“ร่วมมือ+สร้างสรรค์” สูตรข้ามวิกฤติธุรกิจไลฟ์สไตล์

“ร่วมมือ+สร้างสรรค์” สูตรข้ามวิกฤติธุรกิจไลฟ์สไตล์

ทำธุรกิจยุคนี้ต้องไม่โดดเดี่ยว แต่ต้อง “ร่วมมือ+สร้างสรรค์+แบ่งปัน” เพื่อธุรกิจจะยังยืนหยัดได้ ไม่พ่ายให้กับอุปสรรคปัญหา

“สินค้าไลฟ์สไตล์ยังอยู่ในสภาวะ ‘ติดลบ’ โดยสินค้ากลุ่มแฟชั่น ติดลบประมาณ 7% สินค้าไลฟ์สไตล์อย่าง เครื่องหนัง รองเท้า ฯลฯ ติดลบประมาณ 8-9% กลุ่มโปรดักส์อื่นๆ ติดลบประมาณ 1% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”

คำบอกเล่าจาก “ม.ล.คฑาทอง ทองใหญ่” ผู้อำนวยการสํานักส่งเสริมนวัตกรรมและสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อการค้ากรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ถึงสถานการณ์สินค้าไลฟ์สไตล์และแฟชั่น ที่ยังอยู่ในสภาวะดิ่งลง ผลพวงที่ไม่ได้มาจากแค่เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศ หากทว่ามาจาก “การเปลี่ยนแปลงของตลาด” ที่เกิดขึ้นรวดเร็วยิ่ง

จากอดีตไทยอาจคุ้นชินกับสถานะผู้ผลิต เราผลิตสินค้าและพยายามหาช่องทางจัดจำหน่าย แต่เขาว่า การตลาด ณ วันนี้เปลี่ยนไป เมื่อโลกไม่ได้มองมาที่เราเท่านั้น และคู่แข่งต่างก็ “ผลิตดี คุณภาพสูง” สู้เราได้ทั้งนั้น วันนี้มีคู่แข่งมากยิ่งขึ้น พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน รสนิยมก็เปลี่ยนไปด้วย คนพยายามมองหาสิ่งใหม่ๆ ถ้าเราไม่สามารถนำเสนอความแตกต่าง ไม่ว่าจะ “เทคโนโลยี” หรือ “ดีไซน์” หรือแม้แต่ไม่คิดเรื่องการ “สร้างแบรนด์” ก็เตรียมเจอ “ศึกหนัก” ได้ในยุคนี้

“เราเหมือนยังวนอยู่ในอ่าง ไม่สามารถสลัดตัวเองออกมาได้ เพราะการเปลี่ยนให้เราเป็น นวัตกร(Innovator) หรือ สร้างแบรนด์ ได้นั้น ต้องใช้ทั้งทุน และเวลา แต่เมื่อเรายังนึกภาพนี้ไม่ออก พอตลาดเปลี่ยน ธุรกิจถึงดิ่งลง” เขาบอกต้นเหตุ

โจทย์ใหญ่และท้าทาย นำมาสู่กลยุทธ์ใหม่ของกลุ่มผู้ประกอบการแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ไทย ภายใต้โปรเจคที่ชื่อ Brand Collaborations” การจับมือระหว่างแบรนด์นักออกแบบและดีไซเนอร์ไทย เพื่อสร้างผลงานร่วมกัน ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่องาน BIG+BIH 2016 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมาย เป็นอีกแรงขับเคลื่อนให้ธุรกิจกลุ่มนี้ยังคงเติบโตได้ถึง 5% ในปี 2560 และ ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางของความคิดสร้างสรรค์ ทำให้มูลค่าสินค้าอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ที่อยู่ประมาณ 13% ของ GDP ในวันนี้ กลายเป็น 20% ของ GDP ได้ภายใน 3-5 ปี ข้างหน้า!

