมุมหนึ่งบุคคลากรก็เป็นความเสี่ยงสำคัญ เพราะยังค่อนข้างขาดแคลน แต่บริษัทพยายามป้องกันความเสี่ยงโดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนในด้านการท่องเที่ยว และให้นักศึกษาได้เรียนรู้เกี่ยวกับโปรแกรมของบริษัทโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
“หากมองจุดแข็งที่สำคัญนอกจากการมีนวัตกรรมซึ่งเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทแล้ว เชื่อว่าการที่บริษัทอยู่ใน 2 ขา คือ เทคโนโลยีที่มีนวัตกรรมของตัวเอง และอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทจะอยู่ในทิศทางการเติบโตที่ดี และหวังว่าจะเข้ามาเป็นหนึ่งในหุ้นเติบโต (Growth Stock) ของตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต”
สมบูรณ์ กล่าวเพิ่มว่า ‘โคแมนชี่’ มีที่มาจากชนเผ่าอินเดียนแดง ซึ่งมีความกล้าหาญและอดทนในการต่อสู้เพื่อปกป้องดินแดงของตนเองจากการถูกรุกราน และยังมีจุดเด่นเรื่องความว่องไวจากการใช้ม้าเป็นพาหนะ ซึ่งคล้ายคลึงกับบริษัทที่ก่อตั้งมาจากความต้องการให้คนไทยได้ใช้โปรแกรมที่มีประสิทธิภาพของคนไทยเอง
ขณะเดียวกันบริษัทพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของธุรกิจเทคโนโลยี
และสุดท้าย หวังว่าจะเห็นบริษัทด้านนวัตกรรมของคนไทยเติบโตและสามารถเข้ามาจดทะเบียนเพิ่มมากขึ้น









