'หั่นต้นทุน' ทางโตเสมอตัว PTTEP

'หั่นต้นทุน' ทางโตเสมอตัว PTTEP

เมื่อทางรอดเร่งด่วน ในยุคน้ำมันขาลง หนีไม่พ้น 'ลดต้นทุนต่อหน่วย' ดร.สมพร ว่องวุฒิพรชัย นายใหญ่ ปตท.สผ.เดินแผนหั่น Unit cost กว่า 10%

ตั้งแต่ราคาน้ำมันดิบเริ่มเข้าสู่โหมดขาลง สัดส่วนนักลงทุนต่างชาติของ บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ PTTEP ทยอยปรับตัวลดลง สะท้อนผ่านตัวเลขการครองหุ้น ณ วันที่ 15 ส.ค.2559 ที่อยู่ระดับ 46% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่อยู่ระดับ 56% โดยในปี 2557 เคยมีนักลงทุนต่างชาติถือหุ้นปตท.สผ.สูงถึง 60%

เรื่องหนึ่งที่นักลงทุนต่างชาติ มักยกมือขอคำตอบจากองค์กรแห่งนี้ ทุกครั้งที่บริษัทเดินสายโรดโชว์ นั่นคือ บริษัทกำลังมองหาโอกาสการลงทุนใหม่อยู่หรือไม่? หลังราคาน้ำมันดิบในช่วงระยะยาวคอาจไม่มีโอกาสดีดกลับมายืน 'หลักร้อยเหรียญต่อบาร์เรล' และหากปตท.สผ.ต้องการรักษาแชมป์สร้างเงินสูงสุดให้บมจ.ปตท.ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ บริษัทต้องปรับตัว ..

ตลอดปี 2558 องค์กรแห่งนี้ ดำเนินธุรกิจ ภายใต้กลยุทธ์ 'ลด ละ เลื่อน' ตามนโยบายของ 'ดร.เทวินทร์ วงศ์วานิช' อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ.หวังให้องค์กรอยู่รอดปลอดภัย ท่ามกลางราคาน้ำมันดิบที่อยู่ต่ำกว่า 50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

ทว่าเมื่อการบริหารงานถูกผลัดใบมาอยู่ใต้ร่มเงาของนายคนใหม่ 'ดร.สมพร ว่องวุฒิพรชัย' ในเดือนต.ค.2558 ลูกหม้อเครือปตท.ที่ทำงานมากกว่า 25 ปี เลือกที่จะผลักดันองค์กร ในยุคราคาน้ำมันตกต่ำ ด้วย ยุทธศาสตร์ 3R ประกอบด้วย RESET ,REFOCUS และRENEW

'ดร.สมพร ว่องวุฒิพรชัย' ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ PTTEP ยอมรับกับ 'กรุงเทพธุรกิจ BizWeek' ว่า แม้ในช่วง 30 ปีข้างหน้า 'น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ' จะยังคงเป็นพลังงานเชื้อเพลิงสำคัญของโลกใบนี้ แต่การเจริญเติบโตของการใช้น้ำมันอาจลดลง หลังถูกทดแทนด้วย 'พลังงานทดแทน' แต่การขยายตัวอาจไม่ใหญ่เท่าน้ำมันที่มีสัดส่วนมากกว่าครึ่ง

ฉะนั้นการใช้พลังงานในอนาคตอาจมาในรูปของ 'ก๊าซธรรมชาติ' และ 'พลังงานทดแทน' จากแนวคิดนี้ทำให้เชื่อมั่นว่า โอกาสจะเห็นราคาน้ำมันดิบในช่วง 3-4 ปีข้างหน้าทะยานขึ้นไปแตะระดับ 'ร้อยเหรียญต่อบาร์เรล' เหมือนในอดีตคงเป็นไปได้ยาก ขณะที่ภาพรวมราคาน้ำมันดิบในระยะสั้นคงผันผวนเฉลี่ย 40-50 เหรียญต่อบาร์เรล

