"ช้าง-สิงห์"แข่งขนสินค้าเวียดนามบุกไทย

"ช้าง-สิงห์"แข่งขนสินค้าเวียดนามบุกไทย

ตลาดสินค้าอุปโภคบริโภค มีอะไรให้คึกคักและน่าติดตามอีกแล้ว โดยเฉพาะเป็นการเคลื่อนทัพธุรกิจที่ “ใหญ่” จาก 2 ค่ายยักษ์ ไทยเบฟ-บุญรอด

ย้อนรอยไปปี 2556 ไทยเบฟเวอเรจ ทุ่มเงินมหาศาลกว่า 2 แสนล้านบาท ฮุบหุ้นบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ หรือเอฟ แอนด์ เอ็น ยักษ์เครื่องดื่มระดับอาเซียน ที่มีสินค้าเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์มากมาย รวมทั้งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ค้าปลีก เป็นต้น ซึ่งการซื้อกิจการครั้งนั้น ยังส่งผลให้ไทยเบฟ โดยเอฟแอนด์เอ็น ถือหุ้นอยู่ในบริษัทผลิตภัณฑ์นมเบอร์ 1 ของเวียดนามอย่างบริษัท วีนามิลค์ สัดส่วน 11% 

ขณะที่สิงห์ คอร์ปอเรชั่น เครือบุญรอด บริวเวอรี่  ก็เดินหน้ามีพันธมิตรในเวียดนาม โดยปลายปี 2558 บริษัท สิงห์ เอเซีย โฮลดิ้งส์ ในเครือบุญรอดฯ ทุ่มเงินประมาณ 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 4.4 หมื่นล้านบาทในขณะนั้น เข้าซื้อหุ้นของเมซาน กรุ๊ป(Masan group) ในธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านเมซาน คอนซูเมอร์ โฮสดิ้งส์สัดส่วน 25% และกลุ่มเครื่องดื่ม ในเมซาน บริวเวอรี่สัดส่วน 33%

ล่าสุด ภาพการผนึกกำลัง (ซีนเนอร์ยี) ธุรกิจของทั้งไทยเบฟและบุญรอดฯ ก็เริ่มเห็นภาพใหม่ เมื่อสินค้าจากบริษัทที่ทั้ง 2 ค่ายเข้าไปถือหุ้น ได้ถูกนำมาตีตลาดในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ประเดิมที่ ผลิตภัณฑ์นม ของ วีนามิลค์ ประเดิมทำตลาดผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตรสชาติต่างๆ เช่น รสธรรมชาติ ภายใต้แบรนด์ VINAMILK โยเกิร์ตผสมสตรอเบอร์รี่และกล้วย และโบเกิร์ตผสมแอปเปิ้ลและกล้วยแบรนด์ VINAMILK SUSU เจาะกลุ่มเป้าหมายเด็กเล็ก ทั้งนี้ สินค้าดังกล่าว นำเข้าโดย บริษัท ท็อปโมส เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด ไม่ใช่ไทยเบฟแต่อย่างใด

สำหรับตลาดนมพร้อมดื่มในไทยมีมูลค่ากว่า 5.5 หมื่นล้านบาท โดยตลาดโยเกิร์ตแบบถ้วยมีมูลค่ากว่า 4,700 ล้านบาท ขณะที่วีนามิลค์มีผลิตภัณฑ์นมหลากหลายมาก ตั้งแต่นมพร้อมดื่ม, นมเปรี้ยว, โยเกิร์ต, นมผง, นมข้น, ไอศกรีม และชีส เป็นต้น

ขณะที่สิงห์ ก็เปิดตัวสินค้าอุปโภคบริโภคจากเวียดนามอย่างยิ่งใหญ่ ประเดิมทำตลาด น้ำปลาตราหยดทอง มาบุกตลาดน้ำปลาไทยมูลค่า “1 หมื่นล้านบาท โดยตลาดดังกล่าวมีทิพรสเป็นเบอร์ 1 ตามด้วยน้ำปลาตราปลาหมึก, น้ำปลาตราหอยหลอด และน้ำปลาตราคนแบกกุ้ง ตามลำดับ

“Le Thi Nga” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ เมซาน กรุ๊ป กล่าวในงานแถลงข่าวเปิดตัวน้ำปลา “หยดทอง”ถึงการเป็นพันธมิตรกับ “สิงห์” ซึ่งสั่งสมความแข็งแรงในตลาดประเทศไทยมายาวนาน ทำให้การพัฒนาสินค้าน้ำปลาจากเวียดนามในประเทศไทยจะเป็นข้อได้เปรียบสำคัญให้กับเมซานในการเข้าถึงตลาดอาเซียนได้

ทั้งนี้ ข้อได้เปรียบสำคัญของเมซานคือการได้ความช่วยเหลือจากสิงห์(ในเครือบุญรอดฯ)ของไทยที่ใช้ความเชี่ยวชาญด้านร้านอาหารและทักษะด้านการทำการตลาด เอื้อให้มาซานสามารถแนะนำ “น้ำปลา” เจาะตลาดผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายชาวไทยได้โดยตรง

นอกจากนี้ เมซานจะใช้ระยะเวลาเพียง 7 เดือนในการผลิตน้ำปลา “หยดทอง” เพื่อเจาะตลาดในประเทศไทย และเชื่อว่าสินค้าดังกล่าวจะก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ที่ครองตลาดในไทยภายในระยะเวลา 3 ปี และสามารถเจาะตลาดอาเซียนที่มีประชากร 250 ล้านคนในระยะเวลาอันใกล้ได้ด้วย

“Seokhee Won” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค และผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ เมซาน กรุ๊ป กล่าวถึงตลาดไทยว่าเป็นก้าวแรกของเมซานที่จะขยายวัฒนธรรมอาหารของตะวันออกไปยังผู้บริโภคอาเซียนผ่านสินค้าน้ำปลา ทั้งนี้ เมซานถือเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำปลาที่ประสบความสำเร็จในเวียดนาม โดยมีผู้บริโภคจำนวนเกือบ 50 ล้านครอบครัวที่ใช้น้ำปลาของเมซาน

ส่วนประเทศไทยนั้น ปัจจุบันตลาดน้ำปลาถูกครองตลาดด้วยสามแบรนด์หลัก ได้แก่ ทิพรส, ปลาหมึก และเมกาเชฟ ซึ่งครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึง 90% ของจำนวนประชากรในประเทศ