โบรกเกอร์คาดการณ์ "กำไร" ปูนซิเมนต์ไทย ไตรมาส3 "เพิ่มขึ้น" 38-66% หลังกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีเข้าสู่ช่วงไฮซีซัน
จากการสำรวจประมาณการกำไรของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด(มหาชน) SCC ในงวดไตรมาส3/2559 พบว่า โบรกเกอร์คาดว่ากำไรจะปรับตัวเพิ่มขึ้นตั้งแต่ระดับ 38-66% ประกอบด้วย บล.บัวหลวง คาดการณ์ว่า มีกำไรอยู่ที่ 1.39หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 55% จากงวดเดียวกันปีก่อน บล.เอเซียพลัสคาดกำไรอยู่ที่1.25 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 40% บล.ทรีนีตี้กำไรอยู่ที่ 1.49 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% และบล.เคจีไอ1.25 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.9%
บล.บัวหลวง ระบุว่าบริษัทปูนซิเมนไทย จะรายงานกำไรไตรมาส3ปีนี้อยู่ที่1.39หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 55% จากปีก่อน แต่ลดลง 13% จากไตรมาส2/2559 เพราะกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีหนุน ถึงแม้กำไรไตรมาส 4ปีนี้ แนวโน้มจะอ่อนตัวลง แต่มองว่าไม่น่ากังวล เพราะเป็นการอ่อนตัวจาก maintenance shutdown โรงงาน ในขณะที่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล ฝ่ายวิจัยคาดยังคงน่าสนใจที่ 3.5% และ 3.9% ในปี 2559-2560
บล.เอเซียพลัส ประเมินว่บริษัทปูนซิเมนต์ไทย มีการเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจไทยและอาเซียน โดยภาพรวมผลประกอบการไตรมาส3/2559 เชื่อจะเติบโต 40%จากปีก่อนอยู่ที่ 12,589 ล้านบาท แรงขับเคลื่อนหลักมาจากธุรกิจปิโตรเคมีที่เข้าสู่ช่วง High Season โดยที่ Spread ของผลิตภัณฑ์หลักทั้ง HDPE และ PP เทียบกับ Naphtha ยังทรงตัวในระดับสูง บวกกับส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ Chandra Asri ที่ผ่านการทำ Debottleneck ปลายปีก่อน
ส่วนธุรกิจปูนซีเมนต์และวัดุก่อสร้างคาดกำไรจะหดตัวราว 10%จากปีก่อน จากค่าเสื่อมราคาของโรงปูน 3 แห่งที่เข้ามาทั้งกัมพูชา อินโดนีเซียและพม่า ขณะที่ธุรกิจ Packaging ถือเป็นธุรกิจที่สร้างกำไรค่อนข้างนิ่ง ประมาณไตรมาสละ 800-1,000 ล้านบาท
แนวโน้มผลประกอบการจะกลับมาอ่อนตัวอีกครั้งในไตรมาส 4/2559 เนื่องจากโรงงาน ROC ซึ่งเป็นโรงปิโตรเคมีต้นน้ำจะมีการหยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่เป็นเวลา 40 วัน ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากนัก ส่วนธุรกิจแพคเกจจิ้ง น่าจะได้รับผลกระทบจากการจับจ่ายใช้สอยในประเทศที่ลดลงชั่วคราวในส่วนที่เกี่ยวข้องกับอาหารและเครื่องดื่ม
วัฏจักรขาขึ้นของธุรกิจปิโตรเคมีที่ยืดยาวออกไปอีก 4-5 ปี จากซัพพลายใหม่ที่มีจำกัด ทำให้ธุรกิจนี้ยังคงเป็นธุรกิจหลักที่สร้างกำไร และสร้างกระแสเงินสดสำหรับการทำ M&Aในอนาคตภายใต้งบลงทุนในแต่ละปีที่ตั้งไว้ 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างจะได้ประโยชน์จากการลงทุนโครงการภาครัฐจำนวนมากที่เกิดขึ้น บวกกับการเปิดดำเนินงานของโรงปูนแห่งใหม่ในพม่าและ ลาว ทำให้ปริมาณการขายปูนฯในปี 2560 น่าจะเติบโตได้อีก 10%จากปีก่อน