ดังนั้นตลอดปี 2559 บริษัทจึงเลือกทำงาน ภายใต้ยุทธ์ศาสตร์ 3R ประกอบด้วย 1.RESET เน้นลดต้นทุนการผลิตให้สามารถแข่งขันและอยู่รอดปลอดภัยในภาวะเช่นนี้ หากติดตามข่าวในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่า ใครปรับตัวไม่ได้ ท่ามกลางราคาน้ำมันขาลง ก็จำเป็นต้อง ปิดกิจการ

ตามแผนปี 2559 ต้องเดินหน้าลด 'ต้นทุนต่อหน่วย' (Unit cost) มากกว่า 10% หลังจากปีก่อนสามารถลดต้นทุนต่อหน่วยได้แล้ว 10% โดยในช่วงสิ้นปี 2557-ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2559 บริษัทมีต้นทุนต่อหน่วยเฉลี่ย 43 เหรียญต่อบาร์เรล 39 เหรียญต่อบาร์เรล และเฉลี่ย 32 เหรียญต่อบาร์เรล ตามลำดับ จากตัวเลขดังกล่าวจะเห็นว่า ทยอยลดลงเรื่อยๆ

'ต้นทุนต่อหน่วยที่ปรับตัวลดลง ขอยกเครดิตนี้ให้กับพนักงานทุกคน แม้วันนี้ธุรกิจยังมีมาร์จิ้นที่ดี แต่ถ้าราคาน้ำมันขยับลงมากกว่าที่เคยเป็นมา เราจะไม่ใช่ Last Man Standing (คนสุดท้ายที่อยู่รอด)'

2.REFOCUS บริษัทจะให้ความสำคัญในการขยายการลงทุนในพื้นที่ที่ปตท.สผ.มีความคุ้นเคย ,มีประสบการณ์การลงทุน และมีความได้เปรียบ โดยเฉพาะในประเทศไทย,พม่า,เวียดนาม, อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นต้น

ขณะเดียวกันยังจะให้ความสำคัญการลงทุนในพื้นที่ไกลๆ โดยเฉพาะแถบตะวันออกกลาง แม้ในอดีตจะไม่ประสบความสำเร็จในการสำรวจโครงการบางแห่ง แต่การมีองค์ความรู้ที่ดีจะทำให้สามารถต่อยอดการลงทุนได้ไม่ยาก ซึ่งการลงทุนในตะวันออกกกลาง ถือว่า 'ถูกที่สุด' เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ
นอกจากนั้นยังมองเรื่องการลงทุนใน 'แหล่งก๊าชธรรมชาติเหลว' เพื่อนำมาเป็นซัพพลาย LNG (Liquefied Natural Gas) ให้กับประเทศ เพราะในอนาคตสัดส่วนการใช้ LNG ทั่วโลกจะขยายตัวมากขึ้น ขณะที่การใช้ในเมืองไทยก็เติบโตเช่นกัน

สะท้อนผ่านการที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) อนุมัติให้ บมจ. ปตท.หรือ PTT สร้างคลังก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) แห่งที่ 2 ในจังหวะระยอง ขนาด 5 ล้านตันต่อปี

ขณะที่หลากหลายประเทศ เริ่มมองการนำเข้า LNG มากขึ้น แตกต่างจากอดีตที่ค่อนข้างทำได้ยาก แต่ปัจจุบันการนำเข้าสามารถทำได้ง่าย ผ่านเรือคลังสำรองก๊าซธรรมชาติลอยน้ำ หรือ FSRU ( Floating Storage Regasification Unit)

นายใหญ่ ยอมรับว่า ที่ผ่านมามีผู้รับสัมปทานบางรายมีความประสงค์จะขายสินทรัพย์ทั้งในและนอกประเทศให้กับบริษัท แต่เนื่องจากปตท.สผ.ให้ความสำคัญกับการทำ M&A (ควบรวมกิจการ) ค่อนข้างมาก ฉะนั้นจะให้กำหนดว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะเคาะการลงทุนได้กี่ดีลคงยากที่จะพูด เพราะต้องพิจารณาถึงผลตอบแทนจากการลงทุนด้วย