นั่นคือเหตุผลที่เอสเอ็มอีหมดเวลาฉายเดี่ยว แต่ต้อง “ร่วมมือกัน” เพื่อร่วมสร้างการเติบโตในธุรกิจนี้

“ทุกวันนี้การแข่งขันสูงมาก ตลาดก็เปลี่ยนไปเยอะมาก เราถึงต้องเริ่มคิดเรื่องการร่วมมือกับแบรนด์อื่น หรืออุตสาหกรรมอื่น ไม่ใช่คนที่ทำสินค้ากลุ่มเดียวกันเท่านั้น เพื่อทำให้ขายของได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น แฟชั่นดีไซเนอร์ กับผู้ผลิตตู้เย็น ที่อาจดูจะไม่เข้ากันเลย แต่เขาก็มาทำงานร่วมกัน เพื่อออกแบบตู้เย็นให้น่าสนใจขึ้น” เขายกตัวอย่าง

“ความร่วมมือ” ไม่ได้หวังเพียง “สร้างสรรค์” สินค้าใหม่ๆ ให้โดนใจตลาด หากเขาว่า ยังเป็นการร่วมมือเพื่อ “แบ่งปัน” ไม่ว่าจะ องค์ความรู้ ประสบการณ์ แนวคิดการทำตลาด รูปแบบการจัดจำหน่าย แม้กระทั่ง “แชร์รายได้” ที่เกิดขึ้น เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ให้กับการทำธุรกิจสุดหินในยุคนี้

หนึ่งแบรนด์ที่เลือกเดินกลยุทธ์นี้ตั้งแต่ก่อตั้งธุรกิจเมื่อ 2  ปีก่อน คือ Mirror Mirror” แบรนด์จิวเวลรี่สื่อความหมาย ของ “สุกันยา อมรประภาธีรกุล” และ “ขจี ว่องพานิช” พวกเขาต้องการฟื้นธุรกิจทำทองของครอบครัวที่อยู่ในช่วงขาลง ให้ยังเลี้ยงดูคนงานต่อไปได้ จึงหันมาพัฒนาแบรนด์เครื่องประดับเงินที่มีเรื่องเล่า สื่อความหมาย ผลิตโดยฝีมือช่างทองที่เชี่ยวชาญ ขายในราคาตั้งแต่กว่าพันบาท ไปจนสูงสุด 4-5 หมื่นบาท

แบรนด์ “Mirror Mirror” อยู่ภายใต้บริษัท Ten fingers factory & design ให้บริการทั้ง รับออกแบบจิวเวลรี่ รับจ้างผลิต ผลิตในแบรนด์ตัวเอง ตลอดจนทำงานร่วมกับแบรนด์ต่างๆ โดยเปลี่ยนภาพโรงงานจิวเวลรี่ในอดีต ที่มักปิดตัวเอง เพราะห่วงเรื่องความปลอดภัยและความลับทางการค้า มาเป็นโรงงานและสตูดิโอที่พร้อมต้อนรับผู้คนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นดีไซเนอร์รุ่นใหม่ หรือแม้แต่นักศึกษาจากทั้งในและต่างประเทศ

“เดี๋ยวนี้ทุกอย่างโกลบอลหมดแล้ว คนสามารถหาทุกสิ่งได้ในอินเตอร์เน็ต ฉะนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะปกปิด ทำแบบนี้ อย่างน้อยเราก็สร้างคอมมูนิตี้ให้เกิดขึ้น ได้รู้จักดีไซเนอร์หลายคนและได้เรียนรู้หลายๆ อย่างจากเขา” พวกเธอบอก

อีกจุดยืนสำคัญ คือในแต่ละปีพวกเขาจะผลิตผลงาน  “Collaboration” ร่วมกับแบรนด์ต่างๆ อย่างน้อย 1 ชิ้น ไม่เพียงกลุ่มที่ทำจิวเวลรี่เท่านั้น แต่ยังข้ามสายไปจับมือกับผู้ประกอบการด้านอื่น อาทิ  กลุ่มแฟชั่น และเฟอร์นิเจอร์ด้วย เพื่อร่วมสร้างสรรค์ผลงานที่น่าสนใจ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้หลากหลายขึ้น ไม่เพียงลูกค้าสุดเฉพาะของ Mirror Mirror

อาทิ การจับมือกับ แบรนด์ Jittrakarn (จิตรกานต์) ผลิตภัณฑ์แฟชั่น ที่ใช้วัสดุอะคริลิคและชิ้นงานที่มีความแฟนตาซี มาร่วมกันออกแบบแอคเซสเซอรี่ผ้าพันคอ ในชื่อ ABSINTHE”

