'กานต์' มั่นใจ 'อีอีซี' พลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศ

'กานต์' มั่นใจ 'อีอีซี' พลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศ

"กานต์" มั่นใจ "อีอีซี" พลิกโฉมเศรษฐกิจประเทศ เตรียมดันแผนยุทธศาสตร์ 4 ด้านเข้าครม.ในปีนี้ มั่นใจเกิดการลงทุนในปี 2560–61

วานนี้(10 ต.ค.) ในงานสัมมนา “Sino-Thai Business Investment Forum 2016” จัดโดยธนาคารไอซีบีซี(ไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีนักธุรกิจชาวจีนและไทยเข้าร่วมงานกว่า 300 คน โดยประเด็นใหญ่คือเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี)ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบร่างกฎหมายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นายกานต์ ตระกูลฮุน คณะกรรมการบริหาร โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี กรุ๊ป จำกัด กล่าวในหัวข้อ “Eastern Economic Corrido Development Project” ว่าโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออกในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ถือเป็นโครงการที่รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดการพัฒนาประเทศในอนาคต โดยจะเกิดการลงทุนจากภาครัฐและเอกชนกว่า 1.5 ล้านล้านบาทในระยะเวลา 5 ปี

นายกานต์ กล่าวว่า คณะทำงานเร่งจัดทำแผนยุทธศาสตร์การลงทุนของโครงการย่อยต่างๆใน 4 แผนย่อยได้แก่ แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน แผนการพัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรม แผนการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และแผนการพัฒนาเมืองใหม่ โดยคาดว่าจะเสนอให้ครม.พิจารณาภายในปีนี้ เพื่อให้การลงทุนต่างๆเริ่มดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2560 – 2561

นอกจากนี้ จะมีการพัฒนาให้อีอีซีเป็นศูนย์กลางของธุรกิจหรือ “Global Business Hub” รวมทั้งเป็นศูนย์กลางทางด้านการเงินหรือ “Financial Hub” ของภูมิภาคโดยจะมีการจัดสรรพื้นที่ประมาณ 1.5 หมื่นไร่ รองรับการจัดตั้งสำนักงานใหญ่การค้าและการลงทุนข้ามชาติเพื่อสนับสนุนให้บริษัทชั้นนำมาตั้งสำนักงานใหญ่ในประเทศไทยโดยใช้ประโยชน์จากสิทธิประโยชน์ทางภาษี รวมทั้งส่งเสริมการจัดตั้งศูนย์กลางข้อมูล (Data Center) R&D Center และการเตรียมความพร้อมเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับประชากรที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 2 ล้านคนเป็น 13 ล้านคนในอนาคต

ทั้งนี้จะมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาชุมชนเป็นกลไกอย่างหนึ่งตาม พ.ร.บ.เพื่อให้มีการดูแลชุมชนในพื้นที่ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการ

ชี้อุตฯปิโตรเคมีพร้อมลงทุน

นายกานต์ กล่าวว่าการลงทุนในพื้นที่อีอีซีจะเป็นการลงทุนที่เราสามารถออกแบบได้ว่าเราต้องการอุตสาหกรรมอะไรบ้างเพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยสูงสุด โดยอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีการลงทุนก่อนเป็นลำดับแรกคืออุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นสูงทั้งจากการขยายการลงทุนจากบริษัทที่มีการลงทุนอยู่แล้วหรือบริษัทต่างชาติที่ต้องการจะเข้ามาลงทุนเพิ่มเติมโดยคาดว่าจะมีวงเงินลงทุนเพิ่มเติมในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมี 3.6 แสนล้านบาท

นอกจากนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์ก็มีความพร้อมที่จะลงทุน โดยในส่วนของยานยต์ที่เป็นไฮบริดจะมีการลงทุนก่อน จากนั้นจะพัฒนาไปสู่การลงทุนของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

“โครงการอีอีซีจะเป็นการพลิกโฉมประเทศไทยทำให้เศรษฐกิจของไทยครั้งใหญ่ ทำให้ไทยเป็นเพชรน้ำเอกของภูมิภาคอย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจที่มีการเติบโตแบบ “New normal คือขยายตัวเฉลี่ยปีละ 3% เป็นเติบโตได้ปีละ 5% โดยจะมีการจ้างงานเพิ่มเติมอีกปีละ 1 แสนคน หลังจากที่โครงการมีการลงทุนแล้วเสร็จ”นายกานต์กล่าว

นายกานต์ กล่าวถึงแผนการพัฒนาอุตสาหกรรมได้เน้นเรื่องของอุตสาหกรรมเป้าหมายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) โดยมุ่งที่จะดึงเอาการลงทุนในอุตสาหกรรมที่มีการลงทุนในการวิจัยและพัฒนามาตั้งโรงงานหรือหน่วยธุรกิจในอีอีซี ส่วนการพัฒนาการท่องเที่ยวจะมีการทำแผนควบคู่กันไป เช่น การพัฒนาเมืองพัทยาให้รองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจาก 10 ล้านคนเป็น 18 ล้านคน โดยจะมีการลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเป้นเมืองท่องเที่ยว เช่น การขนส่งทางรางในเมือง เป็นต้น

“สมคิด”ย้ำรัฐบาลให้ความสำคัญ‘อีอีซี’