แต่โอกาสของการลงทุนเริ่มเปิดแล้ว หากย้อนกลับไปในช่วงปลายปี 2558 จะเห็นว่าการทำ M&A ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีค่อนข้างน้อย อาจเป็นเพราะราคาน้ำมันที่ผันผวน ทำ ให้ผู้ขายกับผู้ซื้อมีความคิดที่แตกต่างกัน แต่ความผันผวนที่น้อยลง ความคาดหวังของผู้ซื้อและผู้ขายอาจเข้าใกล้กันมากขึ้น

'น้ำมันดิบขาลงเช่นนี้ เริ่มเห็นบริษัทน้ำมันหลายแห่งให้ความสำคัญกับการขาย สินทรัพย์มากขึ้น ถือเป็นโอกาสของปตท.สผ.หลังมีฐานะการเงินที่มั่นคง สะท้อนผ่านการมีเงินสดในมือ (Cash on hand) ประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์'

3.RENEW ปตท.สผ.จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาระบบเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถค้นหาแหล่งน้ำมันได้ดีกว่าเจ้าอื่น และสามารถผลิตน้ำมันได้ในจำนวนที่มากขึ้น ที่สำคัญเทคโนโลยีต้องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งเราจะร่วมมือกับทีมงานวิจัยนอกองค์กร

วันนี้อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมของระบบ เมื่อหนึ่งเป้าหมายสำคัญในการเติบโตขององค์กรแห่งนี้ คือ การรุกพลังงานทดแทน ปัจจุบันอยู่ในช่วงของการศึกษาเท่านั้น ฉะนั้นยังบอกไม่ได้ว่า ภายในปีนี้หรือปีหน้าจะมีโครงการไหนเข้ามาอยู่ในพอร์ต หรือตั้งวงเงินลงทุนไว้จำนวนเท่าไหร่ แม้ที่ผ่านมาทีมงานจะนำเสนอมาแล้ว 2 โครงการก็ตาม

เขา เล่าต่อว่า ปัจจุบันบริษัทมีโครงการทั่วโลกอยู่ในมือ 38 โครงการ 11 ประเทศ แบ่งเป็นโครงการในเมืองไทย 16 โครงการ ที่เหลือเป็นโครงการในต่างประเทศ โดยเป็นโครงการที่ผลิตแล้ว 24 โครงการ แบ่งเป็นโครงการในเมืองไทย 15 โครงการ

ล่าสุดบริษัทเพิ่งดำเนินการเสร็จสิ้นในการเจาะสำรวจปิโตรเลียมในโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ ประเทศแอลจีเรีย โดยพบอัตราการไหลของน้ำมันดิบเฉลี่ย 2,406 บาร์เรลต่อวัน และก๊าซธรรมชาติ 2.9 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในหลุด Bou Goufa-2 (BOG-2) ซึ่งเป็นหลุมสุดท้ายตามแผนจะส่งแผนให้รัฐบาลปีหน้า

ส่วนโครงการสำรวจในประเทศพม่า บริษัทมีแผนจะลดสัดส่วนการถือหุ้นในบางบล็อก เนื่องจากถือหุ้นในสัดส่วนที่สูงมากในหลายโครงการเฉลี่ย 70-100% ไม่ใช่โครงการไม่ดี แต่เราต้องการลดความเสี่ยง เบื้องต้นยังคงถือหุ้นข้างมากเกือบทุกโครงการ

สำหรับความคืบหน้าโครงการนอกชายฝั่งโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน ประเทศโมซัมบิก ซึ่งปตท.สผ.ถือหุ้นอยู่ 8.5% ตามแผนเดิมที่ทางผู้ดำเนินการให้ไว้ คือ ภายในปีนี้จะมีการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย หรือ FID (Final Investment Decision)

แต่ผ่านมา 10 เดือนแล้วผู้ดำเนินการยังไม่ได้ให้ข้อมูลใหม่ ฉะนั้นอาจต้องเลื่อนการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายไปในปีหน้า คาดว่าโครงการดังกล่าวอาจมีปริมาณการผลิตก๊าซประมาณ 70 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต

'ปีนี้หวังว่าจะมียอดขายเท่าปีก่อนเฉลี่ย 322,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อ วัน หลังเดินหน้าลดต้นทุนต่อหน่วยเฉลี่ย 10%'