ร่วมกับ Zappeaze เฟอร์นิเจอร์สไตล์โมเดิร์นมินิมอล เพื่อออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่ผสมผสานความเป็นชายและหญิงจนได้ผลงาน Furniture” ตู้ที่ออกแบบเรียบง่ายเหมือนชาย แต่ภายในมีความเป็นหญิงซ่อนอยู่ รวมถึงการร่วมมือกับ Love Supreme ผู้ผลิตกระเป๋าและเครื่องหนัง มาสร้างผลงาน ESSENCE” ที่ใช้โลหะเข้ามาผสมในกระเป๋า

“มันทำให้แบรนด์ Mirror Mirror ใกล้ชิด และเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น เพราะเครื่องประดับราคาค่อนข้างสูง แต่นี่เราพยายามทำราคาให้ไม่สูงมาก เพื่อให้คนเข้าถึงได้ และเป็นกิมมิกที่ดูสนุกขึ้น” พวกเธอบอกผลลัพธ์

ผลงานสร้างสรรค์ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นจิวเวลรี่ ไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่มีโอกาสในตลาดมากขึ้น ด้วยชื่อแบรนด์ลูกผสม เช่น Jittrakarnx Mirror Mirror”ในผลงานความร่วมมือที่เกิดขึ้น ซึ่งในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการผลิตต้นแบบ พวกเขาก็ “แชร์กัน” เป็นบัญชีเดียวแล้วหารครึ่ง ส่วนผลงานจะไปอยู่กับใครนั้น คนทำบอกเราว่า ไม่ได้ซีเรียส เพราะการจะร่วมงานกับใครสักคนก็ต้องเลือกในระดับหนึ่ง ว่าเป็นแบรนด์ที่น่ารัก และไม่ใช่หวังผลลัพธ์แค่ธุรกิจเท่านั้น

“อย่าง Love Supreme ที่ทำเครื่องหนัง หัวเข็มขัดของเขา ก็จ้างเราทำ ส่วน Zappeaze ซึ่งทำเฟอร์นิเจอร์ และเป็นอินทีเรียดีไซน์ด้วย เราก็จ้างให้เขามารีโนเวทสตูดิโอให้ นี่จึงเป็นการแบ่งปันกันจริงๆ” พวกเธอบอกสิ่งที่ได้จากมิตรภาพ

ปัจจุบัน โรงงานของ Mirror Mirror ยังทำงานร่วมกับหลายแบรนด์ ทั้งในไทยและดีไซเนอร์ระดับโลก เวลาเดียวกันก็ยังทำงานร่วมกับดีไซเนอร์รุ่นใหม่ ที่กำลังเริ่มความฝันและพัฒนาแบรนด์ของตัวเอง โดยการรับจ้างผลิตที่แทบจะไม่มีขั้นต่ำ พวกเธอย้ำว่า ออเดอร์ระดับแสนชิ้น และออเดอร์จากดีไซเนอร์ไทย 5-10 ชิ้น ก็คิดในราคาเท่ากัน เพราะอยากร่วมสนับสนุนดีไซเนอร์ไทย และขอเป็นอีกแรงช่วยผลักดันให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านความคิดสร้างสรรค์ในภูมิภาคนี้

ธุรกิจที่ไม่โดดเดี่ยว ยังเติบโตขึ้นทุกปี โดยมียอดขายในปีแรกที่ 5-6 ล้านบาท ส่วนปีนี้ตั้งเป้าว่าจะไปถึง 9-10 ล้านบาท ส่วนรายได้หลักยังมาจากรับจ้างผลิต ขณะแบรนด์ Mirror Mirror ก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น ด้วยพลังมุ่งมั่นของพวกเขา

จากธุรกิจครอบครัว ที่กำลังจะล้มหายตายจากไป ถึงวันนี้ยังคงอยู่รอดได้ ด้วยฝีมือของเหล่าทายาท

เหล่านี้คือผลลัพธ์จากการ “ร่วมมือ+สร้างสรรค์+แบ่งปัน” สูตรข้ามวิกฤติของพวกเขา

                ..............................................

Key to success

สูตรธุรกิจรับมือโลกเปลี่ยน

๐ เน้น Demand Driven ทำสินค้าตามความต้องการ

๐ รู้เท่าทันช่องทางการขายใหม่ๆ

๐ เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

๐ ศึกษารูปแบบธุรกิจยุคใหม่ ใช้บริการใหม่ๆ มาแก้ปัญหา

๐ มุ่งสู่วิถี ร่วมมือ สร้างสรรค์ แบ่งปัน

๐ เรียนรู้ประสบการณ์จากคนอื่น แก้ปัญหาธุรกิจ