อสังหาฯส่งหนังสือธปท. 'ปลดล็อก'เครดิตบูโร

อสังหาฯส่งหนังสือธปท. 'ปลดล็อก'เครดิตบูโร

3 สมาคมอสังหาฯ เตรียมส่งหนังสือถึงแบงก์ชาติ ผ่อนผันประวัติเครดิตบูโร หลังชำระหนี้หมดแล้ว 3 ปีเหลือ 1 ปี หวังปลดล็อก ดันกำลังซื้ออสังหาฯ ฟื้น

สถานการณ์ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ประเมินว่าในปีนี้ จะเป็นอีกปีที่เติบโตต่ำ จากกำลังซื้อที่ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลต่อยอดขายและเปิดตัวโครงการใหม่ของผู้ประกอบการอสังหาฯลดลง ล่าสุดได้ร่วมกันหาแนวทางเพื่อผลักดันยอดขาย

นายอธิป พีชานนท์ นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร และกรรมการบริษัทศุภาลัย กล่าวว่า 3 สมาคมอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ เตรียมยื่นหนังสือถึงธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เพื่อให้มีมาตรการผ่อนผันประวัติเครดิตบูโรภายหลังจากชำระหนี้หมดแล้ว 3 ปี ให้เหลือ 1 ปี เนื่องจากผู้บริโภคที่ติดในระบบดังกล่าวมีมากถึงหลักแสนราย เพื่อให้สามารถกลับซื้อที่อยู่อาศัยได้ จะมาช่วยดูดซับอสังหาริมทรัพย์ในตลาดได้ระดับหนึ่ง

ยอดปฏิเสธสินเชื่อยังสูง

ส่วนสถานการณ์การขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย ยอมรับว่า มีแนวโน้มจะถูกปฏิเสธมากขึ้น โดยเฉลี่ยทั้งปีคาดอยู่ที่ระดับ 30% เพิ่มจากปลายปีก่อนที่ยอดปฏิเสธสินเชื่อกว่า 20% นอกจากนี้จากการสอบถามผู้ประกอบการอสังหาฯบางราย พบว่ามียอดลูกค้าถูกปฏิเสธสินเชื่อมากถึง 50% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่เคยมีมาก่อน

“กำลังซื้อใหม่หายาก ตอนนี้เศรษฐกิจต้องการกำลังซื้อภายในประเทศ แต่กลับถูกกักขังไว้โดยเครดิตบูโร ดังนั้นปัจจัยที่กังวลจึงเป็นเรื่องเครดิตบูโร ที่ส่งผลให้ลูกค้าที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยถูกปฏิเสธสินเชื่อ แม้ว่าบางรายอาจไม่มีหนี้แล้ว แต่ยังประวัติติดในระบบเป็นเวลา 3 ปี ตรงนี้เป็นปัญหา เพราะธนาคารพาณิชย์ก็มีความเข้มงวด มากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้เราได้หารือกับแบงก์ชาติเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ในเดือนนี้จะยื่นหนังสือให้พิจารณาอย่างเป็นทางการ”

สกรีนลูกค้าดาวน์สูง-ผ่อนน้อย

ทั้งนี้ ในส่วนของศุภาลัยพยายามบริหารจัดการลูกค้า โดยผู้ที่ดาวน์ต่ำและต้องการขอสินเชื่อสูง อาจเสี่ยงขอกู้ไม่ผ่าน ก็อาจต้องให้ดาวน์ค่อนข้างมาก ขอสินเชื่อน้อย ขณะเดียวกันยังแนะนำลูกค้าให้ซื้อที่อยู่อาศัยยูนิตที่เล็กลง ราคาต่ำลง เป็นต้น

สำหรับภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้อยู่ในสถานการณ์กึ่งทรงตัว หากจะเติบโตได้อาจอยู่ที่ระดับ 5% เช่นเดียวกับโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบที่ทรงตัว ส่วนคอนโดมิเนียมคาดว่าทั้งปีจะติดลบ เนื่องจากเศรษฐกิจและกำลังซื้อยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะภาคการเกษตรที่มีรายได้ไม่ชัดเจน กระทบต่อตลาดภูมิภาคอย่างมาก ซึ่งมีสัดส่วน 30% ของตลาดอสังหาฯ และหวังการอัดฉีดเม็ดเงินจากรัฐเข้าไปกระตุ้นการใช้จ่ายได้

