วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'หุ้นดิ่ง'150จุด 'ฟอร์ซเซลล์' กระหน่ำ

ตั้งแต่7-13ต.ค. หุ้นไทยดิ่งหนัก "โบรกเกอร์"ตั้งข้อสังเกตว่าจะมีหุ้นที่ "ถูกบังคับขาย" หลายบริษัท

ตลาดหุ้นไทยร่วงลงอย่างรวดเร็วตั้งแต่ระดับ 1,500 จุด เมื่อ 7 ต.ค. ที่ผ่านมา จากนั้นดัชนีดิ่งลงต่อเนื่องตลอดสัปดาห์นี้ กดดัชนีไปทำจุดต่ำสุดที่ 1,343.13 จุด หรือลดลงกว่า 10% เมื่อ 12 ต.ค. นี้

หุ้นที่ปรับตัวลดลงมากที่สุด 5 อันดับแรก ต่างเป็นหุ้นที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) ไม่เกิน 1,500 ล้านบาท โดยราคาวันที่ 12 ต.ค. หุ้นไดเมท (สยาม) DIMET ปรับตัวลดลงมากที่สุด 28.38% ปิดที่ 2.12 บาท รองลงมาคือ ระยองไวร์ อินดัสตรีส์ (RWI) ลดลง 27.86% ปิดที่ 2.02 บาท เออาร์ไอพี (ARIP) ลดลง 26.92% ปิดที่ 0.57 บาท อีซึ่น เพ้นท์ (EASON) ลดลง 26.47% ปิดที่ 3 บาท และเฟอร์รั่ม (FER) ลดลง 26.09% ปิดที่ 0.51 บาท

นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า หุ้นไดเมทที่ปรับตัวลดลงมามากที่สุดนี้ แม้ผลประกอบการล่าสุดจะพลิกเป็นกำไรได้ 1.35 ล้านบาท หลังจากขาดทุนมาต่อเนื่อง 5 ปีติดต่อกัน แต่ด้วยราคาหุ้นที่ยังคงซื้อขายกันด้วยค่าพีอีสูงถึง 403.14 เท่า ขณะที่แนวโน้มการเติบโตของกำไรในอนาคตยังไม่ชัดเจน เพราะการพยายามแตกไลน์ไปยังธุรกิจไฟฟ้าก็ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเท่านั้น จึงอาจเป็นสาเหตุให้ถูกขายออกมาได้ง่ายในภาวะเช่นนี้

ขณะที่หุ้นในกลุ่ม SET50 พบว่าช่วงเวลาเดียวกันมีหุ้นทั้งหมด 13 ตัวที่ปรับตัวลดลงเกิน 10% โดย บีอีซี เวิลด์ (BEC) ลดลงมากที่สุด 18.18% ปิดที่ บาท รองลงมาคือโรบินสัน (ROBINS) ลดลง 15.42% ปิดที่ 50.75 บาท และดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) ลดลง 13.25% ปิดที่ 2.88 บาท

หุ้นในกลุ่ม SET50 ทั้ง 50 ตัว ต่างปรับตัวลดลงทั้งสิ้น แต่ก็ยังมีหุ้นถึง 37 ตัว ที่แข็งแกร่งกว่าตลาด โดยหุ้นใหญ่ 3 อันดับแรกที่ปรับตัวลดลงน้อยที่สุด ได้แก่ ผลิตไฟฟ้า (EGCO) ลดลง 1.99% ปิดที่ 197 บาท ถัดมาคือ ทีทีดับบลิว (TTW) ลดลง 2.8% ปิดที่ 10.4 บาท และ ปตท. (PTT) ลดลง 2.88% ปิดที่ 337 บาท

ธีรดา ชาญยิ่งยงค์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ให้ความเห็นว่า ปกติแล้วในช่วงที่ตลาดปรับตัวลงแรงและเร็วนี้ก็จะมีสถานะที่ถูกบังคับขาย (force sell) ออกมาบ้างอยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นในหุ้นขนาดใหญ่หรือหุ้นขนาดเล็ก การที่หุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กมักจะปรับตัวลดลงมากกว่าหุ้นขนาดใหญ่ในภาวะเช่นนี้ เป็นเพราะว่าในช่วงที่ตลาดอยู่ในสภาวะปกติหรือปรับตัวขึ้น มักจะมีแรงเก็งกำไรในหุ้นเหล่านี้มากกว่า เมื่อภาวะโดยรวมแย่ นักลงทุนก็พร้อมที่จะทิ้งหุ้นเหล่านี้ออกมา 

ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่นั้น ส่วนมากมักจะเป็นการซื้อตามพื้นฐานของหุ้นมากกว่า แม้ตลาดลงแรงแต่นักลงทุนบางส่วนอาจจะเชื่อมั่นและตัดสินใจถือไว้ต่อ และในมุมกลับกัน นักลงทุนที่มีเงินสดในมือก็อาจพิจารณาเข้าซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานเมื่อราคาปรับตัวลดลงมามากกว่าปกติ

“นักลงทุนที่มีเงินสดในมือ หากต้องการจะเข้าเก็งกำไรก็อาจจะพิจารณาซื้อเพื่อหวังการรีบาวด์ที่บริเวณ 1,350-1,380 จุด แต่ก็ควรจำกัดการขาดทุน จำกัดสัดส่วนการลงทุนเพียง 20-30% ของพอร์ต แต่สำหรับผู้ที่ต้องการซื้อลงทุน อาจจะรอให้ดัชนีลงไปที่บริเวณ 1,330 จุด ซึ่งเป็นระดับพีอีล่วงหน้าของปี 2559 ที่ 14 เท่า”