วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

LHBANK - ซื้อเก็งกำไร

ปรับประมาณการกำไรปี 59 เพิ่มขึ้น 10% คาดกำไรปี 60 ตามเดิม

ประเด็นสำคัญในการลงทุน :

- กำไรสุทธิ 3Q59 เติบโต 58%YoY แต่ลดลง 13%QoQ กำไร 9M59 เติบโต 74% : ในช่วง 3Q59 มีกำไรสุทธิ 698 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 58%YoY แต่ลดลง 13%QoQ 9M59 มีกำไรสุทธิ 2,072 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74%YoY ซึ่งการเติบโตหลักมาจากรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิที่เติบโตสูงถึง 56% ขณะที่การเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้น 13%YTD เนื่องจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 14% ตามการขยายตัวของสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น 6.5%YTD และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่เติบโตสูงถึง 99% จากการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ กำไรจากเงินลงทุน และรายได้เงินปันผล อย่างไรก็ดี การเติบโตของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ทำให้มีสัดส่วนสูงสุดที่ 60% ของสินเชื่อรวมทำให้ผลตอบแทนของสินเชื่อปรับลดลง แต่ทำให้คุณภาพของสินทรัพย์ปรับดีขึ้นเป็นลำดับ โดยมีสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL) ลดลง 11%YTD ทำให้มีอัตราส่วน gross NPL ต่อสินเชื่อรวมลดเหลือ 1.6% จากระดับ 1.89% ณ ปลาย Q2 และอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อ NPL (Coverage Ratio) เพิ่มขึ้นสู่ 124.5% จากระดับ 90.8% ณ ปลายปี 58

- ปรับประมาณการกำไรปี 59 เพิ่มขึ้น 10% คงประมาณกำไรปี 60 ตามเดิม : กำไรในช่วง 9M59 คิดเป็น 90% ของประมาณการทั้งปีที่ 2,304 ล้านบาท ทั้งนี้ฝ่ายวิจัยได้ปรับเพิ่มสมมติฐานการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียม ลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและสำรองหนี้สูญส่งผลให้ประมาณการใหม่ปี 59 เพิ่มขึ้น 10% เป็น 2,540 ล้านบาทซึ่งเติบโต 54% สำหรับประมาณการกำไรปี 60 ยังคงเดิมที่ 2,951 ล้านบาทซึ่งเติบโต 16%

- ดีลควบรวมพันธมิตรอยู่ระหว่างดำเนินการ : LHBANK อยู่ระหว่างจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 7.545 ล้านหุ้นแบบเฉพาะเจาะจง (Private placement) ราคาหุ้นละ 2.20 บาทให้กับ CTBC Bank ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ CTBC Financial Holding กลุ่มการเงินขนาดใหญ่ในไต้หวัน หลังดำเนินการแล้วเสร็จ CTBC Bank จะถือหุ้น 35.6% และ LH และ QH ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่จะมีสัดส่วนถือหุ้นลดลงเหลือ 21.9% และ 13.7% ตามลำดับ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการประสานงานกับธนาคารแห่งประเทศไทยและทางการไต้หวันขออนุญาตทำรายการและขอผ่อนผันไม่ต้องทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ (tender offer) ซึ่งฝ่ายวิจัยคาดว่าจะแล้วเสร็จราวปลายปี 59

- คงคำแนะนำ“ซื้อเก็งกำไร” ปรับมาใช้ราคาเหมาะสมปี 60 ซึ่งเท่ากับ 2.22 บาท : ฐานะเงินกองทุนอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 14% เงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับ 10.584%ปัจจัยพื้นฐานในอีก 1-2 ปีข้างหน้ามีโอกาสเติบโตสูงจากการมีพันธมิตรเข้ามาช่วยเสริมธุรกิจ Trade Finance และ Digital Banking แต่ยังมีโจทย์ท้าทายเรื่องอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) ปี 60 ที่คาดว่าจะลดลงเหลือ 7.9% จากที่คาดว่าจะอยู่ที่ราว 9.4% ในปี 59 และอยู่ในระดับต่ำกว่ากลุ่ม ฝ่ายวิจัยได้ปรับมาใช้ราคาเหมาะสมสำหรับปี 60 ซึ่งอิง P/BV ที่ระดับ 1.2 เท่าและ Ke ที่ 7.5% ได้เท่ากับ 2.22 บาทยังมี upside จากราคาปิดล่าสุด 32% อย่างไรก็ดี หลังดีลควบรวมพันธมิตรแล้วเสร็จคาดจะมี % free float ลดลง ฝ่ายวิจัยจึงคงคำแนะนำ “ซื้อเก็งกำไร”


ปัจจัยเสี่ยง :    1.ความล่าช้าในกระบวนการซื้อหุ้น

                   2. สภาพคล่องต่ำลงหลังควบรวมกิจการแล้วเสร็จ