ตลาดล่างยอดปฏิเสธสินเชื่อพุ่ง

นายประเสริฐ แต่ดุลยสาธิต นายกสมาคมอาคารชุดไทย กล่าวว่า ภาพรวมยอดการปฏิเสธสินเชื่อในตลาดคอนโดอยู่ที่ระดับ 20-30% ใกล้เคียงกับปีก่อน โดยยอมรับว่าตลาดคอนโดระดับล่างมีความกดดันในการถูกปฏิเสธสินเชื่อค่อนข้างมาก

สำหรับตลาดคอนโดปีนี้ เป็นปีผู้ประกอบการต้องจับตลาดให้แม่นยำ และทำตัวเป็นคนสร้างตลาด โดยผู้ที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องสร้างตลาดใหม่ มีโครงการที่ดี ทำเลโดนใจ เซ็กเมนท์ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค

“ตลาดคอนโดปีนี้อาจจะติดลบ ส่วนปีหน้าจะฟื้นตัวกลับมาเติบโตทรงตัว กระทั่งเป็นบวกได้หรือไม่ ยังต้องจับตาดูสถานการณ์ตลาดในไตรมาส 4 อีกครั้ง”

เปิดโครงการใหม่7 เดือนลด19%

ทั้งนี้ที่ผ่านมาศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยถึงยอดโครงการที่อยู่อาศัยเปิดใหม่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล ช่วง 7 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ค.) ของปีนี้พบว่า ทั้งโครงการแนวราบและคอนโด มีจำนวนรวม 191 โครงการ 48,160 ยูนิต ลดลง 19% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีโครงการเปิดใหม่ 243 โครงการ รวม 59,540 ยูนิต

เป็นผลจากผู้ประกอบการส่วนใหญ่หันไปเร่งระบายสต็อกเดิมในช่วงครึ่งปีกแรก เพื่อให้ทันมาตรการลดหย่อนค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และค่าจดจำนอง 0.01% จึงไม่ให้ความสำคัญกับการเปิดตัวโครงการใหม่มากนัก รวมถึงภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวจึงชะลอเปิดโครงการใหม่ ผู้ประกอบการเลื่อนเปิดโครงการใหม่ไปต้นปีหน้าแทน เฉลี่ยรายละ 2-3 โครงการ บางรายมากกว่า 10 โครงการ

สำหรับโครงการคอนโด เปิดใหม่ 7 เดือนแรก อยู่ที่ 72 โครงการ 28,160 ยูนิต ลดลงมากถึง 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเปิดใหม่ 36,780 ยูนิต จาก 87 โครงการ

ส่วนโครงการบ้านจัดสรร เปิดใหม่ 120 โครงการ 20,000 ยูนิต ลดลง 12% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เปิดขาย 156 โครงการ 22,760 ยูนิต

ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ ยังคาดว่าปีนี้ จะมีคอนโดเปิดใหม่ 152 โครงการ 60,410 ยูนิต ใกล้เคียงปี 2558 เปิด 60,500 ยูนิต แนวราบเปิดใหม่ 292 โครงการ 44,450 ยูนิต ใกล้เคียงปีก่อน 45,160 ยูนิต

คลังชี้อสังหาฯยังโตเมินกระตุ้นเพิ่ม

นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวว่าภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยปีนี้ มีแนวโน้มการฟื้นตัวขึ้น หลังจากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล โดยเฉพาะลดค่าธรรมเนียมการโอนและค่าจดจำนอง ส่งผลให้ยอดขายรวมของทั้งตลาดในช่วงต้นปีที่ผ่านมาเพิ่มสูงขึ้น