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่าไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก ซึ่งจะเป็นโครงการต่อยอดจากโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดที่เคยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตมาได้หลายปี โดยขณะนี้ ครม. ได้ผ่านร่างกฎหมายออกมารองรับและจะมีคณะกรรมการกำกับการขับเคลื่อนซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานด้วยตนเอง

การเตรียมพื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายนี้ รัฐบาลจะขับเคลื่อนให้มีการลงทุนในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ทั้งการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินดอนเมืองและสร้างสนามบินพาณิชย์ใหม่ สนามบินอู่ตะเภาเดิม โครงการขยายท่าเรือแหลมฉบังและมาบตาพุด ให้เป็นท่าเรือสำหรับการขนส่งเข้าและออกของอนุภูมิภาคซีแอลเอ็มวี โครงการพัฒนาท่าเรือจุกเสม็ดที่อู่ตะเภา ให้เป็นท่าเรือพาณิชย์ในอนาคต

พร้อมกับจัดให้มีโครงการลงทุนเชื่อมโยงกรุงเทพ – แหลมฉบัง- อู่ตะเภา ด้วยการสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่และเส้นทางถนนเชื่อมโยงพื้นที่ดังกล่าวอย่างสมบูรณ์ เพื่อให้เป็นทั้งแหล่งที่ตั้งโรงงานผลิต ศูนย์กลางการขนส่งทั้งทางบก ทางน้ำและทางอากาศ และการพัฒนาการท่องเที่ยงเชิงนิเวศน์ในบริเวณสามจังหวัดดังกล่าว โครงการเหล่านี้จะทยอยเริ่มตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป

ในการขับเคลื่อนโครงการนี้สำนักงานส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ได้มีการจัดมาตรการจูงใจนักลงทุนเป็นการเฉพาะขณะที่กระทรวงการคลังจัดตั้งกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อร่วมลงทุนกับภาคเอกชน กระทรวงแรงงานและกระทรวงศึกษาธิการได้รับการมอบหมายให้เร่งพัฒนาบุคคลากรในทักษะที่เหมาะสม เพื่อรองรับความต้องการในอนาคต

ส่วนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเส้นทางคมนาคมต่างๆยังดำเนินการไปตามแผน ทั้งถนนมอเตอร์เวย์ รถไฟฟ้า รถไฟรางคู่ รถไฟความเร็วสูงที่เชื่อมโยงเหนือสู่ใต้ และตะวันออกสู่ตะวันตก สนามบิน ท่าเรือ มูลค่ารวมการลงทุนใน 5 ปี ข้างหน้ากว่า 43 พันล้านดอลลาร์ โครงการต่างๆ เหล่านี้ทยอยผ่าน ครม. ทยอยเรียกประกวดราคาตั้งแต่ไตรมาสนี้และปีหน้า โดยปีหน้าจะเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ซึ่งหลายโครงการจะใช้ระบบพีพีพี เปิดโอกาสให้ทั้งภาคเอกชนไทยและต่างประเทศได้เข้ามามีส่วนร่วม

นอกจากนี้ ยังมีโครงการสำคัญ การลงทุนในพื้นฐานดิจิทัล รัฐบาลได้อนุมัติงบไปแล้วเกือบ 600 ล้านดอลลาร์ สำหรับการลงทุนในอินเตอร์เน็ตบรอดแบนด์ทุกหมู่บ้าน การลงทุนในเคเบิ้ลใต้น้ำเพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตเกตเวย์ และอีกหลายโครงการตามนโยบายดิจิทัลไทยแบนด์ และในอนาคตภายใน 5 ปี ข้างหน้าจะมีโครงการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนมูลค่ารวม 12 – 15 พันล้านดอลลาร์โดยประมาณ

เอกชนเชื่อเกิดการลงทุนชัดปีหน้า

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานงานส่งเสริมการค้าการลงทุน สภาธุรกิจและศูนย์อาเซียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า ภาคเอกชนได้รับฟังข้อมูลสาระสำคัญอีอีซีทำให้มั่นใจว่า ภาครัฐมีแผนการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดระยะเวลาชัดเจน เช่น การพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง ซึ่งจะดึงดูดการลงทุนของภาคเอกชนและต่างชาติในระยะต่อไปได้

“ระบบคมนาคมขนส่ง เป็นหัวใจสำคัญที่นักลงทุนจะพิจารณาเข้าไปลงทุนในพื้นที่ เช่น ระบบโลจิสติกส์ที่จะรองรับการขนส่งสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านต้องเพียงพอ ไม่แอดอัด บริหารจัดการตู้คอนเทนเนอร์กว่า 1 ล้านล้านตู้ได้ เรือต้องไม่จอดลอยลำ 2-3 วัน เพราะจะเป็นต้นทุน ซึ่งระบบโลจิสติกส์ที่ดีจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้”

ดังนั้น หากพ.ร.บ.อีอีซี ประกาศใช้ในต้นปี 2560 และรัฐเดินหน้าลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เชื่อว่าช่วงไตรมาส2-3 ปีหน้า จะเริ่มเห็นการลงทุนเกิดขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมี อุตสาหกรรมS-curve และยานยนต์ เพราะมีแผนการลงทุนที่ชัดเจนแล้ว และการใช้สิทธิประโยชน์ของการลงทุนทั้งการเช่าพื้นที่นาน 99 ปี การยกเว้นภาษีนิติบุคคลสูงสุด 15 ปี ช่วยลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุน