ใกล้ช่วงปลายปี นักลงทุนมักเริ่มหันมามอง กองทุนรวมหุ้นระยะยาว(LTF) และ กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) มากขึ้น จนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ.) ต่างๆ ก็ประเมินว่า ช่วงที่เหลือของปีนี้ จะเริ่มมีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุนเหล่านี้มากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายของปี
ฟากผู้บริหาร บลจ. ต่างๆ มีการประเมินว่า แนวโน้มเงินลงทุนที่จะไหลเข้ากองทุน LTF ในปีนี้จะยังเติบโตไม่น้อยไปกว่าปีที่ผ่านมา ที่มีเม็ดเงินไหลเข้าทั้งสิ้น 50,000-60,000 ล้านบาท แต่ในแง่การเติบโตน่าจะชะลอลงจากปีก่อน สาเหตุจากการอิ่มตัวของตลาดเพราะนักลงทุนส่วนใหญ่ลงทุนใน LTF จนเต็มวงเงิน 500,000 บาทแล้ว อีกส่วนเป็นผลจากการขยายระยะเวลาถือครองกองทุนจาก5 ปีเป็น 7 ปี ดังนั้นกองทุนจะเติบโตขึ้นได้อาจจะต้องอาศัยเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนหน้าใหม่เป็นหลัก
อีกทั้งนับเป็นเวลากว่า10ปีมาแล้ว ที่กองทุน LTFไม่มีกองใหม่ๆ ออกมาเลย ขณะที่ปีนี้ ก.ล.ต. เปิดกว้างมากขึ้น ทำให้ปีนี้เป็นปีแรกที่เริ่มมีกองใหม่ออกมา แต่ละบลจ.จะพยายามรักษาส่วนแบ่งตลาด
“ธิดาศิริ ศรีสมิต” รองกรรมการผู้จัดการและประธานบริหารการลงทุนตราสารทุน บลจ.กสิกรไทย มองว่า ในปีนี้ บลจ. ต่างๆ โดยเฉพาะบลจ.น้องใหม่ มีการออกกองทุน LTF กองใหม่กันจำนวนมาก ทำให้ บลจ. ต่างๆ พยายามรักษาส่วนแบ่งตลาดไว้ ภาพปีนี้จึงแตกต่างออกไปจากปีก่อนๆ ที่แต่ละ บลจ. ต่างทำตลาดบนฐานลูกค้าเดิมของตัวเอง ในแง่ลูกค้า ถือเป็นผลดี เพราะมีโอกาสเลือกลงทุนได้หลากหลายมากขึ้น
ในส่วนของบริษัทพยายามดูแลลูกค้าและดูแลผลตอบแทนให้ดีที่สุดเป็นปกติแต่ในช่วง2-3ปีที่ผ่านมา มุ่งเน้นการเพิ่มความสะดวกสบายให้ลูกค้าและลูกค้าสามารถมองภาพการลงทุนได้ชัดเจนมากขึ้น ด้วยโมบายแอพพลิเคชั่นและฟอร์ดฟอลิโอ ซิมมูเรเตอร์
++บลจ.มุ่งรักษาฐานลูกค้า
สำหรับการตัดสินใจเลือกซื้อLTFนั้น “ธิดาศิริ” แนะนำว่า การตัดสินใจยังขึ้นอยู่กับความสามารถรับความเสี่ยงของแต่ละบุคคลมากกว่า และให้พิจารณาพอร์ตลงทุนรวมของตนเอง
ส่วนธีมการลงทุน LTF หุ้น100 ในไตรมาสสุดท้ายก็ยังน่าสนใจ เพราะมองว่าตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นมามากพอสมควรเมื่อเทียบกับต้นปีที่ผ่านมา และหุ้น 3 กลุ่มใหญ่ หุ้นธนาคาร พลังงานและโทรคมนาคม ค่อนข้างมีอัพไซด์จำกัด ซึ่งยังต้องรอไปถึงปีหน้าอาจจะมีแนวโน้มอัพไซด์ได้หรือไม่
ด้าน “วิน พรหมแพทย์” ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บลจ.ซีไอเอ็มบี ไทย แนะนำว่า ซื้อ LTF ให้เฉลี่ยซื้อทุกเดือนดีกว่ารอซื้อปลายปี และเตรียมเงินสำรองอีกก้อนประมาณ 20,000-30,000 บาท ไว้ซื้อเพิ่มในช่วงตลาดหุ้นลง รวมถึงซื้อ RMF ไว้กระจายความเสี่ยง เช่น i-prop และ FIR-RMF ของบลจ. ซีไอเอ็มบีเพราะมีสินทรัพยลงทุนที่หลากหลาย
สำหรับการลงทุน LTF หากผู้ลงทุนอายุยังน้อย เพิ่งเริ่มทำงานควรลงทุนแบบหุ้น100 และเมื่อใกล้วัยเกษียณ ปรับสัดส่วนเลือกลงทุนแบบหุ้น 70 ส่วนหุ้น Mid Small มีไว้เป็นตัวเสริม
"อยากให้ผู้ลงทุนใช้เวลาในการคำนวณภาษีที่ต้องเสียและใช้เครื่องมือการลงทุนให้ครบ ที่สำคัญต้องทบทวนพอร์ตลงทุนของตัวเองปีละ1ครั้ง เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี เช่น LTFยังมีperformance ดีอยู่หรือไม่หรือ RMFสามารถเปลี่ยนสินทรัพย์ลงทุนเพิ่มอีกได้หรือไม่
**แนะจับตาLTFออกใหม่
“สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล” นักวิเคราะห์กองทุนรวม บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มองว่า เม็ดเงินเข้ากองLTF น่าจะมาในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายปลายปี เพราะนักลงทุนยังรอวินาทีสุดท้าย แต่เริ่มมีทิศทางตลาดขาขึ้นมีแรงซื้อกลับมาในเดือนก.ย.ที่ผ่านมานี้จากช่วงก่อนหน้าเป็นช่วงตลาดขาลงมีแรงขาย
สำหรับรูปแบบการออมเงินปีนี้ควรลงทุนแบบถั่วเฉลี่ย(DCA)น่าจะได้ผล ขณะที่รูปแบบกองในลักษณะT -Lowbeta รอบรับตลาด side way (ดัชนีระหว่าง 1200-1600จุด)ให้ผลตอบแทนดีมาก เป็นจังหวะที่ดีลงทุน ถ้าตลาดเป็นขาขึ้น อาจจะต้องมีการขายออกและย้ายกองบ้าง ซึ่งรูปแบบกองทุนดังกล่าวในปีนี้บลจ.ใหม่ๆที่ยังไม่มีLTF มาก่อน เห็นทยอยออกกองใหม่ค่อนข้างมาก
++ คาดเงินสะพัดโค้งท้าย4หมื่นล.
รายงานจาก บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) ระบุว่า สำหรับกองทุน LTF และ RMF ช่วง 9เดือนแรกของปีนี้ยังเติบโตต่อเนื่อง ทั้งที่เพิ่งเริ่มจะมีเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิเพียงเดือนเดียว คือ ช่วงเดือนก.ย.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตามในภาพกว้างมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนทั้ง 2 ประเภทยังคงเติบโตอยู่ โดยกองทุน LTF มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิอยู่ที่ 298,167 ล้านบาท แต่โตขึ้นเพียงเล็กน้อยที่ 7.52% ขณะที่ RMF เติบโตมากกว่าที่ 8.59% ทำให้มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิมาอยู่ที่ 194,606 ล้านบาท
ส่วนเม็ดเงินสุทธิที่ไหลเข้าออกกองทุนทั้ง 2 ประเภทนั้น “นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ นักวิเคราะห์กองทุนประจำประเทศไทย มอร์นิ่งสตาร์ฯ ” มองว่า แนวโน้มในช่วงไตรมาสสุดท้ายปีนี้พฤติกรรมของนักลงทุนยังไม่เปลี่ยนแปลง คาดว่ายังมีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุนLTFและRMF อย่างมาก ระดับ30,000ล้านบาทไม่เกิน40,000ล้านบาท ทั้งปีนี้ยังคงทะลุ300,000ล้านบาท
นอกจากนี้ ถ้าดูข้อมูลในอดีตบ่งชี้ว่า ช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่ผู้ลงทุนนิยมลงทุนในกองทุนทั้ง LTF และ RMF คือ ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี คาดว่าพฤติกรรมการลงทุนเช่นนี้ก็ยังคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในปีนี้ ดังนั้น คาดว่าในช่วงท้ายของปีนี้เราคงได้เห็นเม็ดเงินลงทุนไหลเข้ากองทุนทั้ง 2 ประเภทอย่างมากอีกเช่นเคย