ตลอดเวลามาตรการดังกล่าวพบว่ามียอดโอนกรรมสิทธิ์ 1.3 แสนหน่วย ถือว่าเป็นการเติบโตมากกว่า 100% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน

"ภาพรวมอสังหาริมทรัพย์นั้น ถือว่า รัฐบาลได้มีนโยบายเข้าไปสนับสนุนให้มีการเติบโตได้อย่างแข็งแรงแล้ว ฉะนั้น ในแง่นโยบายการกระตุ้นของรัฐ คงจะลงไปที่การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมากกว่า ทั้งในแง่การก่อสร้างรถไฟฟ้า การเปิดพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งการเปิดเส้นทางคมนาคม จะเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ทำให้เกิดการขยายเมืองที่แทนที่จะกระจุกในตัวเมืองเท่านั้น ก็ถือเป็นโอกาสของการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์"

ลุ้นกม.ภาษีที่ดินฯเริ่มใช้ปี 60

นายวิสุทธิ์กล่าวว่า คลังอยู่ระหว่างดูว่ากฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างว่า จะสามารถผ่านการพิจารณาสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)ได้ทันตามกำหนดในช่วงต้นปี 2560 หรือไม่ โดยขณะนี้ การพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาโดยคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งอยู่ในวิสัยว่า จะสามารถพิจารณาได้แล้วเสร็จภายในเดือนต.ค.นี้ จากนั้น จึงจะเข้าสู่การพิจารณาของสนช.

แบงก์รับปฏิเสธสินเชื่อบ้านพุ่ง

ด้าน นายณัฐพล ลือพร้อมชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า ยอดปฏิเสธสินเชื่อส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีการเตรียมตัวก่อนยื่นกู้ เช่นเดินดูบ้านในงานแล้วตัดสินใจซื้อทันที ซึ่งลูกค้ากลุ่มนี้จะมีภาระหนี้อยู่ก่อนแล้ว ทำให้ธนาคารอนุมัติสินเชื่อไม่เต็มวงเงิน

อย่างไรก็ตามในช่วงโค้งสุดท้ายเชื่อว่าจะดีขึ้นเนื่องจากคาดว่าลูกหนี้รถคันแรกที่มีประมาณ 3.5 หมื่นคันเริ่มครบกำหนดสินเชื่อเช่าซื้อ ทำให้ภาระลูกหนี้ลดลงและมีกำลังซื้อกลับเข้ามาระดับหนึ่ง ธนาคารหวังว่าไตรมาส 4 ไปถึงปี 2560 จะสามารถอนุมัติสินเชื่อได้มากขึ้น

นางพิกุล ศรีมหันต์รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดลูกค้าธุรกิจขนาดย่อมและสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในส่วนของธนาคารมียอดปฏิเสธสินเชื่อลดลงจาก 20% ในปีก่อนมาอยู่ที่ 17% จากกลยุทธ์ให้ลูกค้าเข้ามาเดินบัญชีระยะหนึ่งซึ่งจะช่วยในการประเมินคุณภาพลูกหนี้ได้

ซีไอเอ็มบีชี้ยอดไม่อนุมัติ 50%

นางสาวอรอนงค์ อุดมก้านตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า ยอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านปัจจุบันอยู่ที่ระดับ50% เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มี40%เพราะความสามารถชำระหนี้ของผู้ขอกู้ลดลง และธนาคารระมัดระวังปล่อยสินเชื่อเพื่อคุมคุณภาพหนี้มาตั้งแต่ต้น แต่คาดว่าในปีหน้ายอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านน่าจะเริ่มหยุด และดีขึ้น เพราะครบกำหนดเวลาถือครองรถคันแรกครบ5ปีพอดี

“ยอมรับว่า หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ ยังเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ปัจจุบันขึ้นเกิน 3% จากครึ่งปีแรกนี้ยังใกล้3% ซึ่งสิ้นปีนี้คุมไว้ไม่ให้เกิน4% เน้นปล่อยสินเชื่อในระดับราคาบ้าน 3 ล้านบาทขึ้นไปเพราะเป็นกลุ่มมีกำลังซื้อ”